ในความมืดสลัวยามเช้าตรู่ เสียงครกกระเดื่องกระทบกันเป็นจังหวะหนักแน่นดังแว่วมาจากกระท่อมหลังน้อย
สองแม่ลูกผู้ยากไร้ตื่นขึ้นมาช่วยกันตำข้าวเปลือกด้วยความยากลำบาก
เหงื่อเม็ดโตผุดซึมตามใบหน้าเพียงเพื่อจะได้เมล็ดข้าวสารมาหุงหาพอประทังชีวิตในมื้อเช้า
ครั้นเมื่อข้าวสุกกลิ่นหอมฟุ้ง ควันขาวลอยกรุ่นขึ้นจากหม้อดิน
สองแม่ลูกกำลังจะตักข้าวแบ่งกันรับประทาน ทันใดนั้น
สายตาของแม่ก็เหลือบไปเห็นพระภิกษุธุดงค์รูปหนึ่ง กำลังเดินก้าวสม่ำเสมอเจริญสติบิณฑบาตผ่านมาด้วยอาการสงบสำรวจ
ผู้เป็นแม่หันมามองลูกสาวด้วยดวงตาทอประกายแห่งศรัทธา
ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“ลูกเอ๋ย... พี่ชายของเจ้าท่านเดินทางมาแล้ว”
โดยไร้ซึ่งความลังเลหรือเสียดาย สองแม่ลูกช่วยกันยกหม้อข้าวร้อนๆ นั้นทั้งหมด
น้อมถวายลงในบาตรของพระคุณเจ้าจนไม่เหลือไว้กินเองแม้แต่น้อย
เมื่อองค์สมณะก้าวเดินลับตาไป ทั้งสองจึงต้องกลับไปยกแทรกครก
เริ่มต้นตำข้าวเปลือกใหม่อีกครั้งเพื่อหุงกินในมื้อนั้น
ฝ่ายพระเถระ เมื่อรับบิณฑบาตแล้ว ท่านได้หลีกปลีกวิเวกไปนั่งพิจารณาอาหารมื้อนั้นด้วยความโยนิโสมนสิการ
ความคิดอันปรารภความเพียรได้บังเกิดขึ้นในจิตใจของท่านว่า:
“สองแม่ลูกนี้ มิได้เป็นมารดา มิได้เป็นพี่น้อง
และมิได้มีความผูกพันทางสายเลือดใดๆ กับเราเลย เหตุใดหนอ...
เขาจึงต้องยอมตรากตรำลำบากตำข้าวแต่เช้าตรู่
แล้วยกข้าวหม้อเดียวที่มีอยู่ให้เราจนหมดสิ้น?
ที่เขาทำถึงเพียงนี้ ก็ด้วยศรัทธาอันบริสุทธิ์
มองเห็นเราเป็นพี่ชาย มองเห็นเราเป็นญาติในธรรมะขององค์พระศาสดา
อาหารทุกคำบริโภคนี้ ถูกแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายและความยากไร้ของญาติโยม
หากเรายังเป็นผู้มีกิเลสหนาแน่น ยังประมาทมัวเมาในกาม ย้อนกลับไปลุ่มหลงในสิ่งเศร้าหมอง
การบริโภคบิณฑบาตนี้ย่อมไม่ต่างอะไรกับการกลืนกินก้อนเหล็กแดง
และเป็นการบริโภคอย่างมีหนี้อันหนักยิ่ง...
เราจะบริโภคทานของเขาด้วยความประมาทมิได้เลย
เราต้องทำตนให้บริสุทธิ์เพื่อสมกับความศรัทธานั้น”
ด้วยจิตที่ปรารภความเพียรอย่างเด็ดเดี่ยวและเห็นภัยในกิเลส
พระเถระจึงนั่งเจริญสมาธิภาวนา ปรารภสมณธรรมอย่างจริงจัง
จนกระทั่งสามารถตัดขาดจากกิเลสตัณหาทั้งปวง บรรลุถึงความเป็นพระอรหันต์ ขาดจากกิเลสในวันนั้นเอง...
-----------------------
ข้าวหม้อสุดท้าย และหนี้แห่งศรัทธา
เสียงครกกระเดื่องกระทบยามเช้ามืด
สองแม่ลูกก้มหน้าตำข้าวสาร
เหงื่อรินไหลแลกมาซึ่งอาหาร
หวังประทังท้องผ่านในมื้อนี้
ควันข้าวสุกหอมกรุ่นขึ้นลอยกรุ่น
เห็นองค์พระธุดงค์คุณเจริญศรี
แม่จึงบอกลูกเอ๋ยพี่เรามี
น้อมสลักศรัทธานี้ถวายองค์
ยกหม้อข้าวทั้งหมดถวายบาตร
ไร้ตัดพ้อลังเลสละสิ้น
ยอมกลับไปตำข้าวเพื่อแลกกิน
ด้วยศรัทธาสูงยิ่งในพุทธองค์
พระเถระพิจารณาตระหนักจิต
มิใช่ญาติสายโลหิตแต่ซื่อตรง
แลกแรงกายถวายทานอันบริสุทธิ์
จะบริโภคประมาทคงเป็นหนี้กาม
จึงเร่งเพียรบำเพ็ญตัดกิเลส
ข้ามกิเลสบรรลุธรรมอันผ่องใส
เป็นพระอรหันต์ในทันใด
ชำระหนี้ศรัทธาไกลจากอบาย
ข้าวหม้อสุดท้าย และหนี้แห่งศรัทธา
สองแม่ลูกผู้ยากไร้ตื่นขึ้นมาช่วยกันตำข้าวเปลือกด้วยความยากลำบาก
เหงื่อเม็ดโตผุดซึมตามใบหน้าเพียงเพื่อจะได้เมล็ดข้าวสารมาหุงหาพอประทังชีวิตในมื้อเช้า
ครั้นเมื่อข้าวสุกกลิ่นหอมฟุ้ง ควันขาวลอยกรุ่นขึ้นจากหม้อดิน
สองแม่ลูกกำลังจะตักข้าวแบ่งกันรับประทาน ทันใดนั้น
สายตาของแม่ก็เหลือบไปเห็นพระภิกษุธุดงค์รูปหนึ่ง กำลังเดินก้าวสม่ำเสมอเจริญสติบิณฑบาตผ่านมาด้วยอาการสงบสำรวจ
ผู้เป็นแม่หันมามองลูกสาวด้วยดวงตาทอประกายแห่งศรัทธา
ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ลูกเอ๋ย... พี่ชายของเจ้าท่านเดินทางมาแล้ว”
โดยไร้ซึ่งความลังเลหรือเสียดาย สองแม่ลูกช่วยกันยกหม้อข้าวร้อนๆ นั้นทั้งหมด
น้อมถวายลงในบาตรของพระคุณเจ้าจนไม่เหลือไว้กินเองแม้แต่น้อย
เมื่อองค์สมณะก้าวเดินลับตาไป ทั้งสองจึงต้องกลับไปยกแทรกครก
เริ่มต้นตำข้าวเปลือกใหม่อีกครั้งเพื่อหุงกินในมื้อนั้น
ฝ่ายพระเถระ เมื่อรับบิณฑบาตแล้ว ท่านได้หลีกปลีกวิเวกไปนั่งพิจารณาอาหารมื้อนั้นด้วยความโยนิโสมนสิการ
ความคิดอันปรารภความเพียรได้บังเกิดขึ้นในจิตใจของท่านว่า:
“สองแม่ลูกนี้ มิได้เป็นมารดา มิได้เป็นพี่น้อง
และมิได้มีความผูกพันทางสายเลือดใดๆ กับเราเลย เหตุใดหนอ...
เขาจึงต้องยอมตรากตรำลำบากตำข้าวแต่เช้าตรู่
แล้วยกข้าวหม้อเดียวที่มีอยู่ให้เราจนหมดสิ้น?
ที่เขาทำถึงเพียงนี้ ก็ด้วยศรัทธาอันบริสุทธิ์
มองเห็นเราเป็นพี่ชาย มองเห็นเราเป็นญาติในธรรมะขององค์พระศาสดา
อาหารทุกคำบริโภคนี้ ถูกแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายและความยากไร้ของญาติโยม
หากเรายังเป็นผู้มีกิเลสหนาแน่น ยังประมาทมัวเมาในกาม ย้อนกลับไปลุ่มหลงในสิ่งเศร้าหมอง
การบริโภคบิณฑบาตนี้ย่อมไม่ต่างอะไรกับการกลืนกินก้อนเหล็กแดง
และเป็นการบริโภคอย่างมีหนี้อันหนักยิ่ง...
เราจะบริโภคทานของเขาด้วยความประมาทมิได้เลย
เราต้องทำตนให้บริสุทธิ์เพื่อสมกับความศรัทธานั้น”
ด้วยจิตที่ปรารภความเพียรอย่างเด็ดเดี่ยวและเห็นภัยในกิเลส
พระเถระจึงนั่งเจริญสมาธิภาวนา ปรารภสมณธรรมอย่างจริงจัง
จนกระทั่งสามารถตัดขาดจากกิเลสตัณหาทั้งปวง บรรลุถึงความเป็นพระอรหันต์ ขาดจากกิเลสในวันนั้นเอง...
-----------------------
ข้าวหม้อสุดท้าย และหนี้แห่งศรัทธา
เสียงครกกระเดื่องกระทบยามเช้ามืด
สองแม่ลูกก้มหน้าตำข้าวสาร
เหงื่อรินไหลแลกมาซึ่งอาหาร
หวังประทังท้องผ่านในมื้อนี้
ควันข้าวสุกหอมกรุ่นขึ้นลอยกรุ่น
เห็นองค์พระธุดงค์คุณเจริญศรี
แม่จึงบอกลูกเอ๋ยพี่เรามี
น้อมสลักศรัทธานี้ถวายองค์
ยกหม้อข้าวทั้งหมดถวายบาตร
ไร้ตัดพ้อลังเลสละสิ้น
ยอมกลับไปตำข้าวเพื่อแลกกิน
ด้วยศรัทธาสูงยิ่งในพุทธองค์
พระเถระพิจารณาตระหนักจิต
มิใช่ญาติสายโลหิตแต่ซื่อตรง
แลกแรงกายถวายทานอันบริสุทธิ์
จะบริโภคประมาทคงเป็นหนี้กาม
จึงเร่งเพียรบำเพ็ญตัดกิเลส
ข้ามกิเลสบรรลุธรรมอันผ่องใส
เป็นพระอรหันต์ในทันใด
ชำระหนี้ศรัทธาไกลจากอบาย