เห็นข่าวว่า
สภากรุงเทพมหานครตัดงบโครงการเช่ารถขยะพลังงานไฟฟ้า (EV) ออกทั้งหมด ทำให้โครงการวงเงินประมาณ
6,000 ล้านบาท ต้องหยุดไปก่อน
โครงการเดิมวางแผนเช่ารถขยะ EV จำนวน 1,347 คัน เป็นเวลา 5 ปี ส่วนตัวเห็นข่าวแล้วก็รู้สึกเสียดาย เพราะรถขยะเป็นหนึ่งในงานที่น่าสนใจสำหรับการเปลี่ยนจากดีเซลมาเป็น EV แต่ก็เข้าใจว่าพอเป็นงบประมาณระดับ 6 พันล้านบาท เรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใสก็ต้องตรวจสอบให้ละเอียด
🚛
ทำไมรถขยะถึงเหมาะกับ EV?
- ลองคิดจากลักษณะการทำงานของรถขยะ
- ออกจากศูนย์ → วิ่งเข้าชุมชน → จอดเก็บขยะ → ออกตัว → จอดอีก → กลับศูนย์
- เป็นการวิ่งแบบ
Stop & Go แทบทั้งวัน EV จึงมีข้อดีหลายอย่าง
⚡ ลดการใช้น้ำมัน
🌱 ไม่มีไอเสียจากท่อรถโดยตรง
🔇 เสียงเงียบกว่ารถดีเซล
🔧 ระบบขับเคลื่อนมีชิ้นส่วนน้อยกว่าเครื่องยนต์
🔋 สามารถกลับมาชาร์จที่ศูนย์เดิมได้
- โดยเฉพาะเรื่องเสียง ผมว่ามีประโยชน์กับคนกรุงเทพฯ พอสมควร เพราะรถขยะมักออกทำงานตั้งแต่เช้ามืด
💰
แล้วคุ้มกับ 6,000 ล้านไหม?
- นี่แหละคือประเด็นที่น่าสนใจ กทม. ระบุว่าการเปลี่ยนมาใช้ EV จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้หลายพันล้านบาทตลอดระยะเวลาโครงการ
- แต่ตัวเลขเหล่านี้เป็น
ประมาณการจากสมมติฐาน ทั้งราคาน้ำมัน ค่าไฟ ระยะทาง และรูปแบบการใช้งาน ดังนั้นสิ่งที่อยากเห็นคือข้อมูลจริงแบบละเอียดว่า
-
รถ 1 คันใช้ไฟวันละกี่บาท?
-
เก็บขยะได้กี่ตัน?
-
ค่าซ่อมเท่าไร?
-
ต้องชาร์จนานแค่ไหน?
-
แบตเตอรี่มีอายุเท่าไร?
- เพราะรถขยะไม่เหมือนรถ EV ที่เราใช้ส่วนตัว
- มันต้องทำงานทุกวัน และถ้ารถเสียหรือแบตไม่พอ ขยะก็อาจตกค้าง
🔋
ข้อเสียก็มี
- รถขยะ EV มีต้นทุนเริ่มต้นสูงกว่า และต้องลงทุนระบบชาร์จ รวมถึงต้องวางแผนเรื่องหม้อแปลงและกำลังไฟให้เพียงพอกับรถจำนวนมาก
- อีกเรื่องคือ
น้ำหนักแบตเตอรี่รถขยะต้องแบกทั้งตัวรถ ระบบอัดขยะ และขยะที่เก็บมา จึงต้องดูว่ารถ EV สามารถรองรับน้ำหนักและทำงานได้ครบตามเส้นทางจริงหรือไม่
- เพราะฉะนั้นผมว่าไม่ควรดูแค่คำว่า
“EV ประหยัดกว่าน้ำมัน” แต่ต้องดู
ต้นทุนตลอดอายุการใช้งานจริง ด้วย
🤔
หรือควรทดลองก่อน?
- ถ้ายังมีข้อกังวลเรื่องความคุ้มค่า ทำไมไม่เริ่มจากการทดลองใช้บางเขตก่อน? เช่น 100–200 คัน แล้วเก็บข้อมูลจริง 1 ปีว่า
ค่าไฟเท่าไร / ค่าซ่อมเท่าไร / วิ่งได้จริงแค่ไหน / เก็บขยะได้เท่าเดิมหรือไม่
- ถ้าผลออกมาดี ค่อยขยายเพิ่ม น่าจะทำให้การตัดสินใจมีข้อมูลจากการใช้งานจริงมากขึ้น
- อีกอย่าง กทม. ชี้แจงด้วยว่า ขั้นตอนที่ดำเนินการก่อนหน้านี้เป็นเพียง
การสืบราคาจากเอกชนเพื่อจัดทำกรอบงบประมาณ ยังไม่ใช่ TOR จัดซื้อจัดจ้างฉบับจริง ดังนั้นประเด็นเรื่องสเปกก็ควรแยกพิจารณาตามขั้นตอนของโครงการให้ชัดเจน
- สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเป็น EV หรือดีเซล สิ่งที่ประชาชนต้องการจริง ๆ ก็คือ
รถขยะที่เก็บขยะได้ตรงเวลา ค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผล และลดมลพิษในเมือง
โครงการรถขยะ EV 6,000 ล้านบาท ควรกลับมาทำใหม่แบบปรับปรุงรายละเอียด หรือควรทดลองเล็ก ๆ ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ?
กทม. ปัดตกโครงการรถขยะ EV 6,000 ล้าน ทั้งที่อาจช่วยลดมลพิษ
โครงการเดิมวางแผนเช่ารถขยะ EV จำนวน 1,347 คัน เป็นเวลา 5 ปี ส่วนตัวเห็นข่าวแล้วก็รู้สึกเสียดาย เพราะรถขยะเป็นหนึ่งในงานที่น่าสนใจสำหรับการเปลี่ยนจากดีเซลมาเป็น EV แต่ก็เข้าใจว่าพอเป็นงบประมาณระดับ 6 พันล้านบาท เรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใสก็ต้องตรวจสอบให้ละเอียด
🚛 ทำไมรถขยะถึงเหมาะกับ EV?
- ลองคิดจากลักษณะการทำงานของรถขยะ
- ออกจากศูนย์ → วิ่งเข้าชุมชน → จอดเก็บขยะ → ออกตัว → จอดอีก → กลับศูนย์
- เป็นการวิ่งแบบ Stop & Go แทบทั้งวัน EV จึงมีข้อดีหลายอย่าง
⚡ ลดการใช้น้ำมัน
🌱 ไม่มีไอเสียจากท่อรถโดยตรง
🔇 เสียงเงียบกว่ารถดีเซล
🔧 ระบบขับเคลื่อนมีชิ้นส่วนน้อยกว่าเครื่องยนต์
🔋 สามารถกลับมาชาร์จที่ศูนย์เดิมได้
- โดยเฉพาะเรื่องเสียง ผมว่ามีประโยชน์กับคนกรุงเทพฯ พอสมควร เพราะรถขยะมักออกทำงานตั้งแต่เช้ามืด
💰 แล้วคุ้มกับ 6,000 ล้านไหม?
- นี่แหละคือประเด็นที่น่าสนใจ กทม. ระบุว่าการเปลี่ยนมาใช้ EV จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้หลายพันล้านบาทตลอดระยะเวลาโครงการ
- แต่ตัวเลขเหล่านี้เป็น ประมาณการจากสมมติฐาน ทั้งราคาน้ำมัน ค่าไฟ ระยะทาง และรูปแบบการใช้งาน ดังนั้นสิ่งที่อยากเห็นคือข้อมูลจริงแบบละเอียดว่า
- รถ 1 คันใช้ไฟวันละกี่บาท?
- เก็บขยะได้กี่ตัน?
- ค่าซ่อมเท่าไร?
- ต้องชาร์จนานแค่ไหน?
- แบตเตอรี่มีอายุเท่าไร?
- เพราะรถขยะไม่เหมือนรถ EV ที่เราใช้ส่วนตัว
- มันต้องทำงานทุกวัน และถ้ารถเสียหรือแบตไม่พอ ขยะก็อาจตกค้าง
🔋 ข้อเสียก็มี
- รถขยะ EV มีต้นทุนเริ่มต้นสูงกว่า และต้องลงทุนระบบชาร์จ รวมถึงต้องวางแผนเรื่องหม้อแปลงและกำลังไฟให้เพียงพอกับรถจำนวนมาก
- อีกเรื่องคือ น้ำหนักแบตเตอรี่รถขยะต้องแบกทั้งตัวรถ ระบบอัดขยะ และขยะที่เก็บมา จึงต้องดูว่ารถ EV สามารถรองรับน้ำหนักและทำงานได้ครบตามเส้นทางจริงหรือไม่
- เพราะฉะนั้นผมว่าไม่ควรดูแค่คำว่า “EV ประหยัดกว่าน้ำมัน” แต่ต้องดู ต้นทุนตลอดอายุการใช้งานจริง ด้วย
🤔 หรือควรทดลองก่อน?
- ถ้ายังมีข้อกังวลเรื่องความคุ้มค่า ทำไมไม่เริ่มจากการทดลองใช้บางเขตก่อน? เช่น 100–200 คัน แล้วเก็บข้อมูลจริง 1 ปีว่า
ค่าไฟเท่าไร / ค่าซ่อมเท่าไร / วิ่งได้จริงแค่ไหน / เก็บขยะได้เท่าเดิมหรือไม่
- ถ้าผลออกมาดี ค่อยขยายเพิ่ม น่าจะทำให้การตัดสินใจมีข้อมูลจากการใช้งานจริงมากขึ้น
- อีกอย่าง กทม. ชี้แจงด้วยว่า ขั้นตอนที่ดำเนินการก่อนหน้านี้เป็นเพียง การสืบราคาจากเอกชนเพื่อจัดทำกรอบงบประมาณ ยังไม่ใช่ TOR จัดซื้อจัดจ้างฉบับจริง ดังนั้นประเด็นเรื่องสเปกก็ควรแยกพิจารณาตามขั้นตอนของโครงการให้ชัดเจน
- สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเป็น EV หรือดีเซล สิ่งที่ประชาชนต้องการจริง ๆ ก็คือ
รถขยะที่เก็บขยะได้ตรงเวลา ค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผล และลดมลพิษในเมือง
โครงการรถขยะ EV 6,000 ล้านบาท ควรกลับมาทำใหม่แบบปรับปรุงรายละเอียด หรือควรทดลองเล็ก ๆ ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ?