สระแก้ว จังหวัดติด EEC แต่ทำไมรายได้เฉลี่ยต่อหัว น้อยสุดอันดับ 6 ของไทย /โดย ลงทุนแมน

สระแก้ว จังหวัดที่ประกบกลางด้วยปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และกัมพูชา

ด้านหนึ่ง ทั้งฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และปราจีนบุรี

https://www.facebook.com/share/p/19debisS1J/?mibextid=wwXIfr


2 จังหวัดนี้ เต็มไปด้วยนิคมอุตสาหกรรม โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ระดับประเทศ แถมเป็นจังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวเฉลี่ยสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของไทย

อีกด้านหนึ่ง สระแก้วติดชายแดนกัมพูชา ประตูสู่อินโดจีน ที่สามารถเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ 3 ประเทศรวมกัน ทั้งกัมพูชา ลาว และเวียดนาม

ฟังดูแล้ว สระแก้วควรเป็นทำเลทองของการค้าและการลงทุน แต่หากเจาะลึกเข้าไปนั้น เรื่องราวมันกลับตรงกันข้าม..

จากข้อมูล สศช. ปี 2567 เผยว่า สระแก้วมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว (GPP per capita) ราว 83,900 บาทต่อปี

นั่นหมายความว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ประชากร 1 คน มีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ราว 7,000 บาทเท่านั้น

ถือเป็นจังหวัดที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำที่สุด อันดับ 6 ของประเทศไทย

แล้วมันมีกำแพงอะไรที่ขวางกั้นศักยภาพของจังหวัดนี้อยู่บ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

สระแก้ว มีประชากรราว 683,000 คน มีพื้นที่ราว 7,200 ตารางกิโลเมตร เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่มากที่สุดในภาคตะวันออก ใหญ่เป็นอันดับที่ 27 ของไทย และอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียงราว 200 กิโลเมตร

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด หรือ GPP ของสระแก้ว ปี 2567 อยู่ที่ 57,315 ล้านบาท แบ่งเป็น
- ภาคเกษตรกรรม 24%
- ภาคอุตสาหกรรม 23%
- ภาคบริการ 53%

เริ่มที่ภาคเกษตรกรรม โดยพื้นที่ราว 55% ของจังหวัดยังคงเป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยในจำนวนนี้กว่า 80% เป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก.

โดยเป็นที่ดินที่รัฐบาลจัดสรรเพื่อให้เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองใช้ประโยชน์ เพื่อการเกษตรกรรมเท่านั้น

พูดง่าย ๆ คือ เกษตรกรส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

เพราะไม่สามารถนำไปค้ำประกันกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไป เพื่อนำเงินมาลงทุนต่อยอดเทคโนโลยีการเกษตรได้ ส่งผลให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มได้ยาก

สอดคล้องกับภาพพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดคือ พืชไร่ ที่มีราคาผันผวนตามตลาดโลก และมีมูลค่าเพิ่มต่ำ
อย่าง ข้าว มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ซึ่งนอกจากเรื่องภูมิประเทศ สภาพดินและสภาพอากาศของจังหวัดที่เหมาะสมแล้ว
พืชเหล่านี้ยังตอบโจทย์เกษตรกรส่วนใหญ่ที่มีข้อจำกัดเรื่องเงินทุน ตรงที่ใช้เงินลงทุนน้อยกว่า และมีรอบเก็บเกี่ยวสั้น ๆ เพียง 4-12 เดือน ซึ่งช่วยสร้างสภาพคล่องและหมุนเวียนเงินสดได้เร็วกว่าด้วย

ต่อมาภาคอุตสาหกรรม เกี่ยวเนื่องกับพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัด โดยกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจแปรรูปสินค้าเกษตรขั้นต้น อย่างเช่น โรงสีข้าว โรงงานแป้งมันสำปะหลัง และโรงงานน้ำตาล

จะเห็นว่า อุตสาหกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มได้ต่ำ ต่างจากจังหวัดข้างเคียงที่มีอุตสาหกรรมมูลค่าสูงกระจุกตัวอยู่

อย่างฉะเชิงเทรา ที่โดดเด่นในอุตสาหกรรมยานยนต์ การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และระบบโลจิสติกส์
หรือปราจีนบุรี ที่เป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า

ซึ่งแทบไม่มีมิติการเชื่อมโยงกันในมุมห่วงโซ่การผลิตกับสระแก้ว ทั้งที่เป็นอีกหนึ่งบานประตูส่งออกสู่อินโดจีน ไม่ว่าจะเป็น กัมพูชา ลาว และเวียดนาม

เมื่อไม่มีอุตสาหกรรมการผลิตเพิ่มมูลค่าสูง ก็ไม่มีแรงดึงดูดแรงงานทักษะสูงเข้ามาในจังหวัด

รวมไปถึงเกิดแรงงานสมองไหล เลือกย้ายไปทำงานในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดข้างเคียง ที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจมากกว่า ซึ่งส่งผลลบต่อเศรษฐกิจของสระแก้วอีกด้วย

สุดท้ายภาคบริการ โดยหลัก ๆ เป็นการพึ่งพาเงินงบประมาณภาครัฐ ผ่านการบริหารราชการ การศึกษา
และสาธารณสุข ซึ่งตรงนี้มีสัดส่วนสูงถึง 37% ของภาคบริการทั้งหมด

ความน่าสนใจคือ การค้าชายแดนระหว่างกัมพูชา

โดยสระแก้วนั้นถือเป็นจังหวัดเป้าหมายที่อยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558

มีอำเภออรัญประเทศ เป็นที่ตั้งของด่านการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

ตลาดโรงเกลือ ที่อยู่ติดกับจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก แหล่งค้าขายสินค้ามือสองและสินค้าอุปโภคบริโภค

โดยเรามักได้ยินตัวเลขมูลค่าการค้าหลักแสนล้านบาทต่อปี ที่ผ่านจังหวัดนี้  

ซึ่งหลัก ๆ แล้ว ถูกสะท้อนผ่านการขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์ การขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า คิดเป็นสัดส่วนรวมกัน 30% ของภาคบริการทั้งหมดเท่านั้น หรือเป็นเม็ดเงินไม่เกิน 10,000 ล้านบาท

หลายคนอาจพอเริ่มนึกออก..

สินค้าส่งออกมูลค่าสูงส่วนใหญ่ อย่างเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ สินค้าอุตสาหกรรม รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภค และอาหารแปรรูป ผลิตจากฐานการผลิตอื่น โดยเฉพาะฉะเชิงเทราและปราจีนบุรี และเพียงแค่ใช้สระแก้วเป็นเส้นทางผ่านไปยังปลายทางเท่านั้น

ส่งผลให้มูลค่าที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในพื้นที่จังหวัดน้อย ซึ่งประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์เพียงจากงานบริการมูลค่าไม่ได้สูง อย่างเช่น แรงงานรับจ้าง ค้าขายรายย่อย หรือการขนส่งระยะสั้น เท่านั้น

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาในปี 2568 ส่งผลให้ด่านอรัญประเทศถูกสั่งปิด และยังไม่มีกำหนดเปิดจนถึงปัจจุบัน (07/09/2569) ทำให้การค้าชายแดนของจังหวัดซบเซาลง

รวมไปถึง ปัญหาเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พนันออนไลน์ สแกมเมอร์ และค้ามนุษย์ ตามแนวชายแดน สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของจังหวัดตามมาอีกด้วย

ไม่ว่าจะเป็น การที่นักท่องเที่ยวและนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น การหลบหนีเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย ขาดแคลนแรงงานข้ามชาติ

ซึ่งภาครัฐเองต้องใช้งบประมาณไปกับการแก้ปัญหาในส่วนนี้ แทนที่จะได้นำมาใช้พัฒนาและกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัด

ถึงตรงนี้ ก็น่าจะเห็นภาพมากขึ้นว่า มีกำแพงอะไรที่ขวางกั้นศักยภาพของสระแก้วอยู่บ้าง

ทั้งนี้หากมองอีกด้านหนึ่ง สระแก้วก็ยังมีจุดแข็งเฉพาะตัวหลายอย่าง ที่สามารถนำมาต่อยอดทางเศรษฐกิจได้

โดยจังหวัดนี้มีสินค้า GI สินค้าที่มาจากแหล่งผลิตเฉพาะเจาะจง หรือมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่เปรียบเสมือน ตราแบรนด์ของท้องถิ่น

อย่างมะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว ที่เนื้อสีเหลืองอมส้มและเมล็ดลีบ เป็นที่ต้องการของตลาด
ชมพู่คลองหาด ที่เนื้อแน่นกรอบหวาน เป็นสินค้าเด่นประจำจังหวัด

แถมสระแก้วยังเป็นหนึ่งในฐานการเลี้ยงโคเนื้อและโคนมที่สำคัญของภาคตะวันออก รวมไปถึงการมีพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์ และเกษตรกรที่ผ่านมาตรฐาน GAP รวมกันหลายพันราย  

นอกจากนี้ ยังมีธรรมชาติที่หลากหลาย ตั้งแต่น้ำตกและอุทยานแห่งชาติ ไปจนถึงพื้นที่ราบเชิงเขาที่เหมาะกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

และจากจุดเด่นเรื่องทำเลของสระแก้วนั้น การปั้นศูนย์กลางการแพทย์ชายแดน และ Wellness Tourism เพื่อดึงเม็ดเงินจากกลุ่มคนมีกำลังซื้อชาวกัมพูชา ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจ

เพราะ สระแก้ว มีขุมทรัพย์ใกล้ ๆ อย่างเมืองปอยเปตที่ติดชายแดน และมีเมืองใหญ่อย่าง พระตะบอง ห่างออกไปเพียงร้อยกว่ากิโลเมตร

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ สามารถเป็นฐานที่ต่อยอดสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้

ปัญหาของสระแก้วนั้น อาจเหมือนหลาย ๆ จังหวัดของไทย ที่เผชิญอยู่ในตอนนี้..

ภาคเกษตรกรรมยังพึ่งพาการขายวัตถุดิบ ภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นการแปรรูปขั้นต้น
ขณะที่การค้าชายแดนมูลค่ามหาศาล ก็มีสินค้าจำนวนมากที่เพียงแค่ผ่านจังหวัดไปเท่านั้น

สุดท้ายแล้ว โจทย์สำคัญคงจะเป็น ทำอย่างไรให้สระแก้วกลายเป็นจังหวัดที่สร้างมูลค่าในตัวเองให้ได้

ทั้งการยกระดับเกษตรกรให้ผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูงขึ้น ดึงอุตสาหกรรมและ Supply Chain จากฉะเชิงเทราและปราจีนบุรี เข้ามาเชื่อมโยง

พัฒนาศูนย์โลจิสติกส์ คลังสินค้า และธุรกิจบริการชายแดน เพื่อให้เม็ดเงินตกอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดได้มากขึ้น รวมไปถึงการกู้ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและนักลงทุนจากปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

ซึ่งหากค่อย ๆ ไล่บนแผนที่ประเทศไทย อาจมีจังหวัดนอกสายตาอีกมาก ที่กำลังรอวันปลดล็อกศักยภาพ ไม่ใช่แค่สระแก้วเท่านั้น..

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่