ที่ผมตั้งกระทู้เรื่องนี้ผมพูดถึงเรื่องตัวเองหมดเลยครับ
ผมเคยเป็นคนที่คิดมาก คิดเล็กคิดน้อยและชอบแคร์คนอื่นมากๆ
เพราะในตอนนั้นผมยังเด็กอยู่ ประมาณ ช่วงๆวัยรุ่น ระหว่าง 17- 21 ปี
ผมเคยเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้ายนะครับ
เวลาเจอใครเค้ามองหน้าเรา ช่วงนั้นในหัวผมก็จะชอบตีความว่า ( เค้าไม่ชอบเราหรือเปล่า )
ช่วงนั้นผมบอกเลยว่าชีวิตของผม ไม่ได้ออกมาทำงาน
ไม่ได้ออกมาหาประสบการณ์ชีวิตเลย
ครอบครัวให้เงินตลอด ไม่รู้จักการทำงาน และการฝึกตัวเองอยู่ที่ลำบาก
พูดได้ตรงๆเลยนะครับว่าชีวิตผม สบายเกินเหตุ โตมาในสังคมที่แบบว่าเจอหน้ากันต้องยิ้มให้ตลอด
แล้วผมก็นิสัยเสียด้วย เพราะครอบครัวให้เงินตลอดถึงเงินหมดผมก็ขอใหม่เรื่อยๆ เช่าคอนโดหรู ขับรถหรู เที่ยวกินแพงทุกวันๆ
ใครจะว่าผมไม่ดีก็ได้นะผมยอมรับในช่วงนั้น
และครอบครัวผมเห็นพฤติกรรมผมที่ใช้เงินฟุ่มเฟือยและไม่รู้จักการทำงาน ตั้งแต่เรียนจบก็ไม่หางานทำอะไรเลย
ครอบครัวเลยไม่รู้จะสั่งสอนอะไรยังไง
เค้าไม่รู้จะพูดยังไงเลยเลือกที่จะ เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
บอกกับผมว่า ถ้าพ่อแม่ให้เงินผมต่อไป ผมก็จะเป็นเหมือนเดิมแบบนี้ต่อไป
พ่อแม่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากเลย แค่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือจากเคยให้เงินเป็นประจำ
ก็เปลี่ยนหลังจากนั้นไม่ให้เงินสักบาทเลย
พร้อมบอกให้ผมหางานทำซะ
พอผมเริ่มเข้าสู่วัยทำงานครั้งแรกเป็นงานแรกที่ผมเคยทำเลยเพราะชีวิตทั้งชีวิตผมไม่เคยทำงาน
ตอนแรกผมไม่รอดเลยโดนเอาเปรียบตลอด เพราะไม่ทันคน
แถมยังแยกแยะไม่ออกว่าใครดีกับเราใครไม่ดีกับเรา
แต่พอนานเข้า ใช้ชีวิตทำงานไปเรื่อยๆ
ผมก็เริ่มเรียนรู้และปรับตัวได้เอง
แล้วผมต้องขอบคุณพ่อแม่เลยด้วยซ้ำ ที่เค้าสั่งสอนผมแบบนี้
เค้าทำให้ผมมาเจอกับโลกความจริง จริงๆเลยมันไม่ได้สวยงามด้วย
กว่าจะหาเงินค่าแรงแต่ละวัน กว่าเงินเดือนจะออก ต้องแลกความเหนื่อยกับการทำงานมาขนาดไหน
แล้วผมย้อนกลับไปคิดถึงตอนนั้นที่ผมเอาขอเงินพ่อแม่ไม่พอ ยังสร้างปัญหาด้วยความเป็นวัยรุ่นเนาะต้องมีอะไรผิดพลาดกันบ้าง ชอบทำให้พ่อแม่เสียเงินเยอะด้วย
ผมย้อนกลับไปดูตัวเองตั้งแต่ตอนนั้นหมดเลย
เปรียบเทียบกับตอนนี้รู้สึกผิดมาก
ผมก็คิดว่าที่พ่อแม่เค้าเอาเงินมาให้เราใช้
เค้าก็ทำงานหนักเหมือนกัน
และเราออกมาทำงานเราก็รู้สึกได้เลยว่ากว่าจะได้เงินมันไม่ง่ายเลย
ต้องปรับตัวกับเพื่อนร่วมงานด้วย
และการทำงานไม่ได้แค่ได้เงินอย่างเดียวแต่มันได้ประสบการณ์มากมายหลายอย่างมากๆเลย
ทั้งได้เรียนรู้การเจอคนหลากหลาย
จากตอนแรกที่ผมเคยมองโลกในแง่ร้าย เอาแต่คิดคิดเล็กคิดน้อย
ทำให้ผมเริ่มเข้าใจโลกมากขึ้นว่ามันเป็นปกติของโลกใบนี้ เป็นปกติของสังคม
บางคนหน้าตาดูเหมือนไม่ชอบเรา เพราะเค้าไม่ยิ้มให้ หน้าตาดูตึงเครียดตลอด
แต่พอได้คุยจริงๆแล้ว กลับไม่ใช่อย่างที่เราคิดเลย
ภายนอกเราไม่สามารถตัดสินได้เลย
บางคนดีกับเราจะตายแต่หักหลังเรา
เจอมาหลายอย่างมากมาย
และผมอยากจะขอบคุณพ่อแม่ด้วยซ้ำที่ทำให้ผมมาเจออะไรแบบนี้
ผมย้อนกลับไปดูตัวเองในตอนนั้นนะ ใช้ชีวิตสบายขอเงินพ่อแม่ใช้ชีวิตหรู แต่ทัศนคติตอนนั้นใช้ไม่ได้เลย
แต่ตอนนี้ผมโอเคขึ้นเยอะเลยครับ อยากขอบคุณพ่อมากๆด้วย
ทำให้ผมรู้เลยว่าช่วงที่ผมใช้ชีวิตหรู ในช่วงวัยนั้น
ผมก็แค่หลอกตัวเองว่า ผมเกิดมาในครอบครัวที่สบายไม่ต้องลำบาก
แต่จริงๆแล้ว ตัวเราเองยังไม่ฝึกฝนอะไรเลยด้วยซ้ำ ในตอนนั้น แต่ตอนนั้นมันไม่รู้แต่ตอนนี้คิดได้แล้ว
พ่อแม่มีเงินก็คือเงินของพ่อแม่ ส่วนลูกเริ่มโตขึ้นก็ต้องสร้างชีวิตตัวเอง
บางทีเราไม่จำเป็นต้องแคร์ว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับเรา
ผมเคยเป็นคนที่คิดมาก คิดเล็กคิดน้อยและชอบแคร์คนอื่นมากๆ
เพราะในตอนนั้นผมยังเด็กอยู่ ประมาณ ช่วงๆวัยรุ่น ระหว่าง 17- 21 ปี
ผมเคยเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้ายนะครับ
เวลาเจอใครเค้ามองหน้าเรา ช่วงนั้นในหัวผมก็จะชอบตีความว่า ( เค้าไม่ชอบเราหรือเปล่า )
ช่วงนั้นผมบอกเลยว่าชีวิตของผม ไม่ได้ออกมาทำงาน
ไม่ได้ออกมาหาประสบการณ์ชีวิตเลย
ครอบครัวให้เงินตลอด ไม่รู้จักการทำงาน และการฝึกตัวเองอยู่ที่ลำบาก
พูดได้ตรงๆเลยนะครับว่าชีวิตผม สบายเกินเหตุ โตมาในสังคมที่แบบว่าเจอหน้ากันต้องยิ้มให้ตลอด
แล้วผมก็นิสัยเสียด้วย เพราะครอบครัวให้เงินตลอดถึงเงินหมดผมก็ขอใหม่เรื่อยๆ เช่าคอนโดหรู ขับรถหรู เที่ยวกินแพงทุกวันๆ
ใครจะว่าผมไม่ดีก็ได้นะผมยอมรับในช่วงนั้น
และครอบครัวผมเห็นพฤติกรรมผมที่ใช้เงินฟุ่มเฟือยและไม่รู้จักการทำงาน ตั้งแต่เรียนจบก็ไม่หางานทำอะไรเลย
ครอบครัวเลยไม่รู้จะสั่งสอนอะไรยังไง
เค้าไม่รู้จะพูดยังไงเลยเลือกที่จะ เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
บอกกับผมว่า ถ้าพ่อแม่ให้เงินผมต่อไป ผมก็จะเป็นเหมือนเดิมแบบนี้ต่อไป
พ่อแม่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากเลย แค่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือจากเคยให้เงินเป็นประจำ
ก็เปลี่ยนหลังจากนั้นไม่ให้เงินสักบาทเลย
พร้อมบอกให้ผมหางานทำซะ
พอผมเริ่มเข้าสู่วัยทำงานครั้งแรกเป็นงานแรกที่ผมเคยทำเลยเพราะชีวิตทั้งชีวิตผมไม่เคยทำงาน
ตอนแรกผมไม่รอดเลยโดนเอาเปรียบตลอด เพราะไม่ทันคน
แถมยังแยกแยะไม่ออกว่าใครดีกับเราใครไม่ดีกับเรา
แต่พอนานเข้า ใช้ชีวิตทำงานไปเรื่อยๆ
ผมก็เริ่มเรียนรู้และปรับตัวได้เอง
แล้วผมต้องขอบคุณพ่อแม่เลยด้วยซ้ำ ที่เค้าสั่งสอนผมแบบนี้
เค้าทำให้ผมมาเจอกับโลกความจริง จริงๆเลยมันไม่ได้สวยงามด้วย
กว่าจะหาเงินค่าแรงแต่ละวัน กว่าเงินเดือนจะออก ต้องแลกความเหนื่อยกับการทำงานมาขนาดไหน
แล้วผมย้อนกลับไปคิดถึงตอนนั้นที่ผมเอาขอเงินพ่อแม่ไม่พอ ยังสร้างปัญหาด้วยความเป็นวัยรุ่นเนาะต้องมีอะไรผิดพลาดกันบ้าง ชอบทำให้พ่อแม่เสียเงินเยอะด้วย
ผมย้อนกลับไปดูตัวเองตั้งแต่ตอนนั้นหมดเลย
เปรียบเทียบกับตอนนี้รู้สึกผิดมาก
ผมก็คิดว่าที่พ่อแม่เค้าเอาเงินมาให้เราใช้
เค้าก็ทำงานหนักเหมือนกัน
และเราออกมาทำงานเราก็รู้สึกได้เลยว่ากว่าจะได้เงินมันไม่ง่ายเลย
ต้องปรับตัวกับเพื่อนร่วมงานด้วย
และการทำงานไม่ได้แค่ได้เงินอย่างเดียวแต่มันได้ประสบการณ์มากมายหลายอย่างมากๆเลย
ทั้งได้เรียนรู้การเจอคนหลากหลาย
จากตอนแรกที่ผมเคยมองโลกในแง่ร้าย เอาแต่คิดคิดเล็กคิดน้อย
ทำให้ผมเริ่มเข้าใจโลกมากขึ้นว่ามันเป็นปกติของโลกใบนี้ เป็นปกติของสังคม
บางคนหน้าตาดูเหมือนไม่ชอบเรา เพราะเค้าไม่ยิ้มให้ หน้าตาดูตึงเครียดตลอด
แต่พอได้คุยจริงๆแล้ว กลับไม่ใช่อย่างที่เราคิดเลย
ภายนอกเราไม่สามารถตัดสินได้เลย
บางคนดีกับเราจะตายแต่หักหลังเรา
เจอมาหลายอย่างมากมาย
และผมอยากจะขอบคุณพ่อแม่ด้วยซ้ำที่ทำให้ผมมาเจออะไรแบบนี้
ผมย้อนกลับไปดูตัวเองในตอนนั้นนะ ใช้ชีวิตสบายขอเงินพ่อแม่ใช้ชีวิตหรู แต่ทัศนคติตอนนั้นใช้ไม่ได้เลย
แต่ตอนนี้ผมโอเคขึ้นเยอะเลยครับ อยากขอบคุณพ่อมากๆด้วย
ทำให้ผมรู้เลยว่าช่วงที่ผมใช้ชีวิตหรู ในช่วงวัยนั้น
ผมก็แค่หลอกตัวเองว่า ผมเกิดมาในครอบครัวที่สบายไม่ต้องลำบาก
แต่จริงๆแล้ว ตัวเราเองยังไม่ฝึกฝนอะไรเลยด้วยซ้ำ ในตอนนั้น แต่ตอนนั้นมันไม่รู้แต่ตอนนี้คิดได้แล้ว
พ่อแม่มีเงินก็คือเงินของพ่อแม่ ส่วนลูกเริ่มโตขึ้นก็ต้องสร้างชีวิตตัวเอง