[ รีวิวหนังสารคดีวงดนตรี ] Oasis: Don't Look Back in Anger (2026)



++ "บางครั้งความทรงจำที่สวยงามในอดีตของคนเรา ก็มาในรูปแบบของวงดนตรีที่เราชื่นชอบ" จขกท. ก็เช่นกัน "OASIS" วงดนตรี Alternative Rock ที่โด่งดังแบบสุด ๆ ในยุค 90's จากเมือง Manchester ประเทศอังกฤษ คือ คำตอบนั้นในใจของ จขกท. แม้วันเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด ความทรงจำสีจาง ๆ นั้นก็ยังคงอยู่ เมื่อกลางปีที่ผ่านมา จขกท. ได้ไปดูหนังเรื่อง I Swear (2025) เป็นหนังที่ดีมาก และหนึ่งใน soundtrack ของหนังเรื่องนี้คือเพลง Stop Crying Your Heart Out บทเพลงของวง OASIS ที่ถูกปล่อยออกมาในปี 2002 จำได้ว่าเมื่อทำนองเพลงนี้ดังขึ้น น้ำตาของ จขกท. ก็เริ่มคลอเบ้าออกมา อาจด้วยอารมณ์ที่ต่อเนื่องจากหนังที่ฉาย แต่ส่วนหนึ่งมาจาก nostalgia ที่เหมือนตัวเองได้กลับไปรำลึกถึงช่วงวันเวลาที่เพลงนี้ถือกำเนิดขึ้น ความจริง จขกท. เป็นแฟนเพลงของวง OASIS มาตั้งแต่อัลบั้มแรก Definitely Maybe ในปี 1994 แล้ว และความแปลกอีกอย่างนึงคือ จขกท. เป็นแฟนเพลงของวง OASIS ที่ก็เป็นแฟนเพลงของวง BLUR อีกด้วย ถ้าคนสมัยใหม่ถามว่ามันแปลกยังไง ก็จะบอกไว้ว่าเหมือนคนที่เป็นแฟนฟุตบอลทีม Liverpool ที่ก็เป็นแฟนทีม Manchester United ด้วยเช่นกัน เออ! แปลกมั้ยหล่ะ อิอิ (2 วงนี้เค้าไม่ถูกกันอย่างแรงในตอนนั้น) ดังนั้นอย่ารอช้า! เรามาย้อนวันวานไปกันต่อในกระทู้นี้เลยครับ...



++ Oasis: Don't Look Back in Anger เป็น Music Documentary Film หรือหนังสารคดีที่เกี่ยวกับวงดนตรีที่ทำออกมาได้เรียกว่า "ดีเลิศมาก" เพราะตัวหนังสารคดีไม่ได้นำเสนอในรูปแบบ Biography ที่ว่าด้วยการมีอยู่ของวงดนตรีวงหนึ่งแบบทื่อ ๆ แต่หนังกลับนำเสนอสิ่งที่มันลึกซึ้งกว่านั้น คือ เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในวงด้วยกัน + ความสัมพันธ์ระหว่างบทเพลงของวงกับแฟนเพลงทั่วโลก + แรงผลักดันของวงที่มีต่อพันธกิจต่าง ๆ ที่ยิ่งใหญ่ของทั้งตัวสมาชิกในวงและของชาวโลกด้วย...

(หมายเหตุ - มีการสปอยเนื้อหาบางส่วนของหนัง แต่ไม่กระทบเรื่องราวในส่วนลึก ๆ ของหนัง ใครที่ยังไม่ได้ดู ก็สามารถอ่านได้ครับ)



++ หนังไม่ได้เริ่มต้นที่การถือกำเนิดของวงอย่างที่บอก มีเพียงการเกริ่นนำในเรื่องความสำเร็จของวงในช่วงต้นยุค 90's เท่านั้น แต่หนังเริ่มจริง ๆ ในช่วงความขัดแย้งของ Liam และ Noel ในช่วงทัวร์ Dig Out Your Soul Tour ที่จะมีขึ้นในเดือนสิงหาคม ปี 2009 ที่ Paris ส่งผลให้ตารางทัวร์ที่เหลือต้องยกเลิก และทั้งคู่ไม่ได้คุยกันต่อเนื่องมายาวนานถึง 15 ปี จากนั้นเรื่องราวก็มาเริ่มต้นกันใหม่ในปี 2024 เมื่อ OASIS ประกาศว่าทางวงจะกลับมารวมตัวกันและออกทัวร์อีกครั้งในปี 2025 ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ก็คือเบื้องหลังการซ้อมของวง ที่เล่าสลับกับการ flashback เรื่องราวเหตุการณ์ต่าง ๆ คำพูดในอดีต ที่โยงมาถึงการเปิดใจของทั้งคู่ แต่ส่วนมากจะเป็นฝ่าย Noel ที่พูดมากกว่า แล้วที่ชอบคือหนังให้ซีน Paul "Bonehead" Arthurs มือกีตาร์ มากเลยทีเดียว แม้เขาจะออกจากวงไปตั้งแต่ปี 1999 ยอมรับว่าสมัยก่อนในวง นอกจาก 2 พี่น้องแล้ว คนอื่น ๆ ทั้งรุ่น 1 รุ่น 2 นั้น แทบไม่มีบทบาท ด้วยความที่ยังไม่มี social media ด้วยมั้ง แล้วแรงออร่าอำมหิตของ 2 พี่น้องมันก็แรงด้วย ตรงนี้เหมือนทำให้เราได้รู้จักเขามากขึ้น แล้ว Liam กับ Noel ก็ค่อนข้าง respect เขามากด้วยนะ ให้เป็นคนที่มีความสามารถสูงสุดของวง แต่หนังไม่ค่อยได้ให้ซีน Gem กับ Andy เท่าไหร่เลย...



++ มาถึงองก์ที่ 2 - 3 เนี่ย ถือว่าเป็น climax ที่ จขกท. ชอบมากของหนังเลย หนังจะเข้าสู่ช่วงที่ออกทัวร์ Live'25 แล้วจริง ๆ ตรงนี้หนังนำเสนอได้ดีมาก เพราะนอกจากจะนำเสนอเรื่องราว backstage ที่น่าสนใจแล้ว หนังยังเล่าเรื่องโดยการเชื่อมผู้คนในประเทศต่าง ๆ ที่ทางวงได้เดินทางไปออกทัวร์ เข้ากันกับบทเพลงที่พวกเขาได้เลือกแสดง ตรงนี้ใครที่เป็นแฟน OASIS แบบ Real Fan หรือ Veteran Fan นั้นต้องประทับใจอย่างแน่นอน เพราะหนังจะเลือกเพลงที่ถูกใช้ในการแสดงขึ้นมา แล้วเอาคนดูมาสัมภาษณ์เรื่องราวของความหลังในชีวิตของตัวเอง ที่เพลง ๆ นั้น มีอิมแพ็คต่อชีวิต หรือความทรงจำในช่วงเวลาที่เพลงนั้นออกมา ตรงนี้ทำได้ดีแบบมาก ๆ แต่ละเพลง แต่ละคนที่หนังเลือกมานั้น โห! มันโดนใจมากเลยครับ ต้องเข้าไปดูหนังเองเท่านั้นถึงจะเข้าใจ จขกท. แอบน้ำตาคลอเลยนะในบางช่วง ตรงนี้หนังสร้างอิมแพ็คมากจริง ๆ ปิดท้ายที่องก์สุดท้าย บทสรุปของเรื่องราว มันเป็นอะไรที่ออกแนวปรัชญามาก เป็นปรัชญาง่าย ๆ แต่ลึกซึ้งกินใจ มีการพูดถึงครอบครัวของทั้ง 2 คน ตรงนี้ทัชใจมาก อบอุ่นสุด พร้อมส่งคนดูกลับบ้านด้วยความประทับใจแบบ 100 ให้ 1,000,000...

++ ด้านงาน production ถือว่าดีมากเลยครับ ทั้งมุมกล้อง การตัดต่อ การเก็บ footage บรรยากาศในคอนเสิร์ต บทสัมภาษณ์ คือ ดี ไม่มีที่ติ คุ้มค่าตั๋วทุกบาททุกสตางค์ ที่สำคัญ คือ เรื่องภาพการแสดง บทเพลงต่าง ๆ ของวง เต็มอิ่มครับ เต็มอิ่ม ที่แปลว่า full set จริง ๆ เพลงดัง ๆ ร้อยละ 90 ของวง ท่านจะได้ยินได้ฟังหมด Roll with it, Wonderwall, Don't Look Back in Anger, Live Forever, Champagne Supernova, Stand by Me, Cigarettes & Alcohol, Rock 'n' Roll Star ฯลฯ เยอะมาก สะใจ แล้วเสียงในระบบ IMAX อ่ะ มันอลังการมาก เหมือนเราได้เข้าไปยืนในคอนเสิร์ต แล้วงานละเอียดมาก ให้ timing ในเรื่องของการ greeting ในคอนเสิร์ต ระหว่างศิลปินกับคนดูเยอะด้วย เหมือนเราเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพลงในหนังจริง ๆ...



++ บทสรุปของหนังเป็นอะไรที่พูดออกมาเป็นคำพูดได้ยากมาก จขกท. ไม่รู้จะเรียบเรียงยังไงเหมือนกัน เด็กหนุ่มจากตระกูล Gallagher 2 คน ที่มีความสุดโต่งไปคนละแบบ มีแนวทางเป็นของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็เป็นอัจฉริยะอย่างสูงด้วย พวกเขาสามารถฟันฝ่าอุปสรรคจนพาตัวเองไปสู่การเป็น Rock Star ที่โด่งดังที่สุดในโลกในยุค 90's ดนตรีของพวกเขาเป็นตัวแทนของคนธรรมดา ที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษ เป็นตัวแทนของชนชั้นกรรมาชีพ ที่ใช้เพื่อเป็นกำลังใจและสร้างแรงบันดาลใจ ให้กับคนชายขอบที่โลกไม่ได้ให้ค่าอะไร แม้พวกเขาจะทำทุกอย่างได้สำเร็จ แต่ Ego has landed (ขอยืมชื่ออัลบั้มจากคุณพี่ Robbie Williams ตัวตึงแห่งสหราชอาณาจักรอีกคน อดีตสหายรักของพี่น้อง Gallagher) ที่ทำให้ทุกอย่างพังลงในช่วงยุคปี 2000 หากแต่วันเวลาก็ได้นำพาพวกเขากลับมาสู่ทางเดินที่ควรจะเป็นอย่างเช่นทุกวันนี้ และสุดท้าย จขกท. ขอขอบคุณหนังมาก ที่ไม่ได้ไปโฟกัสในเรื่องราวความขัดแย้งของทั้งคู่จนมากเกินไป เราแฟนเพลงไม่ได้อยากรู้ ไม่ได้อยากย้อน ทุกอย่างจบไปแล้ว เหมือนที่หนังพูดสรุปเอาไว้ว่า "ทุกอย่างมันจบสิ้นไปแล้วด้วย.. การปล่อยวาง" ขอบคุณ OASIS ขอบคุณ Liam, Noel, Bonehead, Gem และ Andy ขอบคุณโลกที่ได้สร้างวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่วงนี้ขึ้นมา จขกท. รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมาก ที่ได้เกิดและเติบโตมาพร้อมกับวง OASIS ตั้งแต่เริ่มต้น คงเหมือนกับท่อนหนึ่งในบทเพลง Acquiesce ของวง ที่ร้องไว้ว่า "Because we need each other, We believe in one another, And I know we're going to uncover, What's sleepin' in our soul" พี่น้องกันมันตัดกันไม่ขาดหรอกครับ แฟนเพลงกับศิลปินก็ตัดกันไม่ขาดหรอก เพราะว่าพวกเรามัน "Mad fer it" อยู่แล้ว...



++ ปิดท้าย จขกท. ชอบ mini poster ที่เค้าแจกมากเลย (แบบในรูปครับ แอบจิ๊กรูปมาจากเพจ major ครับ) คุณภาพดี ใส่ซองพลาสติกใสมาให้ด้วย เดี๋ยวจะเอาไปใส่กรอบ เก็บไว้เป็น collection ศิลปินยุค 80's - 90's ของตัวเอง และเตรียมตัวกดตั๋วหนังสารคดีของน้อง Lisa ต่อเลย อิอิ อ้อ! Oasis: Don't Look Back in Anger จะฉายเพียงแค่ 3 วัน (รวมรอบในระบบ IMAX ด้วย) คือ 11 - 13 กันยายนนี้เท่านั้น ก่อนจะเข้าจอแก้ว น่าจะของ Disney+ นะครับ...
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่