สวัสดีครับทุกคน นี่เป็นกระทู้แรกในชีวิตของผม ในฐานะคนธรรมดาที่ตื่นมาทำมาหากินไปวันๆ และไม่ได้เล่นโซเชียลมีเดียกระแสหลัก แต่มีประเด็นหนึ่งที่ผมตามดูจากข่าวสารนโยบายแล้วรู้สึกอึดอัดจนต้องขอมาใช้พื้นที่ตรงนี้ตั้งโจทย์ชวนสังคมคิดครับ
เวลาเราดูข่าวไทย-กัมพูชา เรามักจะเห็นแต่เรื่องราวซ้ำซากไปมาปลุกกระแสชาตินิยม ซึ่งตัวผมเองก็ชาตินิยมถึงได้ติดตามข่าวจากสื่อหลักอยู่ประจำ (ผมไม่เสพข่าวขยะ ดราม่าอินฟูล) หวังว่าเรื่องนี้มันจะจบในเร็ววัน แต่สถานการณ์ในปัจจุบันผมมองเห็นประเด็นที่จะแซงหน้าข้อพิพาทชายแดนได้ง่ายๆ และคิดว่าเป็นหายนะที่ใหญ่กว่าสงครามน้ำลาย คือเรื่อง "ปลาหมอคางดำ" ที่ล่าสุดมีข่าวขยายพื้นที่ระบาดไปจนเชื่อมโยงกับลุ่มน้ำที่เสี่ยงจะไหลลงสู่แม่น้ำโขงแล้ว
ในมุมมองของผม ปัญหานี้มันคือ "Thanos แห่งระบบนิเวศ" ชัดๆ ดีดนิ้วทีเดียวล้างบางได้เลย
สิ่งที่ผมอดสงสัยไม่ได้คือ คนธรรมดาแบบเรายังมองเห็นเลยว่า "ถ้าปลาตัวนี้หลุดลงแม่น้ำโขงเมื่อไหร่ ต่อให้ในอนาคตเรามีเงินหลักล้านล้านบาท ก็ไม่สามารถซื้อระบบนิเวศน้ำจืดและพันธุ์ปลาพื้นเมืองกลับคืนมาได้" ความหลากหลายของสายพันธุ์จะลดลง ความมั่นคงทางอาหารจะพังทลาย และเมื่อมันขยายพันธุ์สู่ระบบนิเวศฝั่งเพื่อนบ้านสร้างความเสียหายข้ามพรมแดน มันจะไม่ใช่ความเสียหายที่อยู่เฉพาะในไทยอีกต่อไป และไทยเรานี่แหละจะตกเป็นจำเลยในเวทีโลกทันที ประเทศเพื่อนบ้านที่ได้รับผลกระทบจะมารุมไทย กดดันไทยเป็นผู้รับผิดชอบเพราะเป็นต้นเหตุ แล้วยิ่งเรามีเพื่อนบ้านที่คอยหาเรื่องเราตลอดเวลาอยู่แล้ว ก็เท่ากับเราส่งอาวุธอำนาจทำลายล้างสูงให้เค้ามาถล่มเราเลย เราจะสูญเสียอำนาจต่อรองระหว่างประเทศในทุกๆ ด้าน เพราะเราก่อเหตุใหญ่ไม่แพ้เรื่องสแกมเมอร์เลย
แต่ทำไมระบบรัฐบาลและกลไกราชการของเรา ถึงยังดูละล้าละลังกับการสั่งการเด็ดขาดและจัดสรรงบประมาณก้อนใหญ่ แบบใหญ่เบ้อเร่อที่จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที ระดมทุกสรรพกำลังเพื่อหยุดยั้ง ตลอดจนการสร้างแผงกั้นน้ำเชิงวิศวกรรมขั้นสูงในจุดยุทธศาสตร์หลักก่อนที่ปลาจะหลุดรอด? นักการเมืองก็ทำเท่าที่ต้องทำ เพราะงานนี้กว่าได้หน้าก็หมดเทอมไปแล้ว หรือถ้าตรงกันข้ามมันกลายเป็นหายนะก็หมดเทอมเหมือนกัน รัฐบาลในอนาคตก็รับช่วงไป (แก้ได้หรือเปล่าก็ไม่รู้) ข้าราชการก็รอคอยแต่คำสั่งซึ่งแม้สั่งมาแล้วก็ยังมาล่าช้าด้วยระบบ แต่ปลามันขยายพันธุ์ทุกๆ 22 วัน มันไม่ได้รอระเบียบและเอกสารราชการครับ แม่น้ำโขงยาวขนาดไหน ผ่านประเทศอะไรบ้าง ความเสียหายจะขยายวงกว้างระดับไหน ถ้าสมมติข้อพิพาทชายแดนยืดเยื้อไปอีกสักสองสามปี แล้วเราสกัดกั้นปลาตัวน้อยนี้ไม่ได้ ผมว่าตอนนั้นกัมพูชาไม่จำเป็นต้องไล่ฟ้องโลกแล้วครับ ไทยอาจแพ้ราบคาบไปก่อนที่ข้อพิพาทจะยุติซะอีก
เราจะต้องปล่อยให้ปัญหามันพังจนชนเพดาน เวลานั้นเงินภาษีจากประชาชนต้องถูกนำมาใช้กับปัญหาที่ใหญ่เกินจะแก้ หากรัฐไม่มีงบพอก็ต้องไปเป็นหนี้แล้วชดใช้อีกไปยาวนาน ไทยต้องจมอยู่กับปัญหานี้ งบประมาณไม่ได้ถูกนำมาพัฒนาประเทศ รวมกับปัญหาชายแดนที่ลมเปลี่ยนทิศอีก เรื่องนี้จะบานปลายไปได้อีกขนาดไหน หรือว่าจริงๆ แล้ว คนระดับผู้นำเขามีแผนการเชิงรุกที่เด็ดขาดกว่าที่เราเห็น แต่ผมไม่รู้เอง?
อยากชวนทุกคน โดยเฉพาะคนที่สนใจและเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายรัฐ มาแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ ว่าเราพอจะมีทางเลือกเชิงโครงสร้างอะไรบ้างที่จะหยุดวิกฤตนี้ได้ทันเวลา ก่อนที่ Thanos แห่งระบบนิเวศ จะดีดนิ้ว แล้วทำให้ประเทศไทยหายไปเป็นอันดับแรกครับ
ขอบคุณครับ
ปล. ผมหวังว่าปลาหมอคางดำจะไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ผมมองผิด คิดมากไปเอง ขอให้เป็นอย่างนั้นนะครับ
ถ้าปลาหมอคางดำล้างบางแม่น้ำโขง ไทยจะเสียอำนาจต่อรองกับกัมพูชาไหม? ทำไมรัฐยอมจ่ายช้ากว่าปลา?
เวลาเราดูข่าวไทย-กัมพูชา เรามักจะเห็นแต่เรื่องราวซ้ำซากไปมาปลุกกระแสชาตินิยม ซึ่งตัวผมเองก็ชาตินิยมถึงได้ติดตามข่าวจากสื่อหลักอยู่ประจำ (ผมไม่เสพข่าวขยะ ดราม่าอินฟูล) หวังว่าเรื่องนี้มันจะจบในเร็ววัน แต่สถานการณ์ในปัจจุบันผมมองเห็นประเด็นที่จะแซงหน้าข้อพิพาทชายแดนได้ง่ายๆ และคิดว่าเป็นหายนะที่ใหญ่กว่าสงครามน้ำลาย คือเรื่อง "ปลาหมอคางดำ" ที่ล่าสุดมีข่าวขยายพื้นที่ระบาดไปจนเชื่อมโยงกับลุ่มน้ำที่เสี่ยงจะไหลลงสู่แม่น้ำโขงแล้ว
ในมุมมองของผม ปัญหานี้มันคือ "Thanos แห่งระบบนิเวศ" ชัดๆ ดีดนิ้วทีเดียวล้างบางได้เลย
สิ่งที่ผมอดสงสัยไม่ได้คือ คนธรรมดาแบบเรายังมองเห็นเลยว่า "ถ้าปลาตัวนี้หลุดลงแม่น้ำโขงเมื่อไหร่ ต่อให้ในอนาคตเรามีเงินหลักล้านล้านบาท ก็ไม่สามารถซื้อระบบนิเวศน้ำจืดและพันธุ์ปลาพื้นเมืองกลับคืนมาได้" ความหลากหลายของสายพันธุ์จะลดลง ความมั่นคงทางอาหารจะพังทลาย และเมื่อมันขยายพันธุ์สู่ระบบนิเวศฝั่งเพื่อนบ้านสร้างความเสียหายข้ามพรมแดน มันจะไม่ใช่ความเสียหายที่อยู่เฉพาะในไทยอีกต่อไป และไทยเรานี่แหละจะตกเป็นจำเลยในเวทีโลกทันที ประเทศเพื่อนบ้านที่ได้รับผลกระทบจะมารุมไทย กดดันไทยเป็นผู้รับผิดชอบเพราะเป็นต้นเหตุ แล้วยิ่งเรามีเพื่อนบ้านที่คอยหาเรื่องเราตลอดเวลาอยู่แล้ว ก็เท่ากับเราส่งอาวุธอำนาจทำลายล้างสูงให้เค้ามาถล่มเราเลย เราจะสูญเสียอำนาจต่อรองระหว่างประเทศในทุกๆ ด้าน เพราะเราก่อเหตุใหญ่ไม่แพ้เรื่องสแกมเมอร์เลย
แต่ทำไมระบบรัฐบาลและกลไกราชการของเรา ถึงยังดูละล้าละลังกับการสั่งการเด็ดขาดและจัดสรรงบประมาณก้อนใหญ่ แบบใหญ่เบ้อเร่อที่จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที ระดมทุกสรรพกำลังเพื่อหยุดยั้ง ตลอดจนการสร้างแผงกั้นน้ำเชิงวิศวกรรมขั้นสูงในจุดยุทธศาสตร์หลักก่อนที่ปลาจะหลุดรอด? นักการเมืองก็ทำเท่าที่ต้องทำ เพราะงานนี้กว่าได้หน้าก็หมดเทอมไปแล้ว หรือถ้าตรงกันข้ามมันกลายเป็นหายนะก็หมดเทอมเหมือนกัน รัฐบาลในอนาคตก็รับช่วงไป (แก้ได้หรือเปล่าก็ไม่รู้) ข้าราชการก็รอคอยแต่คำสั่งซึ่งแม้สั่งมาแล้วก็ยังมาล่าช้าด้วยระบบ แต่ปลามันขยายพันธุ์ทุกๆ 22 วัน มันไม่ได้รอระเบียบและเอกสารราชการครับ แม่น้ำโขงยาวขนาดไหน ผ่านประเทศอะไรบ้าง ความเสียหายจะขยายวงกว้างระดับไหน ถ้าสมมติข้อพิพาทชายแดนยืดเยื้อไปอีกสักสองสามปี แล้วเราสกัดกั้นปลาตัวน้อยนี้ไม่ได้ ผมว่าตอนนั้นกัมพูชาไม่จำเป็นต้องไล่ฟ้องโลกแล้วครับ ไทยอาจแพ้ราบคาบไปก่อนที่ข้อพิพาทจะยุติซะอีก
เราจะต้องปล่อยให้ปัญหามันพังจนชนเพดาน เวลานั้นเงินภาษีจากประชาชนต้องถูกนำมาใช้กับปัญหาที่ใหญ่เกินจะแก้ หากรัฐไม่มีงบพอก็ต้องไปเป็นหนี้แล้วชดใช้อีกไปยาวนาน ไทยต้องจมอยู่กับปัญหานี้ งบประมาณไม่ได้ถูกนำมาพัฒนาประเทศ รวมกับปัญหาชายแดนที่ลมเปลี่ยนทิศอีก เรื่องนี้จะบานปลายไปได้อีกขนาดไหน หรือว่าจริงๆ แล้ว คนระดับผู้นำเขามีแผนการเชิงรุกที่เด็ดขาดกว่าที่เราเห็น แต่ผมไม่รู้เอง?
อยากชวนทุกคน โดยเฉพาะคนที่สนใจและเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายรัฐ มาแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ ว่าเราพอจะมีทางเลือกเชิงโครงสร้างอะไรบ้างที่จะหยุดวิกฤตนี้ได้ทันเวลา ก่อนที่ Thanos แห่งระบบนิเวศ จะดีดนิ้ว แล้วทำให้ประเทศไทยหายไปเป็นอันดับแรกครับ
ขอบคุณครับ
ปล. ผมหวังว่าปลาหมอคางดำจะไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ผมมองผิด คิดมากไปเอง ขอให้เป็นอย่างนั้นนะครับ