มีกล้องวงจรปิดแล้ว ทำไมหลายบ้านยังติดสัญญาณกันขโมยเพิ่ม? จากเคสที่เจอลูกค้ามาหลายบ้าน

ฟังครั้งแรกผมก็เข้าใจนะครับ เพราะเวลาพูดถึงระบบรักษาความปลอดภัยในบ้าน สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงก็คือ “กล้องวงจรปิด”
ติดไว้หน้าบ้านหนึ่งตัว หลังบ้านหนึ่งตัว ดูผ่านมือถือได้ ก็น่าจะเพียงพอแล้วหรือเปล่า?
แต่พอได้คุยกับลูกค้าหลายบ้านจริง ๆ ถึงเริ่มเห็นว่าหน้าที่ของ กล้องวงจรปิด กับ สัญญาณกันขโมย มันไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว
ขอออกตัวก่อนว่าผมทำงานเกี่ยวกับอุปกรณ์ Smart Home และระบบรักษาความปลอดภัยของ JL Home เลยอยากเอาคำถามที่เจอบ่อยมาลองแชร์ เผื่อเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังจัดระบบให้บ้านครับ
สมมติว่าเป็นเวลาตี 2 ทุกคนในบ้านกำลังนอนอยู่ แล้วมีคนพยายามเปิดประตูหลังบ้าน
ถ้ามีกล้องวงจรปิด กล้องก็อาจจะบันทึกภาพเอาไว้ และบางรุ่นสามารถแจ้งเตือนการเคลื่อนไหวเข้ามือถือได้
แต่ปัญหาคือ...
ตอนตี 2 เราจะหยิบมือถือขึ้นมาดู Notification หรือเปล่า?
หรือถ้าเราออกไปทำงาน มือถืออยู่ในกระเป๋า มี Notification เข้ามาหลายแอป เราจะรู้ทันทีไหมว่าอันนี้คือคนกำลังพยายามเข้าบ้าน?
ตรงนี้เองที่ระบบสัญญาณกันขโมยเข้ามาทำหน้าที่คนละแบบกับกล้อง
แทนที่จะรอให้เรา “เปิดกล้องดูว่าเกิดอะไรขึ้น” ระบบจะใช้เซ็นเซอร์ช่วยตรวจจับเหตุการณ์ เช่น มีการเปิดประตู มีคนเดินผ่านพื้นที่ที่ตั้งไว้ หรือมีความผิดปกติเกิดขึ้นในจุดที่เราต้องการเฝ้าระวัง
จากนั้นระบบจึงแจ้งเตือน หรือสั่งให้ไซเรนทำงานตามที่ตั้งค่าไว้
ผมเลยชอบอธิบายให้ลูกค้าฟังง่าย ๆ ว่า
กล้องวงจรปิด = ช่วยให้เราเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น
ส่วน
สัญญาณกันขโมย = ช่วยบอกเราว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น
สองอย่างจึงไม่ได้จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่จริง ๆ แล้วสามารถทำงานเสริมกันได้
เช่น เซ็นเซอร์ประตูแจ้งว่าประตูหลังถูกเปิดตอนที่ไม่มีใครอยู่บ้าน เราก็เปิดกล้องบริเวณประตูหลังขึ้นมาดูทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
ผมว่าตรงนี้มีประโยชน์กว่าการมีกล้องหลายตัวแล้วต้องมานั่งไล่เปิดดูเองทุกจุด
อีกเรื่องที่หลายคนยังติดภาพเก่า ๆ คือ พอพูดถึง “สัญญาณกันขโมย” จะนึกถึงระบบใหญ่ ๆ ต้องเดินสาย เจาะบ้าน มีตู้ควบคุมเต็มผนัง และติดตั้งยุ่งยาก
แต่ระบบสมัยนี้เล็กลงเยอะแล้วครับ
อย่างตัวที่เรามีใช้อยู่ที่ JL Home คือ CW30 จะมีศูนย์กลางสำหรับควบคุมระบบ แล้วสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ประเภทต่าง ๆ เช่น เซ็นเซอร์ประตู-หน้าต่าง เซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว รีโมต และอุปกรณ์แจ้งเตือน
เวลาออกจากบ้านก็เปิดโหมดรักษาความปลอดภัยไว้
สมมติประตูที่ตั้งเซ็นเซอร์ถูกเปิดในช่วงนั้น ระบบก็จะตรวจพบเหตุการณ์ ไม่จำเป็นต้องเปิดมือถือดูภาพจากกล้องอยู่ตลอดเวลา
แต่สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญกว่าเรื่อง “ซื้อรุ่นไหนดี” คือ
แต่ละบ้านไม่จำเป็นต้องติดเหมือนกัน
บ้านบางหลังมีประตูเข้าออกจริง ๆ แค่ 2 จุด การวางเซ็นเซอร์อาจง่ายมาก
บางหลังเป็นบ้านสองชั้น มีประตูหลัง หน้าต่างชั้นล่าง หรือพื้นที่ข้างบ้านที่เข้าถึงได้ง่าย แบบนี้การวางระบบก็ต้องคิดอีกแบบ
ร้านค้า สำนักงาน หรือโกดัง ก็มีจุดเสี่ยงไม่เหมือนบ้านพักอาศัย
เพราะฉะนั้นเวลามีคนถามผมว่า
“ต้องติดเซ็นเซอร์กี่ตัว?”
ผมมักไม่อยากตอบเป็นจำนวนทันทีครับ
ผมจะถามกลับก่อนว่า
“ถ้ามีคนจะเข้าพื้นที่ของคุณ เขาสามารถเข้าทางไหนได้บ้าง?”
พอเราไล่จุดพวกนั้นออกมา เราจะเริ่มเห็นเองว่าจุดไหนควรมีเซ็นเซอร์ จุดไหนมีกล้องก็เพียงพอ และจุดไหนอาจไม่จำเป็นต้องติดอะไรเลย
บางครั้งทำแบบนี้กลับประหยัดกว่าการซื้ออุปกรณ์มาจำนวนมากเสียอีก
ที่เขียนกระทู้นี้ไม่ได้จะบอกว่าทุกบ้านต้องมีสัญญาณกันขโมยนะครับ
ถ้าอยู่คอนโด มีระบบรักษาความปลอดภัยของอาคารดีอยู่แล้ว หรือรูปแบบการใช้ชีวิตไม่ได้มีความเสี่ยงมาก การติดระบบใหญ่ก็อาจไม่จำเป็น
แต่ถ้าเป็นบ้านที่ไม่มีคนอยู่ช่วงกลางวัน ร้านที่ปิดตอนกลางคืน บ้านที่มีประตูหลายทาง หรือมีจุดที่มองจากภายนอกไม่เห็น ผมคิดว่าการมีระบบที่ “รู้ทันทีเมื่อจุดสำคัญถูกเปิดหรือมีความเคลื่อนไหว” ก็ช่วยเพิ่มความอุ่นใจได้พอสมควร
ส่วนใครที่กำลังดูระบบลักษณะนี้อยู่ ถ้าสงสัยว่าบ้านของตัวเองควรวางเซ็นเซอร์ตรงไหน หรือระหว่างกล้องกับสัญญาณกันขโมยควรเริ่มจากอะไรก่อน สามารถถามไว้ได้ครับ
ผมจะพยายามตอบตามลักษณะพื้นที่ให้ ไม่จำเป็นต้องซื้อกับ JL Home ก็ได้ครับ
ส่วนใครอยากดูรายละเอียดของ CW30 เดี๋ยวผมใส่ข้อมูลเพิ่มเติมไว้ในคอมเมนต์ เพื่อไม่ให้ตัวกระทู้กลายเป็นหน้าขายของยาว ๆ ครับ 😅

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่