กตัญญูจนต้องหนีออกจากบ้าน

สวัสดีครับ ผมอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ที่ค่อนข้างบั่นทอนจิตใจในชีวิตของผมให้ทุกๆท่านได้อ่าน เผื่อว่าจะมีผู้ร่วมชะตากรรม
ผมขอเล่าเป็น 3 part นะครับ เพราะจะได้ย่อยง่าย มองเห็นแต่ละช่วงเวลาได้อย่างชัดเจน

1.สมัยมัธยม
เท่าที่ผมจำความได้คงเป็นช่วง ม.2 ที่ครอบครัวเริ่มมีปัญหา พ่อแม่ทะเลาะจนต้องเลิกกัน ผมกับน้องชายอยู่กับแม่ ส่วนพ่อก็แยกออกไปและไปทำงานต่างจังหวัด บางทีก็ส่งค่าเลี้ยงดูมาบ้าง ครอบครัวก็มีใช้บ้างไม่มีใช้บ้าง สืบเนื่องมาจากแม่เคยป่วยเป็นมะเร็ง รักษากว่าจะหายก็ใช้เงินไปพอสมควร แต่เพราะแม่เป็นครูก็เลยสามารถเบิกจ่ายได้บางรายการแต่ก็ยังไม่พอจึงกู้มาจ่ายเพิ่ม พร้อมทั้งรักษาโดยยานอกบัญชี(เบิกค่ารักษาไม่ได้) จึงเป็นผลให้ครอบครัวมีหนี้สิน ณ เวลานั้น ผมซึ่งเป็นลูกคนโตต้องดูแลน้องแล้วก็ตั้งใจเรียนเพื่อแบ่งเบาภาระทางครอบครัว มีอะไรก็ใช้อันนั้น เสื้อผ้า 10 ปีไม่เคยเปลี่ยน(ซื้อแบบoversize ทุกชุด) ยกเว้นชุดนักเรียน ประหยัดแบบขั้นสุด ในวัยนี้ผมเริ่มสังเกตตัวเองว่าผอมมากเพราะกินน้อย ข้าวที่บ้านก็กินอะไรง่ายๆ ไข่เจียว ไข่ดาว ต้มปลา เมนูง่ายๆทุกอย่างที่ประหยัด และยังต้องเก็บเงินที่ไปโรงเรียนบางส่วนไว้ซื้อของให้น้อง กลัวมันไม่มีเหมือนเพื่อน พวกอุปกรณ์การเรียน ชุดไปรเวท และอื่นๆ (ตอนนั้นก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมแม่ไม่เคยซื้ออะไรให้น้องเลย ผมก็ไม่เคยได้อะไรเหมือนกัน)
.
.
.
ในช่วงเวลานั้นผมก็ยังรู้สึกว่าชีวิตเราก็ไม่ได้ลำบากอะไรเพราะคิดว่าคนที่ลำบากกว่ายังมีอีกเยอะแยะ แต่ก็นั่นแหละ มันก็เหมือนลมสงบก่อนเกิดพายุ
.
.
.
2.ช่วงมหาลัย
หลังเรียนจบ ผมก็ได้ไปต่อมหาลัยใกล้บ้าน ซึ่งก็ห่างจากบ้านแค่ 45 กิโลเมตร เป็นวัยที่ผมรู้สึกว่ามีความสุขมากที่สุดในชีวิต ได้ลองผิดลองถูกในทุกๆอย่าง เป็นตัวของตัวเอง แต่ก็ยังถือเรื่องของวินัยในการเรียนเป็นอันดับแรกเสมอ ได้พบปะสังคมใหม่ๆ มุมมองใหม่ๆ แต่มรสุมมันก็มาหลังจากที่ทุกอย่างเหมือนจะกำลังไปได้ดี ตอนผมกำลังจะจบปี 1 วันนั้นผมนั่งกินข้าวอยู่บ้าน แม่ก็พูดว่าเป็นหนี้ 5 ล้าน (ฟังไม่ผิดครับ 5 ล้านจริงๆ ถ้าเทียบกับเงินเดือนของแม่ผมในตอนนั้นผมก็สงสัยว่าไปกู้มายังไง 5 ล้าน) ผมกินข้าวไม่ลงเลยวันนั้น ในหัวของผมมันมืดไปหมด ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมีหนี้เยอะขนาดนั้น ไม่รู้ว่ากู้มากี่ธนาคาร ตอนนั้นแม่ก็ยังไม่ได้เล่ารายละเอียด แค่บอกผมว่า " เรียนจบสอบเป็นครูให้ได้นะ" ผมยังไม่ทันได้ถามอะไรเลยแม่ก็ลุกออกจากโต๊ะไปแล้ว ในช่วงเวลานั้นผมมีความรู้สึกหลากหลายมากๆ ไม่รู้ว่าจะต้องอะไรแบบไหน ต้องแก้ปัญหายังไง ทำยังไงหนี้ถึงจะหมด อยากให้ครอบครัวไม่มีภาระ
หลังจากวันนั้นผมก็เริ่มสอนพิเศษเพื่อแบ่งเบาภาระ จะได้ไม่ต้องส่งผมเยอะ ซึ่งก็ทำได้จริงๆ มีเงินเก็บ มีเงินใช้ เอาตัวรอดได้แบบค่อนข้างที่จะไม่อดอยาก แต่ก็ได้ความเหนื่อยเพิ่มมาเท่าตัว เพราะเท่ากับว่าผมไม่มีเวลาพักเลย ผมสอนแทบทุกวันแบบไม่ค่อยจะมีวันหยุด งานที่มหาลัยก็เพิ่มขึ้นทุกปีเป็นเรื่องปกติ บางรอบก็ต้องส่งเงินค่าขนมให้น้อง เป็นช่วงเวลาที่เริ่มรู้สึกว่า เอ้อ ชีวิตก็ลำบากเหมือนกันนะเนี่ยเวลาหาเงิน ตัดภาพไปที่บางคน พ่อแม่รวย เงินกินแบบ no limit กินอร่อยกินแซบจนน้ำหนักเพิ่มเกือบๆ 10 โล ไม่ต้องทำงานหนัก หอพักก็ดี รถที่ขับก็สะดวกสบาย (บอกไว้ก่อนว่าผมไม่ได้อิจฉานะครับ ผมเข้าใจความต่างของโลกใบนี้ดีว่าคนเราเกิดมาไม่เหมือนกัน และคนที่ผมกล่าวถึงก็เป็นเพื่อนสนิทที่ร่วมเป็นร่วมตายมาสุดทางไม่ว่าผมจะมีปัญหาเยอะแค่ไหน เขาก็ช่วยเต็มที่เท่าที่จะทำได้ เป็นมิตรแท้ไม่เกี่ยวกับรวยจนจริงๆ) และในช่วงมหาลัยผมก็ได้มีแฟนเป็นตัวเป็นตน(ปัจจุบันก็รักกันดี) พากันเรียนจนจบมหาลัยได้ ชีวิตก็เหมือนจะกำลังเป็นขาขึ้น
.
.
.
.
หลายๆคนคงคิดว่าก็เหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรนี่หว่า ใช่ครับ ตอนนั้นผมก็คิดแบบนั้น คิดแบบโลกสวย กตัญญู สู้สุดชีวิต
.
.
.
3. วัยทำงาน(ปัจจุบัน)
ผมเรียนจบตอนอายุ 23 ปีพอดี และปีนั้นประวัติศาสตร์ต้องจารึก ครูผู้ช่วยเปิดสอบพอดี(รอบคลัสเตอร์) ซึ่งเป็นอะไรที่ผมรู้สึกว่าเป็นการจัดสอบที่น่าจะแย่ที่สุดในบรรดาการจัดสอบ เพราะว่าทุกปีจะมีข้อสอบกลาง แต่ปีนั้นไม่ครับ แถบคุณสังกัดอะไรเดี๋ยวมหาลัยนั้นออกเอง ซึ่งผมก็ได้รับแจ็กพ็อตเป็นคลัสเตอร์ 14 ในปีนั้นโคตรมีปัญหา คนสอบได้ 0 คะแนน ข้อสอบไม่ตรง Test Blueprint ออกอย่างเละ เนื้อหาแปลกประหลาด ผมที่ได้อ่านข้อสอบกลางของสถาบันต่างๆมาถึงกับต้องอึ้ง ที่อ่านไปแทบไม่ตรง
แต่ แต่ แต่......ผมสอบผ่าน! จากคนสอบไม่รู้เท่าไหร่ ผ่าน4 ผมได้ที่ 4 และที่โชคดีคือ บรรจุรอบแรก 4 คน ผมได้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเอง บรรจุก็ไม่ไกลบ้าน โรงเรียนก็ไม่ได้แย่ อะไร ๆ ก็ดูดีไปหมด ครอบครัวภูมิใจ คุณครูภูมิใจ ใครๆก็พูดกับแม่ผมว่า ไอ้ลูกชายคนนี้มันทั้งเก่ง ทั้งยอดกตัญญู ในวันนั้นคือผมโคตรภูมิใจ ไม่คิดว่าตัวเองจะเก่งขนาดนี้ แต่ว่าผมอ่านตลอด ซ้อมตลอดนะครับ วินัยไม่เคยตกหล่น
.
.
.
เหมือนว่าชีวิตผมจะดีแล้ว แต่ว่า.....
.
.
.
ทำงานไป 6 เดือน แม่ให้ผมกู้ !!! ผมตกใจมาก แม่บอกว่าจะเอามาปิดหนี้ เพื่อที่จะได้มีเงินเดือนมากขึ้น ทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้คงรู้ใช่มั้ยครับว่าผมจะทำยังไงต่อไป ใช่ครับผมกู้ โดยใช้หลักวิธีการซื้อสินเชื่อที่อยู่อาศัย(ในเวลานั้นบ้านเป็นชื่อแม่ เหลืออีก100,000บาท จะปิดยอด แม่ก็ไปคุยกับธนาคารโดยให้ผมซื้อบ้านต่อจากแม่ และเงินนั้นก็จะเป็นของแม่ บ้านก็เป็นของผม แต่ผมก็ต้องผ่อนจ่าย สุดยอดไปเลยใช่มั้ยครับ ยอดทั้งหมด 1,300,000บาท เล่นเอาผมแทบช็อก เงินเดือนผมตอนนั้น 15,080 บาท จ่ายเดือนละ 8,500 บาท) ในวันนั้นผมก็ยังไม่มีคำถามอะไรมาก อยากแบ่งเบาภาระ(ก็ยังคิดบวกอยู่) แล้วแม่ก็ให้ไปออกรถกระบะ1คัน ผ่อนเดือนละ 6,900 บาท เหลือเชื่อที่เซลล์อนุมัติ แต่แม่เป็นคนจ่าย และผมก็ได้บอกแม่ไว้ว่าสำรองไว้ซัก10เดือนนะเผื่อการเงินมีปัญหา (ผมเป็นคนที่ชอบมองการไกลเสมอ) วันนั้นผมคิดว่าทุกอย่างลงตัวแล้ว แต่ว่า แม่เปิดตัวแฟนใหม่ครับทุกคน ผมตกใจจนไม่รู้จะตกใจอะไรแล้ว ผมซื้อรถมาให้ใครก็ไม่รู้ขับ แถมยังเอาเงินที่ได้บางส่วนไปต่อเติมบ้าน บอกว่าจะเอาไว้สอนพิเศษ แต่ว่าสุดท้ายก็ไม่ได้มีใครมาเรียนจริงๆจังๆ แถมที่ต่อเติมอีกส่วนก็เป็นห้องนอนแยกไว้กับแฟนใหม่ ผมจุกจนแทบพูดอะไรไม่ออก ผ่านไปอีก 6 เดือน วันนั้นผมไปโรงเรียนตามปกติ แต่อยู่ๆก็มีรถของคนแปลกหน้าเดินเข้ามาแล้วถามหาผม ผมกับคุณครูท่านอื่นๆกำลังทานข้าว เขามาบอกผมว่าผมค้างจ่ายค่างวดรถ2งวด เกือบจะงวดที่3แล้ว ผมถึงกับหน้าเจื่อน ทั้งอายทั้งขายหน้าและตกใจในเวลาเดียวกัน ได้แต่ตอบไปว่า ครับๆ เดี๋ยวผมจ่ายให้ (นั่นก็แปลว่าแม่ไม่ได้จ่ายให้ผมยังไงล่ะ!) ผมกลับไปที่บ้านเพื่อถามแม่ว่ามันเกิดอะไรขึ้น วันนั้นผมเกรี้ยวกราดมาก แม่คงไม่เคยได้เห็นผม แม่บอกหมุนเงินไม่ทันเลยไม่ได้จ่าย ผมถามแม่เอาไปทำอะไรก็ไม่ตอบ แถมยังอยากให้ผมกู้เพิ่มอีก ผมถามกลับไปว่าจะเอาไปทำอะไร แม่ตอบจะเอาไปจ่ายหนี้นอกระบบ ผมตะโกนออกมาเลยว่า ไปกู้มาตอนไหนทำไมต้องกู้อีก แล้วเงินที่ผมให้มันหมดไปตอนไหน แม่ก็ไม่ได้บอกเหตุผลอะไรเลย มันนั้นไฟในใจผมแทบลุกไหม้ ความอดทนผมเริ่มหมดลง ชีวิตยิ้มโคตรบัดซบ ผมตะคอกกลับสุดแรง "แม่รู้มั้ยว่าถ้าผมไม่ได้สอนพิเศษ ผมจะไม่มีค่าน้ำมันไปโรงเรียนด้วยซ้ำ ผมจะเอาอะไรกิน อนาคตผมจะอยู่ยังไง" ผมก็เดินกลับเข้าไปในบ้าน เก็บตัว ตั้งแต่วันนั้นผมแทบไม่คุยกับแม่เลย แม่ก็เอาแต่อยู่กับแฟนใหม่
.
.
.
และแล้วจุดแตกหักก็มาถึง ผมหนีออกจากบ้าน
.
.
.
ทุกอย่างเกินควบคุม และแฟนใหม่แม่ก็ไม่ได้นิสัยดีอะไรเลย แมวผมที่เก็บได้และเอามาเลี้ยง วันนั้นมันไปขี้ใส่กองขี้เถ้าเพราะมันคิดว่าเป็นทราย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ แฟนแม่บอกว่าจะฆ่ามัน พูดมาอย่างนี้คิดว่าผมจะยอมได้เหรอครับ ผมก็บอกว่าผมฟ้องข้อหาฆ่าสัตว์พร้อมบุกรุกบ้านได้นะครับ ตอนนี้ผมคือเจ้าของบ้าน แม่ก็มาไกล่เกลี่ย ผมเลยเดินกลับเข้าห้องด้วยอารมณ์แบบขีดสุดและตัวโกนลั่นบ้านไป "เป็น ยิ้มอะไรนักหนา" ทั้งชีวิตผมไม่เคยพูดหยาบกับครอบครัว ซึ่งก็ทำให้แฟนใหม่แม่ไม่พอใจแน่ๆแหละ น่าจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ วันต่อมาแม่ให้ไปขอโทษ ผมคิดในใจแบบ ได้ไงวะผมทำไรผิดต้องไปขอโทษมัน ศักดิ์ศรีของความเป็นคนของผมมันหายไปในวันนั้น แม่ไม่เข้าข้างแม้แต่ผม ผมเลยตัดสินใจหนีออกจากบ้าน
.
.
.
.
เวลาก็ผ่านมาเกือบๆ 2 ปีที่ผมหนีออกจากบ้าน ตอนนี้ผมก็ยังสบายดี พอมีพอใช้ อดบ้างกินดีบ้างตามประสา ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้อ่านและแสดงความคิดเห็น ผมอยากให้ทุกท่านมีวันดีๆ มีความสุขให้มากๆ ตอนนี้ตัวผมก็มีความสุขดี ตัดขาดจากครอบครัว ไปทำงานตามปกติ สอนพิเศษ เก็บเงิน เลี้ยงชีพตัวเองเท่าที่ไหว ซักวันมันต้องดีขึ้นแน่นอน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่