เคยสังเกตตัวเองไหมว่า ในหนึ่งวันเราดื่มน้ำไปกี่แก้ว? หรือบ่อยครั้งแค่ไหนที่เราต้อง “อั้น” ไม่ยอมไปเข้าห้องน้ำ เพียงเพราะกำลังติดพันงาน นั่งประชุม ติดอยู่ในรถที่จราจรติดขัด หรือเดินทางไกล?
พฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำจนชินชาเหล่านี้ อาจกลายเป็น
“ภัยเงียบ” สะสมที่ค่อยๆ ทำลายระบบขับถ่ายและลำไส้โดยไม่รู้ตัว เหมือนกับกรณีศึกษาของคุณสุนารี ราชสีมา ศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง ที่ต้องเผชิญกับอาการป่วยหนักจนต้องเข้ารับการผ่าตัดลำไส้ใหญ่อย่างกะทันหัน
กรณีศึกษา: เมื่อพฤติกรรมสะสมกลายเป็นเจ็บป่วยวิกฤต
คุณสุนารีเปิดเผยประสบการณ์ตรงผ่านรายการแฉฮอตว่า ด้วยอาชีพนักร้องเดินสายในอดีต ทำให้จำกัดการดื่มน้ำเพื่อหลีกเลี่ยงการแวะเข้าห้องน้ำระหว่างเดินทาง ประกอบกับหากปวดขับถ่ายระหว่างเดินทางหรือทำงาน ก็มักจะเลือกใช้วิธี
“อั้น” ไว้ เมื่อปรับเปลี่ยนบทบาทมานั่งเป็นกรรมการรายการทีวี ก็ยังคงนั่งเกร็งอยู่ท่าเดิมเป็นเวลานาน ดื่มน้ำน้อยเพราะเกรงใจทีมงาน
แม้เจ้าตัวจะเป็นคนชอบทานผัก แต่ก็ชอบทานอาหารรสจัด ทานอาหารซ้ำๆ และดื่มน้ำน้อย พฤติกรรมเหล่านี้ทำต่อเนื่องสะสมมากว่า 40 ปี จนกระทั่งในวัย 58 ปี ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือนด้วยอาการปวดท้องบิดรุนแรง เมื่อเข้ารับการส่องกล้องตรวจลำไส้ แพทย์กลับพบว่า ลำไส้ใหญ่อักเสบอย่างรุนแรงจนขาดเลือด อีกทั้งยังมีก้อนเนื้อบวมอุดตัน ทำให้ช่องทางเดินของเสียตีบเล็กลงจนแทบเท่าหลอดนม จนต้องเข้ารับการผ่าตัดตัดต่อลำไส้ใหญ่ในที่สุด
“อั้นถ่าย - ดื่มน้ำน้อย” ทำร้ายลำไส้อย่างไร?
ทางการแพทย์ อาการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับภาวะ ลำไส้ใหญ่อักเสบจากการขาดเลือด ร่วมกับ ภาวะลำไส้ตีบอุดตันบางส่วน ซึ่งเกิดจากกลไกดังนี้
ของเสียสะสมและสารพิษค้างในลำไส้: การอั้นอุจจาระทำให้ของเสียที่ควรถูกขับออก ย้อนกลับไปสะสมอยู่ในลำไส้ใหญ่ ร่างกายจะดูดน้ำจากอุจจาระกลับคืน ทำให้ขับถ่ายยากขึ้น ของเสียเกิดการหมักหมมและสร้างแรงดันภายในลำไส้
การขาดน้ำ: การดื่มน้ำน้อยทำให้เลือดมีความเข้มข้น ร่างกายขาดน้ำ ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงผนังลำไส้ใหญ่ทำได้ไม่ดีพอ จนนำไปสู่การขาดเลือดและอักเสบรุนแรง
การนั่งท่าเดิมนานๆ และความเครียด:
ทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวช้าลง ระบบเผาผลาญและการย่อยอาหารทำงานได้แย่ลงตามวัย
4 สัญญาณเตือนภัยจากระบบขับถ่ายที่ห้ามมองข้าม
หากคุณมีพฤติกรรมเสี่ยงข้างต้น ควรรีบสังเกตร่างกายตนเองทันทีหากพบสัญญาณเหล่านี้
ลักษณะอุจจาระผิดปกติ: อุจจาระเป็นเม็ดเล็กๆ แข็งๆ เหมือน “ขี้กระต่าย” หรืออุจจาระลอยน้ำ ซึ่งแสดงถึงความแน่นและความชุ่มชื้นที่ไม่เหมาะสม
ปวดท้องบิดเป็นพักๆ: มีอาการปวดเกร็งบริเวณท้องอย่างรุนแรง ทานยาแก้ปวดหรือยาฆ่าเชื้อแล้วไม่ดีขึ้น
ท้องผูกสลับท้องเสีย: หรือขับถ่ายไม่สุด รู้สึกมีแน่นอึดอัดในท้องตลอดเวลา
ถ่ายมีเลือดปน:
อุจจาระมีสีเข้มผิดปกติ หรือมีเลือดสดปะปน
5 วิธี ปรับพฤติกรรม ปกป้องลำไส้ให้แข็งแรง
ดื่มน้ำให้เพียงพอ: ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 1.5 – 2 ลิตร เพื่อช่วยให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น และทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มขับถ่ายง่าย
ไม่อั้นขับถ่าย: เมื่อรู้สึกปวดท้องถาย ควรหาเวลาเข้าห้องน้ำทันที ไม่ควรอั้นไว้เกินจำเป็น
เพิ่มใยอาหารและทานอาหารให้หลากหลาย: เน้นทานผัก ผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง หลีกเลี่ยงการทานอาหารรสจัดเกินไปหรือทานอาหารชนิดเดิมซ้ำๆ เป็นเวลานาน
ขยับร่างกายระหว่างวัน: หากต้องนั่งทำงานนานๆ ควรลุกเปลี่ยนอิริยาบถทุกๆ 1-2 ชั่วโมง เพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้
ตรวจเช็กสุขภาพประจำปี: หากมีอาการผิดปกติเรื้อรัง หรือมีอายุ 45-50 ปีขึ้นไป ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่
สุขภาพลำไส้คือหัวใจสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันและการมีชีวิตที่แจ่มใส อย่ารอให้เกิดอาการปวดรุนแรงจนต้องผ่าตัด เริ่มต้นดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ด้วยการ "ดื่มน้ำให้พอ และไม่อั้นขับถ่าย" เพื่อลำไส้ที่แข็งแรงในระยะยาว
ที่มา :
https://mgronline.com/goodhealth/detail/9690000089811?tbref=hp
ภัยเงียบคนทำงาน: อั้นถ่าย-ดื่มน้ำน้อย เสี่ยง 'ลำไส้อักเสบขาดเลือด' และลำไส้ตีบอุดตัน
เคยสังเกตตัวเองไหมว่า ในหนึ่งวันเราดื่มน้ำไปกี่แก้ว? หรือบ่อยครั้งแค่ไหนที่เราต้อง “อั้น” ไม่ยอมไปเข้าห้องน้ำ เพียงเพราะกำลังติดพันงาน นั่งประชุม ติดอยู่ในรถที่จราจรติดขัด หรือเดินทางไกล?
พฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำจนชินชาเหล่านี้ อาจกลายเป็น “ภัยเงียบ” สะสมที่ค่อยๆ ทำลายระบบขับถ่ายและลำไส้โดยไม่รู้ตัว เหมือนกับกรณีศึกษาของคุณสุนารี ราชสีมา ศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง ที่ต้องเผชิญกับอาการป่วยหนักจนต้องเข้ารับการผ่าตัดลำไส้ใหญ่อย่างกะทันหัน
กรณีศึกษา: เมื่อพฤติกรรมสะสมกลายเป็นเจ็บป่วยวิกฤต
คุณสุนารีเปิดเผยประสบการณ์ตรงผ่านรายการแฉฮอตว่า ด้วยอาชีพนักร้องเดินสายในอดีต ทำให้จำกัดการดื่มน้ำเพื่อหลีกเลี่ยงการแวะเข้าห้องน้ำระหว่างเดินทาง ประกอบกับหากปวดขับถ่ายระหว่างเดินทางหรือทำงาน ก็มักจะเลือกใช้วิธี “อั้น” ไว้ เมื่อปรับเปลี่ยนบทบาทมานั่งเป็นกรรมการรายการทีวี ก็ยังคงนั่งเกร็งอยู่ท่าเดิมเป็นเวลานาน ดื่มน้ำน้อยเพราะเกรงใจทีมงาน
แม้เจ้าตัวจะเป็นคนชอบทานผัก แต่ก็ชอบทานอาหารรสจัด ทานอาหารซ้ำๆ และดื่มน้ำน้อย พฤติกรรมเหล่านี้ทำต่อเนื่องสะสมมากว่า 40 ปี จนกระทั่งในวัย 58 ปี ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือนด้วยอาการปวดท้องบิดรุนแรง เมื่อเข้ารับการส่องกล้องตรวจลำไส้ แพทย์กลับพบว่า ลำไส้ใหญ่อักเสบอย่างรุนแรงจนขาดเลือด อีกทั้งยังมีก้อนเนื้อบวมอุดตัน ทำให้ช่องทางเดินของเสียตีบเล็กลงจนแทบเท่าหลอดนม จนต้องเข้ารับการผ่าตัดตัดต่อลำไส้ใหญ่ในที่สุด
“อั้นถ่าย - ดื่มน้ำน้อย” ทำร้ายลำไส้อย่างไร?
ทางการแพทย์ อาการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับภาวะ ลำไส้ใหญ่อักเสบจากการขาดเลือด ร่วมกับ ภาวะลำไส้ตีบอุดตันบางส่วน ซึ่งเกิดจากกลไกดังนี้
ของเสียสะสมและสารพิษค้างในลำไส้: การอั้นอุจจาระทำให้ของเสียที่ควรถูกขับออก ย้อนกลับไปสะสมอยู่ในลำไส้ใหญ่ ร่างกายจะดูดน้ำจากอุจจาระกลับคืน ทำให้ขับถ่ายยากขึ้น ของเสียเกิดการหมักหมมและสร้างแรงดันภายในลำไส้
การขาดน้ำ: การดื่มน้ำน้อยทำให้เลือดมีความเข้มข้น ร่างกายขาดน้ำ ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงผนังลำไส้ใหญ่ทำได้ไม่ดีพอ จนนำไปสู่การขาดเลือดและอักเสบรุนแรง
การนั่งท่าเดิมนานๆ และความเครียด:
ทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวช้าลง ระบบเผาผลาญและการย่อยอาหารทำงานได้แย่ลงตามวัย4 สัญญาณเตือนภัยจากระบบขับถ่ายที่ห้ามมองข้าม
หากคุณมีพฤติกรรมเสี่ยงข้างต้น ควรรีบสังเกตร่างกายตนเองทันทีหากพบสัญญาณเหล่านี้
ลักษณะอุจจาระผิดปกติ: อุจจาระเป็นเม็ดเล็กๆ แข็งๆ เหมือน “ขี้กระต่าย” หรืออุจจาระลอยน้ำ ซึ่งแสดงถึงความแน่นและความชุ่มชื้นที่ไม่เหมาะสม
ปวดท้องบิดเป็นพักๆ: มีอาการปวดเกร็งบริเวณท้องอย่างรุนแรง ทานยาแก้ปวดหรือยาฆ่าเชื้อแล้วไม่ดีขึ้น
ท้องผูกสลับท้องเสีย: หรือขับถ่ายไม่สุด รู้สึกมีแน่นอึดอัดในท้องตลอดเวลา
ถ่ายมีเลือดปน:
อุจจาระมีสีเข้มผิดปกติ หรือมีเลือดสดปะปน
5 วิธี ปรับพฤติกรรม ปกป้องลำไส้ให้แข็งแรง
ดื่มน้ำให้เพียงพอ: ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 1.5 – 2 ลิตร เพื่อช่วยให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น และทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มขับถ่ายง่าย
ไม่อั้นขับถ่าย: เมื่อรู้สึกปวดท้องถาย ควรหาเวลาเข้าห้องน้ำทันที ไม่ควรอั้นไว้เกินจำเป็น
เพิ่มใยอาหารและทานอาหารให้หลากหลาย: เน้นทานผัก ผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง หลีกเลี่ยงการทานอาหารรสจัดเกินไปหรือทานอาหารชนิดเดิมซ้ำๆ เป็นเวลานาน
ขยับร่างกายระหว่างวัน: หากต้องนั่งทำงานนานๆ ควรลุกเปลี่ยนอิริยาบถทุกๆ 1-2 ชั่วโมง เพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้
ตรวจเช็กสุขภาพประจำปี: หากมีอาการผิดปกติเรื้อรัง หรือมีอายุ 45-50 ปีขึ้นไป ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่
สุขภาพลำไส้คือหัวใจสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันและการมีชีวิตที่แจ่มใส อย่ารอให้เกิดอาการปวดรุนแรงจนต้องผ่าตัด เริ่มต้นดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ด้วยการ "ดื่มน้ำให้พอ และไม่อั้นขับถ่าย" เพื่อลำไส้ที่แข็งแรงในระยะยาว
ที่มา : https://mgronline.com/goodhealth/detail/9690000089811?tbref=hp