JJNY : 40.56% มองการชุมนุม"ยังไม่เหมาะสม"│โพลชี้หนุนเข้มงวดชาวอิสราเอล│โอเพนเอไอพร้อมชะลอพัฒนา│เตือน“ใต้-ตอ.”มีฝนตกหนัก

ผลสำรวจสวนดุสิตโพล 40.56% มองการชุมนุม "ยังไม่เหมาะสม" ในเวลานี้
.

.
ผลสำรวจ "สวนดุสิตโพล" 1,149 คน พบส่วนใหญ่สนใจติดตามการเมืองแบบผิวเผิน ชี้ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพเป็นปัจจัยหลักที่อาจนำไปสู่การชุมนุม แต่ส่วนใหญ่ 40.56% มองว่ายังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม
.
13 กันยายน 2569 มหาวิทยาลัยสวนดุสิตเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง "การชุมนุมทางการเมือง ณ วันนี้" จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,149 คน สำรวจทางออนไลน์และภาคสนามระหว่างวันที่ 8-11 กันยายน 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างสนใจติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอยู่บ้างแต่ไม่ได้ติดตามรายละเอียด ร้อยละ 44.65 รองลงมาคือสนใจและติดตามอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 30.02 ขณะที่ไม่ค่อยสนใจ ร้อยละ 17.15 และไม่สนใจ ร้อยละ 8.18
สำหรับประเด็นที่ประชาชนเห็นว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การชุมนุมทางการเมือง อันดับ 1 คือปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ร้อยละ 69.54 รองลงมาคือคดีทางการเมืองและกรณีฮั้ว สว. ร้อยละ 68.76 และความโปร่งใสและการทุจริต ร้อยละ 68.32
.
ในด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง อันดับ 1 มองว่าช่วยสะท้อนปัญหาที่สังคมควรให้ความสำคัญ ร้อยละ 47.95 รองลงมาคือกระทบต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ ร้อยละ 46.74 และมีความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งหรือความรุนแรง ร้อยละ 46.48
สำหรับผลที่การชุมนุมทางการเมืองอาจส่งผลต่อสถานการณ์การเมือง อันดับ 1 คือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ร้อยละ 41.86 รองลงมาคือทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองเพิ่มขึ้น ร้อยละ 24.98 ขณะที่มองว่าไม่น่าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น ร้อยละ 18.71 และอาจทำให้สถานการณ์ทางการเมืองดีขึ้น ร้อยละ 14.45
.
ส่วนคำถามว่าสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ถึงเวลาเหมาะสมที่จะชุมนุมทางการเมืองหรือไม่ ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 40.56 เห็นว่ายังไม่เหมาะสม ขณะที่ร้อยละ 35.60 เห็นว่าเหมาะสมแล้ว และร้อยละ 23.84 ไม่แน่ใจ
.
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า บรรยากาศการเมืองที่มีแรงกดดันสะสมจากทั้งปัญหาปากท้องและความเชื่อมั่นต่อระบบการเมือง ผลโพลจึงสะท้อนว่าการชุมนุมอาจจะยังไม่ใช่คำตอบในขณะนี้ แม้จะเป็นการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย โดยกังวลว่าสถานการณ์อาจนำไปสู่ความไม่ชัดเจนหรือความขัดแย้งมากกว่าเป็นทางออก สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ทุกฝ่ายต้องเร่งแก้ปัญหาที่เป็นต้นเหตุและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน
ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ยอดชาย ชุติกาโม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่เรียกได้ว่าสงบนิ่งที่สุดในรอบหลายปี นับตั้งแต่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน สถานการณ์ทางการเมืองไทยกลับเดินเข้าสู่จุดที่เรียกว่าความสงบนิ่ง โดยผลสำรวจพบว่าคนที่สนใจและติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่องมีเพียงร้อยละ 30.02 และมีเพียงร้อยละ 35.60 ที่เห็นว่าเหมาะสมแล้วที่จะมีการชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้น
.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ยอดชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะนักวิชาการทางรัฐศาสตร์ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาหลักของการเมืองไทยในช่วงระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ที่การเมืองไทยอยู่ในสภาวะลุ่มๆ ดอนๆ มีความขัดแย้งทางการเมืองทั้งจากในและนอกสภา ส่งผลให้การเมืองไร้เสถียรภาพ ประชาชนรู้สึกเบื่อหน่ายและสิ้นหวังกับผู้นำทางการเมือง พร้อมระบุว่ารัฐบาลควรนำผลโพลครั้งนี้ไปพิจารณา มิใช่บริหารประเทศแบบทำงานประจำไปวันๆ โดยไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน เพราะความสงบนิ่งอาจแปรเปลี่ยนเป็นพลังบ่อนทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลจนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ในการบริหารประเทศต่อไปได้ และการเมืองไทยอาจวนกลับมาสู่การเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง
.

.
โพลชี้ คนไทย หนุนรัฐบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด รับมือพฤติกรรมไม่เหมาะสมชาวอิสราเอล
https://www.dailynews.co.th/news/6185421/
.
นิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและการกระทำผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย พบประชาชนสูงถึง 76.38% เคยได้ยินข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ โดยเรื่องที่สร้างความไม่พอใจมากที่สุดคือ การไม่เคารพกฎหมาย พูดจาไม่สุภาพดูถูกคนไทย และไม่เคารพวัฒนธรรมไทย ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ จี้รัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
.
เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “ชาวยิว” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 8-10 กันยายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดแม่ฮ่องสอน กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,410 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย
.
การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
.
จากการสำรวจเมื่อถามถึงการเคยได้ยินข่าวสารหรือมีประสบการณ์โดยตรงเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ/หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 76.38 ระบุว่า เคยได้ยินจากข่าวผ่านจากสื่อต่าง ๆ (เช่น สื่อกระแสหลัก โซเชียลมีเดีย) รองลงมา ร้อยละ 17.45 ระบุว่า ไม่เคยได้ยินข่าวใด ๆ และไม่เคยมีประสบการณ์โดยตรง ร้อยละ 5.11 ระบุว่า เคยมีประสบการณ์โดยตรงด้วยตนเอง ร้อยละ 4.33 ระบุว่า เคยได้รับการบอกเล่าจากคนที่มีประสบการณ์โดยตรง และร้อยละ 3.48 ระบุว่า เคยได้รับการบอกเล่าจากคนที่ไม่ได้มีประสบการณ์โดยตรง
.
เมื่อสอบถามตัวอย่างที่ระบุว่าเคยได้ยินข่าวสารหรือมีประสบการณ์โดยตรงเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ/หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย (จำนวน 1,164 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความรู้สึกไม่พอใจของประชาชนต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ/หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทยจากข่าวสารหรือประสบการณ์โดยตรง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 71.22 ระบุว่า ไม่เคารพกฎหมายรองลงมา ร้อยละ 46.39 ระบุว่า พูดจาไม่สุภาพ แสดงอาการดูถูกคนไทย ร้อยละ 45.96 ระบุว่า ไม่เคารพวัฒนธรรมไทย ร้อยละ 40.03 ระบุว่า ไม่เคารพวิถีชีวิตชุมชน ร้อยละ 36.43 ระบุว่า ไม่เคารพพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะ ร้อยละ 31.44 ระบุว่า ใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อถือครองที่ดิน ร้อยละ 29.04 ระบุว่า ใช้คนไทยเป็นนอมินีเพื่อถือครองธุรกิจ ร้อยละ 20.02 ระบุว่า แสดงอาการที่อาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งทางเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ศาสนา
.
ร้อยละ 19.93 ระบุว่า ตั้งสุสานชาวอิสราเอลในไทย โดยไม่มีการปรึกษาหารือกับประชาชนในพื้นที่ ร้อยละ 18.47 ระบุว่า ขยายชุมชนชาวอิสราเอลในพื้นที่ใดที่หนึ่ง ร้อยละ 16.41 ระบุว่า อยู่ในประเทศไทยเกินกว่าระยะเวลาที่วีซ่าอนุญาต ร้อยละ 10.48 ระบุว่า ทำธุรกิจหรือแย่งอาชีพสงวนของคนไทย ร้อยละ 10.22 ระบุว่า เปิดให้บริการสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ร้อยละ 9.54 ระบุว่า ทำงานที่ไม่ตรงกับใบอนุญาตทำงาน ร้อยละ 9.36 ระบุว่า ประกอบธุรกิจศูนย์เหรียญ ร้อยละ 2.41 ระบุว่า ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจอะไร และร้อยละ 1.98 ระบุว่า ไม่มั่นใจว่า ข่าวที่ได้ยินมาเป็นจริงหรือไม่
.
ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามตัวอย่างที่ระบุว่าเคยได้ยินข่าวสารหรือมีประสบการณ์โดยตรงเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ/หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย (จำนวน 1,164 หน่วยตัวอย่าง)เกี่ยวกับมาตรการของประเทศไทยในการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและ/หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 77.49 ระบุว่า เจ้าหน้าที่ควรบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด รองลงมา ร้อยละ 45.45 ระบุว่า รัฐควรลดระยะเวลาอนุญาตพำนักอาศัยของชาวอิสราเอลในประเทศไทย ร้อยละ 38.49 ระบุว่า ดำเนินการให้สถานทูตอิสราเอล กำกับพฤติกรรมชาวอิสราเอลในประเทศไทยอย่างเข้มงวด ร้อยละ 26.46 ระบุว่า คนไทยควรร่วมมือกันต่อต้านพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ/หรือ ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย ร้อยละ 23.54 ระบุว่า รัฐควรพิจารณาถึงประเด็นความมั่นคงของชาติ
.
จากการขยายตัวของชุมชนชาวอิสราเอลในประเทศไทย ร้อยละ 17.53 คนไทยควรร่วมมือกันต่อต้านผู้ที่ให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุน พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ/หรือผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย ร้อยละ 6.62 ระบุว่า รัฐควรเนรเทศผู้ที่มีพฤติกรรมผิดกฎหมายออกนอกราชอาณาจักร ร้อยละ 1.20 ระบุว่า เราควรตรวจสอบให้ดีว่าข่าวที่ได้ยินมาเป็นจริงหรือไม่ และเป็นการกระทำของชาวอิสราเอลหรือไม่ ร้อยละ 1.12 ระบุว่า เราไม่ควรทำอะไรที่รุนแรงเกินไป เพราะจะกระทบการท่องเที่ยว และร้อยละ 2.75 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ เราไม่ควรทำอะไรที่รุนแรงเกินไป เพราะจะกระทบกับแรงงานไทยในอิสราเอล เพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองและควบคุมการเดินทางเข้าประเทศ ไม่ต้องทำอะไรเลย เราไม่ควรทำอะไรที่รุนแรงเกินไป เพราะอิสราเอลเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนานของไทย เราไม่ควรทำอะไรที่รุนแรงเกินไป เพราะจะกระทบกับการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับอิสราเอล และเราควรให้อภัยเพราะต่างชาติย่อมไม่เข้าใจกฎหมายและวัฒนธรรมไทย.
.

.
โอเพนเอไอพร้อมชะลอพัฒนา หวั่นปัญญาประดิษฐ์ล้ำเกินควบคุม
https://www.dailynews.co.th/news/6185496/
.
ซีอีโอโอเพนเอไอเผยบริษัทพร้อมปรับจังหวะพัฒนาให้สอดคล้องกับค่ายอื่น หลังเกิดเหตุเอเจนต์เอไอหลุดการควบคุม พร้อมเรียกร้องสหรัฐออกข้อกำหนดความปลอดภัยระดับชาติ
.
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ว่า นายแซม อัลต์แมน ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร ( ซีอีโอ ) ของบริษัทโอเพนเอไอ ผู้พัฒนาแชตจีพีที เปิดเผยต่อพนักงานในการประชุมภายในบริษัทว่า โอเพนเอไอพร้อมพิจารณาชะลอการพัฒนาระบบเอไอ ท่ามกลางความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยของเอไอขั้นสูง
.
อัลต์แมนกล่าวว่า โอเพนเอไออาจปรับจังหวะการพัฒนาให้สอดคล้องกับบริษัทพัฒนาเอไอรายอื่น แม้อาจมีบางบริษัทไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว
.
คำเตือนจากนักวิจัยด้านความปลอดภัยของเอไอ รวมถึงเหตุการณ์หลายครั้งที่โมเดลเอไอของบริษัทต่าง ๆ รวมถึงโอเพนเอไอ สามารถหลุดพ้นจากการควบคุมของมนุษย์ เพิ่มความวิตกและนำไปสู่เสียงเรียกร้อง ให้มีกฎระเบียบด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น
.
โอเพนเอไอเคยระบุเมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมา ว่าการเร่งพัฒนาโมเดลเอไอระดับแนวหน้าอาจเพิ่มขึ้นจนถึงจุดที่ทั่วโลกจำเป็นต้องชะลอความก้าวหน้าของเอไอ
.
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนส.ค. ที่ผ่านมา โอเพนเอไอระงับการพัฒนาโมเดลส่วนใหญ่เป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อเสริมระบบป้องกัน หลังเอเจนต์เอไอของบริษัทหลุดจากการควบคุมและเจาะเข้าสู่แพลตฟอร์มฮักกิงเฟซ
.
ล่าสุด โอเพนเอไอเรียกร้องให้สหรัฐมีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของเอไอระดับชาติที่มีผลบังคับใช้ โดยให้เหตุผลว่า เอไอขั้นสูงอาจมีความสามารถเร่งการพัฒนาตัวเองเพิ่มขึ้น
.
https://x.com/business/status/2098216219035726143

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่