โรคบาดทะยัก รอยแผลเล็ก ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม
“แผลนิดเดียวเอง เดี๋ยวก็หาย ไม่ต้องไปหาหมอหรอก”
ประโยคนี้เป็นสิ่งที่หมอได้ยินอยู่บ่อยมาก โดยเฉพาะเวลาคนไข้เดินเข้ามาหลังจากถูกตะปูตำ เหยียบของมีคม หรือมีแผลจากอุบัติเหตุเล็ก ๆ
บางคนบอกว่าแผลแทบมองไม่เห็น
บางคนล้างแผลแล้ว
บางคนคิดว่าเลือดออกนิดเดียว ไม่น่าจะเป็นอะไร
และหลายคนจะนึกถึง “บาดทะยัก” ก็ต่อเมื่อมีคนถามว่า
“ฉีดวัคซีนบาดทะยักครั้งล่าสุดเมื่อไหร่?”
คำถามนี้ทำให้หลายคนเริ่มนึกไม่ออก
10 ปีที่แล้ว?
ตอนเด็ก?
ตอนเรียน?
หรือไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองได้รับวัคซีนครบหรือไม่
ในความเป็นจริง โรคบาดทะยักเป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม แม้จุดเริ่มต้นจะเป็นเพียงแผลเล็ก ๆ บนผิวหนัง เพราะเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล และสร้างสารพิษที่มีผลต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
วันนี้พี่หมอฝั่งธน..จะมาให้ความรู้
โรคบาดทะยัก รอยแผลเล็ก ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม
บาดทะยักคือ
โรคบาดทะยักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ
Clostridium tetani
เชื้อนี้สามารถสร้างสปอร์ที่ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี และพบได้ในดิน ฝุ่น และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ
เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลที่เหมาะสม เชื้ออาจสร้างสารพิษที่เรียกว่า
tetanospasmin ซึ่งไปรบกวนการทำงานของระบบประสาท ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อเกร็งและกระตุก
จุดที่น่ากังวลคือ
แผลอาจเล็กมาก แต่โรคที่เกิดขึ้นอาจรุนแรงได้
ดังนั้น การประเมินความเสี่ยงของบาดทะยักไม่ได้ดูเพียงว่า “แผลใหญ่หรือเล็ก” แต่ต้องดูชนิดของบาดแผลและประวัติการได้รับวัคซีนร่วมด้วย
แล้วแผลแบบไหนที่เสี่ยงบาดทะยัก
ลองนึกภาพว่าเดินอยู่หน้าบ้านแล้วเผลอเหยียบตะปูเก่า ๆ
ตะปูตำเข้าไปไม่ลึกมาก
มีเลือดออกเล็กน้อย
ล้างแผลแล้ว
วันรุ่งขึ้นแผลก็ดูเหมือนปกติ
หลายคนอาจคิดว่าเรื่องจบแล้ว
แต่แผลลักษณะ “แผลตำ” เป็นหนึ่งในบาดแผลที่แพทย์ให้ความสำคัญ เพราะเป็นแผลที่อาจมีเนื้อเยื่อด้านในเสียหายและมีออกซิเจนต่ำ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญของเชื้อบางชนิด รวมถึงเชื้อที่ก่อโรคบาดทะยัก
บาดแผลที่ควรระวัง ได้แก่
แผลถูกตะปูหรือของแหลมตำ
แผลลึกหรือแผลแทง
แผลที่มีดิน ฝุ่น หรือสิ่งสกปรกปนเปื้อน
แผลจากสัตว์กัด
แผลที่มีเนื้อตายหรือเนื้อเยื่อถูกทำลายมาก
แผลจากการถูกของมีคมบาดหรืออุบัติเหตุที่มีสิ่งสกปรกปนเปื้อน
แผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกบางลักษณะ
แผลที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าแผลทุกชนิดจะทำให้เกิดบาดทะยัก
สิ่งสำคัญคือ
ประเมินบาดแผลร่วมกับประวัติการฉีดวัคซีน
อาการบาดทะยักไม่ได้เริ่มจากแผลเสมอไป
นี่เป็นอีกเรื่องที่หลายคนเข้าใจผิด
หลังเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ผู้ป่วยอาจไม่ได้มีอาการผิดปกติที่แผลอย่างชัดเจน แต่เมื่อสารพิษส่งผลต่อระบบประสาท อาการสำคัญจะเริ่มปรากฏขึ้น
อาการที่พบได้ เช่น
1. ขากรรไกรแข็ง อ้าปากลำบาก
อาการนี้เป็นหนึ่งในลักษณะที่คนมักเชื่อมโยงกับโรคบาดทะยัก
ผู้ป่วยอาจรู้สึกว่า
“ทำไมช่วงนี้อ้าปากไม่ค่อยออก?”
หรือรู้สึกว่ากล้ามเนื้อบริเวณกรามตึงผิดปกติ
บางรายมีอาการมากขึ้นจนเรียกว่า
lockjaw
2. กล้ามเนื้อคอและลำตัวเกร็ง
อาจรู้สึกว่าคอแข็ง กล้ามเนื้อตึง หรือมีอาการเกร็งเป็นพัก ๆ
3. กล้ามเนื้อกระตุกและเกร็งรุนแรง
เมื่อโรครุนแรงขึ้น กล้ามเนื้ออาจหดเกร็งเป็นช่วง ๆ และอาการกระตุกอาจถูกกระตุ้นด้วยเสียง การสัมผัส หรือสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ
4. กลืนลำบาก
กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืนอาจได้รับผลกระทบ ทำให้รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำลำบาก
5. หายใจลำบาก
หากกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการหายใจได้รับผลกระทบ อาจทำให้เกิดภาวะหายใจล้มเหลว ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงของโรค
6. กล้ามเนื้อเกร็งทั่วร่างกาย
ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจเกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย และต้องได้รับการดูแลในโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด

แล้วต้องรอกี่วันถึงจะมีอาการ
หลังเชื้อเข้าสู่ร่างกาย โรคบาดทะยักไม่ได้จำเป็นต้องแสดงอาการทันที
ระยะฟักตัวโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ
3–21 วัน และอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน
ดังนั้น หากเพิ่งถูกตะปูตำแล้ววันนี้ยังไม่มีอาการ ไม่ได้หมายความว่าสามารถสรุปได้ทันทีว่าไม่มีความเสี่ยง
โดยทั่วไป หากระยะฟักตัวสั้นมาก มักสัมพันธ์กับโรคที่มีความรุนแรงมากขึ้น
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลังเกิดบาดแผล แพทย์จึงให้ความสำคัญกับการป้องกันตั้งแต่แรก มากกว่าการรอให้อาการเกิดขึ้นแล้วค่อยรักษา
แผลเล็ก ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องฉีดวัคซีน
ลองกลับมาที่เหตุการณ์เดิม
ตะปูตำเท้า
แผลเล็ก
ล้างแล้ว
แต่จำไม่ได้ว่าเคยฉีดวัคซีนบาดทะยักครั้งล่าสุดเมื่อไหร่
สถานการณ์แบบนี้ไม่ควรตัดสินใจจากขนาดของแผลเพียงอย่างเดียว
แพทย์จะพิจารณาเรื่องสำคัญ เช่น
แผลเป็นชนิดใด?
แผลสะอาดหรือมีสิ่งสกปรกปนเปื้อน?
ได้รับวัคซีนบาดทะยักครบตามกำหนดหรือไม่?
ได้รับเข็มกระตุ้นครั้งล่าสุดเมื่อใด?
มีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วยหรือไม่?
จากข้อมูลเหล่านี้ แพทย์จึงจะพิจารณาว่าจำเป็นต้องได้รับวัคซีนกระตุ้นหรือการป้องกันเพิ่มเติมหรือไม่
วัคซีนบาดทะยักต้องฉีดทุกครั้งที่มีแผลหรือไม่
ไม่จำเป็นต้องฉีดทุกครั้ง
การตัดสินใจขึ้นอยู่กับประวัติการได้รับวัคซีนและลักษณะของบาดแผล
โดยทั่วไป หากได้รับวัคซีนพื้นฐานครบแล้ว การฉีดกระตุ้นจะพิจารณาตามระยะเวลาที่ผ่านไปนับจากเข็มล่าสุดและชนิดของแผล
สำหรับผู้ที่มีแผลสกปรก แผลลึก หรือแผลตำ อาจมีเกณฑ์ในการฉีดกระตุ้นที่แตกต่างจากผู้ที่มีแผลสะอาดเล็กน้อย
หากจำประวัติการฉีดวัคซีนไม่ได้ หรือไม่แน่ใจว่าเคยได้รับครบหรือไม่ ควรแจ้งแพทย์ตามความเป็นจริง เพราะแพทย์อาจพิจารณาแนวทางป้องกันเพิ่มเติมตามความเสี่ยง
ในบางกรณีที่มีความเสี่ยงสูงและประวัติวัคซีนไม่ครบหรือไม่ทราบประวัติ อาจจำเป็นต้องได้รับ
tetanus immune globulin (TIG) ร่วมกับวัคซีนตามข้อบ่งชี้
ถ้าโดนตะปูตำ ควรทำอย่างไร
สิ่งแรกที่ควรทำคือ
ดูแลแผลทันที
ขั้นที่ 1 ล้างมือก่อนสัมผัสแผล
เพื่อลดการนำสิ่งสกปรกเพิ่มเติมเข้าสู่บริเวณแผล
ขั้นที่ 2 ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่
ทำความสะอาดบริเวณแผลและเอาสิ่งสกปรกที่มองเห็นออกอย่างเหมาะสม
ขั้นที่ 3 หลีกเลี่ยงการใช้สารที่ระคายเคืองแผล
ไม่ควรเทสารเคมีหรือสารที่ไม่เหมาะสมลงบนแผล เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อเสียหายมากขึ้น
ขั้นที่ 4 อย่าลืมเรื่องวัคซีน
นี่คือขั้นตอนที่หลายคนมักลืม
เมื่อมีแผลที่เสี่ยง โดยเฉพาะแผลตำ แผลสกปรก หรือแผลลึก ควรประเมินประวัติการฉีดวัคซีนบาดทะยัก
หากจำไม่ได้ว่าเคยฉีดเมื่อไหร่ ควรแจ้งแพทย์แทนการคาดเดาเอง

สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับบาดทะยัก
“ต้องโดนตะปูสนิมเท่านั้นถึงจะเป็นบาดทะยัก”
ไม่ใช่
สิ่งที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงคือการปนเปื้อนของเชื้อและลักษณะของบาดแผล ไม่ใช่ “สนิม” โดยตรง
ตะปูที่ไม่มีสนิมก็สามารถทำให้เกิดแผลที่มีความเสี่ยงได้ หากมีการปนเปื้อนและลักษณะแผลเหมาะสม
“เลือดออกเยอะ เชื้อจะออกไปหมด”
ไม่ควรใช้วิธีนี้เป็นหลักในการป้องกัน
การมีเลือดออกไม่ได้รับประกันว่าจะป้องกันบาดทะยักได้
“แผลหายแล้ว แปลว่าไม่มีบาดทะยัก”
ไม่เสมอไป
อาการของบาดทะยักเกี่ยวข้องกับสารพิษที่เชื้อสร้างขึ้น จึงไม่สามารถใช้เพียงลักษณะของแผลเป็นตัวตัดสินความเสี่ยงทั้งหมด
“เคยฉีดตอนเด็กแล้ว ไม่ต้องฉีดอีก”
วัคซีนบาดทะยักมีการฉีดกระตุ้นตามช่วงเวลา การเคยได้รับวัคซีนในวัยเด็กไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องได้รับเข็มกระตุ้นตลอดชีวิต

ใครบ้างที่ควรให้ความสำคัญกับการป้องกัน
ทุกคนควรมีประวัติวัคซีนที่ชัดเจน แต่โดยเฉพาะผู้ที่มีโอกาสเกิดบาดแผลจากการทำงานหรือกิจกรรม เช่น
ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับดินหรือการเกษตร
ผู้ที่ทำงานช่าง
ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง
ผู้ที่ทำกิจกรรมที่มีโอกาสถูกของมีคมตำหรือบาด
ผู้ที่มีบาดแผลบ่อย
ผู้ที่ไม่ทราบประวัติการได้รับวัคซีนของตนเอง
การรู้ว่า “เราได้รับวัคซีนครั้งล่าสุดเมื่อไหร่” จึงเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มากเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
บาดทะยักป้องกันได้
ขณะที่กำลังอธิบายเรื่องนี้ให้คนไข้ฟัง หมอมักจะบอกประโยคหนึ่งว่า
“สิ่งที่เราอยากทำที่สุดไม่ใช่รอให้เกิดโรคแล้วรักษา แต่คือป้องกันตั้งแต่ยังไม่เกิดโรค”
โรคบาดทะยักเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน และการดูแลบาดแผลอย่างเหมาะสม
ดังนั้น หากมีแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลจากตะปู ของมีคม สัตว์กัด หรืออุบัติเหตุที่มีสิ่งสกปรกปนเปื้อน อย่าเพิ่งคิดเพียงว่า
“แผลนิดเดียว เดี๋ยวก็หาย”
ลองถามตัวเองอีกหนึ่งคำถาม
“เราเคยฉีดวัคซีนบาดทะยักครั้งล่าสุดเมื่อไหร่?”
หากตอบไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องกังวลจนเกินไป แต่ควรนำข้อมูลเท่าที่มีไปปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินความเสี่ยงและเลือกวิธีป้องกันที่เหมาะสม
และหากหลังมีบาดแผลเริ่มมีอาการ
ขากรรไกรแข็ง อ้าปากลำบาก กลืนลำบาก กล้ามเนื้อเกร็งหรือกระตุกผิดปกติ หรือมีปัญหาเรื่องการหายใจ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะบาดทะยักเป็นโรคที่อาจรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
แผลเล็กอาจดูไม่สำคัญ แต่การป้องกันบาดทะยักไม่ควรถูกมองข้าม
โรคบาดทะยัก รอยแผลเล็ก ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม
“แผลนิดเดียวเอง เดี๋ยวก็หาย ไม่ต้องไปหาหมอหรอก”
ประโยคนี้เป็นสิ่งที่หมอได้ยินอยู่บ่อยมาก โดยเฉพาะเวลาคนไข้เดินเข้ามาหลังจากถูกตะปูตำ เหยียบของมีคม หรือมีแผลจากอุบัติเหตุเล็ก ๆ
บางคนบอกว่าแผลแทบมองไม่เห็น
บางคนล้างแผลแล้ว
บางคนคิดว่าเลือดออกนิดเดียว ไม่น่าจะเป็นอะไร
และหลายคนจะนึกถึง “บาดทะยัก” ก็ต่อเมื่อมีคนถามว่า
“ฉีดวัคซีนบาดทะยักครั้งล่าสุดเมื่อไหร่?”
คำถามนี้ทำให้หลายคนเริ่มนึกไม่ออก
10 ปีที่แล้ว?
ตอนเด็ก?
ตอนเรียน?
หรือไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองได้รับวัคซีนครบหรือไม่
ในความเป็นจริง โรคบาดทะยักเป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม แม้จุดเริ่มต้นจะเป็นเพียงแผลเล็ก ๆ บนผิวหนัง เพราะเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล และสร้างสารพิษที่มีผลต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
วันนี้พี่หมอฝั่งธน..จะมาให้ความรู้
โรคบาดทะยักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Clostridium tetani
เชื้อนี้สามารถสร้างสปอร์ที่ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี และพบได้ในดิน ฝุ่น และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ
เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลที่เหมาะสม เชื้ออาจสร้างสารพิษที่เรียกว่า tetanospasmin ซึ่งไปรบกวนการทำงานของระบบประสาท ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อเกร็งและกระตุก
จุดที่น่ากังวลคือ
แผลอาจเล็กมาก แต่โรคที่เกิดขึ้นอาจรุนแรงได้
ดังนั้น การประเมินความเสี่ยงของบาดทะยักไม่ได้ดูเพียงว่า “แผลใหญ่หรือเล็ก” แต่ต้องดูชนิดของบาดแผลและประวัติการได้รับวัคซีนร่วมด้วย
แล้วแผลแบบไหนที่เสี่ยงบาดทะยัก
ลองนึกภาพว่าเดินอยู่หน้าบ้านแล้วเผลอเหยียบตะปูเก่า ๆ
ตะปูตำเข้าไปไม่ลึกมาก
มีเลือดออกเล็กน้อย
ล้างแผลแล้ว
วันรุ่งขึ้นแผลก็ดูเหมือนปกติ
หลายคนอาจคิดว่าเรื่องจบแล้ว
แต่แผลลักษณะ “แผลตำ” เป็นหนึ่งในบาดแผลที่แพทย์ให้ความสำคัญ เพราะเป็นแผลที่อาจมีเนื้อเยื่อด้านในเสียหายและมีออกซิเจนต่ำ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญของเชื้อบางชนิด รวมถึงเชื้อที่ก่อโรคบาดทะยัก
บาดแผลที่ควรระวัง ได้แก่
แผลถูกตะปูหรือของแหลมตำ
แผลลึกหรือแผลแทง
แผลที่มีดิน ฝุ่น หรือสิ่งสกปรกปนเปื้อน
แผลจากสัตว์กัด
แผลที่มีเนื้อตายหรือเนื้อเยื่อถูกทำลายมาก
แผลจากการถูกของมีคมบาดหรืออุบัติเหตุที่มีสิ่งสกปรกปนเปื้อน
แผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกบางลักษณะ
แผลที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าแผลทุกชนิดจะทำให้เกิดบาดทะยัก
สิ่งสำคัญคือ ประเมินบาดแผลร่วมกับประวัติการฉีดวัคซีน
นี่เป็นอีกเรื่องที่หลายคนเข้าใจผิด
หลังเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ผู้ป่วยอาจไม่ได้มีอาการผิดปกติที่แผลอย่างชัดเจน แต่เมื่อสารพิษส่งผลต่อระบบประสาท อาการสำคัญจะเริ่มปรากฏขึ้น
อาการที่พบได้ เช่น
1. ขากรรไกรแข็ง อ้าปากลำบาก
อาการนี้เป็นหนึ่งในลักษณะที่คนมักเชื่อมโยงกับโรคบาดทะยัก
ผู้ป่วยอาจรู้สึกว่า
“ทำไมช่วงนี้อ้าปากไม่ค่อยออก?”
หรือรู้สึกว่ากล้ามเนื้อบริเวณกรามตึงผิดปกติ
บางรายมีอาการมากขึ้นจนเรียกว่า lockjaw
2. กล้ามเนื้อคอและลำตัวเกร็ง
อาจรู้สึกว่าคอแข็ง กล้ามเนื้อตึง หรือมีอาการเกร็งเป็นพัก ๆ
3. กล้ามเนื้อกระตุกและเกร็งรุนแรง
เมื่อโรครุนแรงขึ้น กล้ามเนื้ออาจหดเกร็งเป็นช่วง ๆ และอาการกระตุกอาจถูกกระตุ้นด้วยเสียง การสัมผัส หรือสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ
4. กลืนลำบาก
กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืนอาจได้รับผลกระทบ ทำให้รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำลำบาก
5. หายใจลำบาก
หากกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการหายใจได้รับผลกระทบ อาจทำให้เกิดภาวะหายใจล้มเหลว ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงของโรค
6. กล้ามเนื้อเกร็งทั่วร่างกาย
ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจเกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย และต้องได้รับการดูแลในโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด
หลังเชื้อเข้าสู่ร่างกาย โรคบาดทะยักไม่ได้จำเป็นต้องแสดงอาการทันที
ระยะฟักตัวโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 3–21 วัน และอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน
ดังนั้น หากเพิ่งถูกตะปูตำแล้ววันนี้ยังไม่มีอาการ ไม่ได้หมายความว่าสามารถสรุปได้ทันทีว่าไม่มีความเสี่ยง
โดยทั่วไป หากระยะฟักตัวสั้นมาก มักสัมพันธ์กับโรคที่มีความรุนแรงมากขึ้น
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลังเกิดบาดแผล แพทย์จึงให้ความสำคัญกับการป้องกันตั้งแต่แรก มากกว่าการรอให้อาการเกิดขึ้นแล้วค่อยรักษา
แผลเล็ก ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องฉีดวัคซีน
ลองกลับมาที่เหตุการณ์เดิม
ตะปูตำเท้า
แผลเล็ก
ล้างแล้ว
แต่จำไม่ได้ว่าเคยฉีดวัคซีนบาดทะยักครั้งล่าสุดเมื่อไหร่
สถานการณ์แบบนี้ไม่ควรตัดสินใจจากขนาดของแผลเพียงอย่างเดียว
แพทย์จะพิจารณาเรื่องสำคัญ เช่น
แผลเป็นชนิดใด?
แผลสะอาดหรือมีสิ่งสกปรกปนเปื้อน?
ได้รับวัคซีนบาดทะยักครบตามกำหนดหรือไม่?
ได้รับเข็มกระตุ้นครั้งล่าสุดเมื่อใด?
มีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วยหรือไม่?
จากข้อมูลเหล่านี้ แพทย์จึงจะพิจารณาว่าจำเป็นต้องได้รับวัคซีนกระตุ้นหรือการป้องกันเพิ่มเติมหรือไม่
ไม่จำเป็นต้องฉีดทุกครั้ง
การตัดสินใจขึ้นอยู่กับประวัติการได้รับวัคซีนและลักษณะของบาดแผล
โดยทั่วไป หากได้รับวัคซีนพื้นฐานครบแล้ว การฉีดกระตุ้นจะพิจารณาตามระยะเวลาที่ผ่านไปนับจากเข็มล่าสุดและชนิดของแผล
สำหรับผู้ที่มีแผลสกปรก แผลลึก หรือแผลตำ อาจมีเกณฑ์ในการฉีดกระตุ้นที่แตกต่างจากผู้ที่มีแผลสะอาดเล็กน้อย
หากจำประวัติการฉีดวัคซีนไม่ได้ หรือไม่แน่ใจว่าเคยได้รับครบหรือไม่ ควรแจ้งแพทย์ตามความเป็นจริง เพราะแพทย์อาจพิจารณาแนวทางป้องกันเพิ่มเติมตามความเสี่ยง
ในบางกรณีที่มีความเสี่ยงสูงและประวัติวัคซีนไม่ครบหรือไม่ทราบประวัติ อาจจำเป็นต้องได้รับ tetanus immune globulin (TIG) ร่วมกับวัคซีนตามข้อบ่งชี้
ถ้าโดนตะปูตำ ควรทำอย่างไร
สิ่งแรกที่ควรทำคือ ดูแลแผลทันที
ขั้นที่ 1 ล้างมือก่อนสัมผัสแผล
เพื่อลดการนำสิ่งสกปรกเพิ่มเติมเข้าสู่บริเวณแผล
ขั้นที่ 2 ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่
ทำความสะอาดบริเวณแผลและเอาสิ่งสกปรกที่มองเห็นออกอย่างเหมาะสม
ขั้นที่ 3 หลีกเลี่ยงการใช้สารที่ระคายเคืองแผล
ไม่ควรเทสารเคมีหรือสารที่ไม่เหมาะสมลงบนแผล เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อเสียหายมากขึ้น
ขั้นที่ 4 อย่าลืมเรื่องวัคซีน
นี่คือขั้นตอนที่หลายคนมักลืม
เมื่อมีแผลที่เสี่ยง โดยเฉพาะแผลตำ แผลสกปรก หรือแผลลึก ควรประเมินประวัติการฉีดวัคซีนบาดทะยัก
หากจำไม่ได้ว่าเคยฉีดเมื่อไหร่ ควรแจ้งแพทย์แทนการคาดเดาเอง
“ต้องโดนตะปูสนิมเท่านั้นถึงจะเป็นบาดทะยัก”
ไม่ใช่
สิ่งที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงคือการปนเปื้อนของเชื้อและลักษณะของบาดแผล ไม่ใช่ “สนิม” โดยตรง
ตะปูที่ไม่มีสนิมก็สามารถทำให้เกิดแผลที่มีความเสี่ยงได้ หากมีการปนเปื้อนและลักษณะแผลเหมาะสม
“เลือดออกเยอะ เชื้อจะออกไปหมด”
ไม่ควรใช้วิธีนี้เป็นหลักในการป้องกัน
การมีเลือดออกไม่ได้รับประกันว่าจะป้องกันบาดทะยักได้
“แผลหายแล้ว แปลว่าไม่มีบาดทะยัก”
ไม่เสมอไป
อาการของบาดทะยักเกี่ยวข้องกับสารพิษที่เชื้อสร้างขึ้น จึงไม่สามารถใช้เพียงลักษณะของแผลเป็นตัวตัดสินความเสี่ยงทั้งหมด
“เคยฉีดตอนเด็กแล้ว ไม่ต้องฉีดอีก”
วัคซีนบาดทะยักมีการฉีดกระตุ้นตามช่วงเวลา การเคยได้รับวัคซีนในวัยเด็กไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องได้รับเข็มกระตุ้นตลอดชีวิต
ทุกคนควรมีประวัติวัคซีนที่ชัดเจน แต่โดยเฉพาะผู้ที่มีโอกาสเกิดบาดแผลจากการทำงานหรือกิจกรรม เช่น
ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับดินหรือการเกษตร
ผู้ที่ทำงานช่าง
ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง
ผู้ที่ทำกิจกรรมที่มีโอกาสถูกของมีคมตำหรือบาด
ผู้ที่มีบาดแผลบ่อย
ผู้ที่ไม่ทราบประวัติการได้รับวัคซีนของตนเอง
การรู้ว่า “เราได้รับวัคซีนครั้งล่าสุดเมื่อไหร่” จึงเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มากเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
ขณะที่กำลังอธิบายเรื่องนี้ให้คนไข้ฟัง หมอมักจะบอกประโยคหนึ่งว่า
“สิ่งที่เราอยากทำที่สุดไม่ใช่รอให้เกิดโรคแล้วรักษา แต่คือป้องกันตั้งแต่ยังไม่เกิดโรค”
โรคบาดทะยักเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน และการดูแลบาดแผลอย่างเหมาะสม
ดังนั้น หากมีแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลจากตะปู ของมีคม สัตว์กัด หรืออุบัติเหตุที่มีสิ่งสกปรกปนเปื้อน อย่าเพิ่งคิดเพียงว่า
“แผลนิดเดียว เดี๋ยวก็หาย”
ลองถามตัวเองอีกหนึ่งคำถาม
“เราเคยฉีดวัคซีนบาดทะยักครั้งล่าสุดเมื่อไหร่?”
หากตอบไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องกังวลจนเกินไป แต่ควรนำข้อมูลเท่าที่มีไปปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินความเสี่ยงและเลือกวิธีป้องกันที่เหมาะสม
และหากหลังมีบาดแผลเริ่มมีอาการ ขากรรไกรแข็ง อ้าปากลำบาก กลืนลำบาก กล้ามเนื้อเกร็งหรือกระตุกผิดปกติ หรือมีปัญหาเรื่องการหายใจ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะบาดทะยักเป็นโรคที่อาจรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
แผลเล็กอาจดูไม่สำคัญ แต่การป้องกันบาดทะยักไม่ควรถูกมองข้าม