10 ปี เครดิตเรทติ้งไทย จากจุดสูงสุด สู่ช่วงวิกฤต และสัญญาณฟื้นตัว


KEY POINTS
Moody's ได้ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยจาก "ลบ" (Negative) กลับมาเป็น "มีเสถียรภาพ" (Stable) ซึ่งเป็นสัญญาณการฟื้นตัวครั้งสำคัญ

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา อันดับเครดิตหลักของไทย (BBB+/Baa1) ไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่ "แนวโน้ม" (Outlook) มีความผันผวนสูง สะท้อนสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจในแต่ละช่วง

เครดิตเรทติ้งไทยเคยถึงจุดสูงสุดในปี 2562 ที่มีแนวโน้มเป็น "บวก" (Positive) ก่อนจะเข้าสู่ช่วงวิกฤตจากผลกระทบโควิด-19 และความไม่แน่นอนทางการเมือง

ปัจจัยสำคัญที่สถาบันจัดอันดับจับตามองในอนาคต คือเสถียรภาพทางการเมือง วินัยการคลังระยะกลาง และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา Moody's Ratings ส่งข่าวดีมายังประเทศไทย ด้วยการประกาศปรับ Outlook หรือ แนวโน้มของเครดิตเรทติ้งไทยจาก Negative กลับมาเป็น Stable พร้อมยืนยันอันดับ Baa1 อันเดิม นับเป็นสัญญาณบวกครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ไทยเผชิญกระแสปรับลด Outlook จากสถาบันจัดอันดับระดับโลกในรอบปีที่แล้ว ทว่าเมื่อพิจารณาภาพรวมทั้ง 10 ปีที่ผ่านมา เส้นทางของเครดิตเรทติ้งไทยนั้นไม่ได้ราบเรียบอย่างที่หลายคนเข้าใจ

รายงานพิเศษฉบับนี้จะพาผู้อ่านย้อนไปดูพัฒนาการของอันดับความน่าเชื่อถือไทยตลอด 10 ปี ตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน วิเคราะห์ว่าแต่ละยุคนายกรัฐมนตรีส่งผลต่อสายตาของนักจัดอันดับอย่างไร เปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคและโลก และสรุปว่าปี 2569 นี้ นักลงทุนและนักธุรกิจควรประเมินความเสี่ยงประเทศไทยอย่างไร

เครดิตเรทติ้งคืออะไร และทำไมต้องสนใจ
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าเครดิตเรทติ้งของประเทศ หรือ Sovereign Credit Rating นั้นไม่ใช่แค่ตัวเลขในรายงาน แต่คือใบรับรองความน่าเชื่อถือที่กองทุนบำเหน็จบำนาญ ธนาคารกลาง กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และนักลงทุนสถาบันทั่วโลกใช้ตัดสินใจว่าจะให้ประเทศนั้นยืมเงินหรือไม่ และในอัตราดอกเบี้ยเท่าใด

สามสถาบันที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ได้แก่ Moody's, Standard & Poor's (S&P) และ Fitch Ratings ต่างมีระบบจัดอันดับที่คล้ายกัน โดยแบ่งหยาบๆ ออกเป็นสองชั้น คือ Investment Grade (BBB- ขึ้นไป หรือ Baa3 ขึ้นไปในระบบ Moody's)

หมายถึงความเสี่ยงต่ำเหมาะสำหรับการลงทุน กับ Speculative Grade หรือที่ตลาดเรียกว่า "Junk Bond" ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่า ต้นทุนการกู้ยืมแพงกว่า และกองทุนบางประเภทถูกข้อบังคับไม่ให้ถือสินทรัพย์ในหมวดนี้

ปัจจุบัน ไทยอยู่ที่ระดับ BBB+/Baa1 ซึ่งเป็น Investment Grade ชั้นที่สาม หรือสูงกว่าขีดแบ่ง Junk Bond เพียงสามขั้น ฟังดูอาจไม่มากนัก แต่หมายความว่าไทยยังอยู่ใน "คลับ" ที่นักลงทุนสถาบันสามารถลงทุนได้อย่างถูกต้องตามกฎเกณฑ์

สิ่งที่นักธุรกิจต้องเข้าใจคือผลกระทบทางอ้อม เมื่อเครดิตเรทติ้งประเทศลดลง ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสูงขึ้น งบประมาณที่ต้องใช้จ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เงินลงทุนภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณสุขลดลง ขณะที่ภาคเอกชนก็ได้รับผลพวงตาม เพราะค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อน ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น และการระดมทุนในตลาดต่างประเทศแพงขึ้น

10 ปีที่ผ่านมา: เส้นทางที่ดูนิ่งแต่ไม่ราบเรียบ
หากดูแค่ "ตัวเลข" เครดิตเรทติ้งไทยนั้นดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงตลอด 10 ปี ทั้งสามสถาบันต่างยืนยัน BBB+ หรือ Baa1 มาโดยตลอด ไม่มีการปรับลดหรือปรับขึ้นตัวเรทติ้งหลัก แต่นั่นคือภาพลวงตา เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญคือ Outlook หรือแนวโน้ม ซึ่งเปรียบเสมือนสัญญาณไฟจราจรที่บอกว่าเรทติ้งหลักกำลังจะเดินไปทิศใดในอีก 12 ถึง 18 เดือนข้างหน้า

ช่วงปี 2558–2561: เสถียรภาพในความเงียบ
ช่วงสี่ปีแรก ทั้งสามสถาบันคง BBB+/Baa1 Stable ตลอด รัฐบาลทหารสร้างความนิ่งทางการเมืองที่สถาบันจัดอันดับชื่นชอบ แต่ GDP ไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 3.5% ต่ำกว่าศักยภาพ EEC เริ่มต้น แต่การลงทุนเอกชนยังเฉื่อยชา ภาพที่ได้คือเรทติ้งที่คงที่แต่ไม่ได้สะท้อนพลังขับเคลื่อนที่แท้จริง
ปี 2562: จุดสูงสุดในรอบทศวรรษ

ปีนี้คือปีทองของเครดิตเรทติ้งไทยในรอบ 10 ปี Moody's ปรับ Outlook เป็น Positive ในเดือนกรกฎาคม ตามด้วย S&P ในเดือนธันวาคม นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่สองสถาบันพร้อมกันส่งสัญญาณว่าไทยอาจได้รับการปรับขึ้นเรทติ้ง บริบทในขณะนั้นคือผลเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562 ทำให้รัฐบาลมีฐานประชาธิปไตยรองรับ เศรษฐกิจท่องเที่ยวบูมต่อเนื่อง ฐานะต่างประเทศแข็งแกร่ง และตลาดส่งออกยังไปได้ดี นักลงทุนต่างประเทศมองไทยด้วยความหวังมากกว่าที่เคยเป็นในรอบหลายปี

ปี 2563: โควิด-19 พลิกทุกอย่าง
ทั้ง Moody's และ S&P รีบปรับ Outlook ลงจาก Positive เป็น Stable ในเดือนเมษายน เมื่อ GDP ไทยหดตัว 6.2% ซึ่งหนักกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งในบางมาตรวัด นักท่องเที่ยวหายไปแทบ 100% รัฐบาลต้องกู้เงินฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการพอกพูนหนี้สาธารณะที่ยังคงเป็นปัญหาลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน

ปี 2564–2567: ฟื้นตัวแบบง่อยเปลี้ย
ทุกสถาบันคง Stable แต่ใต้ผิวน้ำมีความกังวลสะสม หนี้สาธารณะพุ่งจาก 34% ของ GDP ในปี 2562 เป็น 64% ในปี 2567 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในเวลาเพียงห้าปี GDP ไทยโตช้ากว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม BBB ความไม่แน่นอนทางการเมืองเพิ่มขึ้น และภาคท่องเที่ยวก็ฟื้นตัวช้ากว่าที่หลายฝ่ายคาด ช่วงนี้ไทยมีนายกรัฐมนตรีเปลี่ยนถึงสองคน ทั้งประยุทธ์ที่ถูกศาลพักงานชั่วคราว และเศรษฐาที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งในเดือนสิงหาคม 2567

ปี 2568: พายุการเมืองพัดถล่ม
นี่คือปีที่สถานการณ์เครดิตเรทติ้งไทยย่ำแย่ที่สุดในรอบ 10 ปี Moody's ยิงสัญญาณเตือนเป็นสถาบันแรกในเดือนเมษายน ด้วยการประกาศปรับ Outlook เป็น Negative ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 17 ปี เหตุผลที่ระบุมีทั้งความเสี่ยงจากมาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์ที่กระทบการส่งออกไทย และพื้นที่การคลังที่แคบลงจนไม่เพียงพอรับมือวิกฤตใหม่ได้เช่นเดิม 
ต่อมาในเดือนกันยายน หลังจากแพทองธารถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งจากคดีโทรศัพท์หลุดกับอดีตผู้นำกัมพูชา Fitch ก็ประกาศปรับ Negative ตาม อ้างทั้งความวุ่นวายทางการเมืองและการขาดแผนชัดเจนในการลดการขาดดุลการคลัง ทว่า S&P เลือกเดินเกมอนุรักษ์นิยมกว่า โดยยืนยัน BBB+ Stable ในเดือนพฤศจิกายน พร้อมชื่นชมกรอบการคลังระยะกลางที่รัฐบาลประกาศ

มีต่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่