สวัสดีครับ อยากขอคำปรึกษาและมุมมองจากเพื่อนสมาชิก ทั้งในแง่กฎหมายครอบครัวและจิตวิทยาชีวิตคู่ครับ
ผมกับภรรยาแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกันมา 10 ปี เราเริ่มจากศูนย์ทั้งคู่ ผมกำพร้าแต่เด็ก จบ ม.3 ภรรยาจบ ม.6 ช่วงแรกทำงานค่าแรงขั้นต่ำทั้งคู่ จนพยายามเรียนต่อและช่วยกันสร้างตัว ที่ผ่านมา 10 ปีใช้เงินกระเป๋าเดียวกัน ผมได้เงินเดือนมาจะโอนให้ภรรยาดูแลทั้งหมด ซื้อรถ 1 คันชื่อผมแต่ช่วยกันผ่อนจนหมด ไม่เคยคิดแยกเงินหรือแยกของใครของมัน
เข้าปีที่ 11 เราตกลงซื้อบ้าน 4 ล้าน รายได้ผมกู้คนเดียวผ่านสบายๆ ไม่ต้องมีคนค้ำ เหตุผลที่ผมเลือก กู้คนเดียว เพราะมองเรื่องความเสี่ยง:
1. ไม่อยากให้ภรรยาต้องมาผูกมัดกับภาระหนี้ หากวันหนึ่งผมมีปัญหาหรือหมดปัญญาผ่อน ภรรยาก็ไม่ต้องรับภาระตรงนี้
2. ผมทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อบ้านไว้ หากผมเป็นอะไรไป ประกันจะเข้ามาเคลียร์หนี้บ้านก้อนนี้ให้โดยที่ภรรยาผมไม่ต้องมารับภาระ เพราะถ้าให้เขาผ่อนคนเดียวไม่ไหวแน่ๆ
3. ผมตั้งใจไว้ว่าถ้าผ่อนหมดแล้วผมจะยกบ้านให้เป็นชื่อภรรยาเลย
*** แต่ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อผม อยากปลดหนี้ให้เร็ว จึงจ่ายโปะเพิ่มอีก 20–30% ทุกเดือน
ผลคือสภาพคล่องตึงตัว ค่าบ้าน ค่าน้ำมัน ค่าของใช้ในบ้านผมเป็นคนจ่ายหมด จนแทบไม่เหลือเงินโอนเข้าบัญชีภรรยาเหมือนเมื่อก่อน และบางมื้อผมต้องขอให้ภรรยาช่วยออกค่าข้าว ค่ากาแฟให้บ้าง
เวลาขอให้ช่วยจ่าย ภรรยาเริ่มมีท่าทีไม่พอใจและพูดทำนองว่า:
“ไม่เคยช่วยออกเลยนะ เงินเดือนก็ไม่โอนมา ยังจะมาขออีก”
พอเปิดใจคุยกันจริงๆ ถึงได้รู้ปมในใจ ภรรยาบอกว่า:
“ทั้งรถทั้งบ้านไม่ใช่ชื่อเราเลย เหมือนเราไม่มีสมบัติอะไรเป็นของตัวเองสักอย่าง”
ผมพยายามอธิบายว่าเราจดทะเบียนสมรสกัน ทรัพย์สินที่ซื้อหลังแต่งงานคือกฎหมายสินสมรส ยังไงเขาก็มีสิทธิ์ครึ่งหนึ่งตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนเขาก็ยังกังวลและรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี และสถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย
ผมอยากรบกวนถามมุมมองครับ:
1. การกู้คนเดียวเพื่อกันความเสี่ยงเรื่องหนี้ให้คู่ชีวิต เป็นวิธีคิดที่ถูกต้องไหม หรือในมุมความรู้สึกของภรรยา มันทำให้เขารู้สึกถูกตัดออกจากชีวิตคู่มากกว่า?
2. ผมควรไปทำเรื่องเพิ่มชื่อภรรยาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์/กู้ร่วม เพื่อความสบายใจของเขาไหม? (หรือมีข้อควรระวังทางกฎหมายและการเงินอย่างไร)
3. การที่ผมโหมโปะบ้านจนเงินตึง แล้วเปลี่ยนระบบเงินกะทันหัน คือจุดผิดพลาดที่ทำให้เขารู้สึกไม่มั่นคงใช่หรือไม่ ควรปรับแผนการเงินใหม่อย่างไรดี?
ขอบคุณทุกคำแนะนำล่วงหน้าครับ
แต่งงาน 10 ปี จดทะเบียนสมรส กู้ซื้อบ้านชื่อสามีคนเดียวเพื่อกันความเสี่ยงให้ภรรยา แต่ทำไมกลายเป็นปมสร้างความหมางใจ?
ผมกับภรรยาแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกันมา 10 ปี เราเริ่มจากศูนย์ทั้งคู่ ผมกำพร้าแต่เด็ก จบ ม.3 ภรรยาจบ ม.6 ช่วงแรกทำงานค่าแรงขั้นต่ำทั้งคู่ จนพยายามเรียนต่อและช่วยกันสร้างตัว ที่ผ่านมา 10 ปีใช้เงินกระเป๋าเดียวกัน ผมได้เงินเดือนมาจะโอนให้ภรรยาดูแลทั้งหมด ซื้อรถ 1 คันชื่อผมแต่ช่วยกันผ่อนจนหมด ไม่เคยคิดแยกเงินหรือแยกของใครของมัน
เข้าปีที่ 11 เราตกลงซื้อบ้าน 4 ล้าน รายได้ผมกู้คนเดียวผ่านสบายๆ ไม่ต้องมีคนค้ำ เหตุผลที่ผมเลือก กู้คนเดียว เพราะมองเรื่องความเสี่ยง:
1. ไม่อยากให้ภรรยาต้องมาผูกมัดกับภาระหนี้ หากวันหนึ่งผมมีปัญหาหรือหมดปัญญาผ่อน ภรรยาก็ไม่ต้องรับภาระตรงนี้
2. ผมทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อบ้านไว้ หากผมเป็นอะไรไป ประกันจะเข้ามาเคลียร์หนี้บ้านก้อนนี้ให้โดยที่ภรรยาผมไม่ต้องมารับภาระ เพราะถ้าให้เขาผ่อนคนเดียวไม่ไหวแน่ๆ
3. ผมตั้งใจไว้ว่าถ้าผ่อนหมดแล้วผมจะยกบ้านให้เป็นชื่อภรรยาเลย
*** แต่ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อผม อยากปลดหนี้ให้เร็ว จึงจ่ายโปะเพิ่มอีก 20–30% ทุกเดือน
ผลคือสภาพคล่องตึงตัว ค่าบ้าน ค่าน้ำมัน ค่าของใช้ในบ้านผมเป็นคนจ่ายหมด จนแทบไม่เหลือเงินโอนเข้าบัญชีภรรยาเหมือนเมื่อก่อน และบางมื้อผมต้องขอให้ภรรยาช่วยออกค่าข้าว ค่ากาแฟให้บ้าง
เวลาขอให้ช่วยจ่าย ภรรยาเริ่มมีท่าทีไม่พอใจและพูดทำนองว่า:
“ไม่เคยช่วยออกเลยนะ เงินเดือนก็ไม่โอนมา ยังจะมาขออีก”
พอเปิดใจคุยกันจริงๆ ถึงได้รู้ปมในใจ ภรรยาบอกว่า:
“ทั้งรถทั้งบ้านไม่ใช่ชื่อเราเลย เหมือนเราไม่มีสมบัติอะไรเป็นของตัวเองสักอย่าง”
ผมพยายามอธิบายว่าเราจดทะเบียนสมรสกัน ทรัพย์สินที่ซื้อหลังแต่งงานคือกฎหมายสินสมรส ยังไงเขาก็มีสิทธิ์ครึ่งหนึ่งตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนเขาก็ยังกังวลและรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี และสถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย
ผมอยากรบกวนถามมุมมองครับ:
1. การกู้คนเดียวเพื่อกันความเสี่ยงเรื่องหนี้ให้คู่ชีวิต เป็นวิธีคิดที่ถูกต้องไหม หรือในมุมความรู้สึกของภรรยา มันทำให้เขารู้สึกถูกตัดออกจากชีวิตคู่มากกว่า?
2. ผมควรไปทำเรื่องเพิ่มชื่อภรรยาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์/กู้ร่วม เพื่อความสบายใจของเขาไหม? (หรือมีข้อควรระวังทางกฎหมายและการเงินอย่างไร)
3. การที่ผมโหมโปะบ้านจนเงินตึง แล้วเปลี่ยนระบบเงินกะทันหัน คือจุดผิดพลาดที่ทำให้เขารู้สึกไม่มั่นคงใช่หรือไม่ ควรปรับแผนการเงินใหม่อย่างไรดี?
ขอบคุณทุกคำแนะนำล่วงหน้าครับ