[ รีวิวหนังดี ] Hope (2026)



++ "บางครั้งความชิหาย มันก็เกิดจากความไม่รู้เหนือรู้ใต้ของคนเพียงคนเดียว" Hope เป็นหนัง Sci-Fi Action/Investigation Thriller ฟอร์มยักษ์สัญชาติเกาหลีใต้ ที่มี Na Hong-jin อดีต producer เรื่อง ร่างทรง (2021) รับหน้าที่ทั้งกำกับ เขียนบท และเป็น co-producer ด้วย (เป็นการกลับมากำกับหนังอีกครั้งในรอบ 10 ปีของเขา หลังจาก The Wailing (2016) เป็นเรื่องสุดท้าย) แค่ดูจากตัวอย่างหนังก็น่าสนใจแล้ว เพราะแม้เกาหลีจะทำหนังแนวซอมบี้ได้ดี แต่ระยะหลัง ๆ มันเริ่มซ้ำและช้ำแล้ว มาเรื่องนี้ฉีกแนวไปเป็นเอเลี่ยน มนุษย์ต่างดาวซะเลย อืม! น่าสนใจดีเหมือนกันครับ ด้วยทุนสร้างที่ใช้ไปมหาศาลเกือบ ๆ 1,500 ล้านบาท สูงสุดในประวัติศาสตร์หนังเกาหลี ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ จขกท. คาดหวังและจับตามองเป็นอย่างมาก...



++ หนังเล่าเรื่องของ ผู้กำกับ Hwang Jung-min (Beom Seok) หัวหน้าตำรวจแห่งหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่สวยงาม ตั้งอยู่ริมทะเลสาบโฮปในเกาหลีใต้ วันหนึ่งเขาได้รับแจ้งจากกลุ่มนายพรานล่าสัตว์ ว่าได้พบกับเหตุการณ์ประหลาด ก็คือวัวตัวใหญ่ตัวหนึ่งถูกสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถระบุได้ฆ่าตายแบบสยดสยอง เขาจึงรีบรุดไปดู โดยพวกนายพรานสันนิษฐานว่าสัตว์ที่ฆ่ามันคือเสือ หากแต่ในเวลาต่อมา เมื่อเขาเดินทางกลับไปในหมู่บ้าน กลับพบว่าได้เกิดเหตุร้ายแรง เมื่อสิ่งมีชีวิตลึกลับ ได้บุกเข้าไปถล่มหมู่บ้านและฆ่าคนตายไปเป็นจำนวนมาก จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผกก. Jung-min ต้องร่วมมือกับตำรวจหญิงใจกล้าอย่าง Sung Ae (Hoyeon) และชาวบ้านในหมู่บ้าน เพื่อไขปริศนาและรักษาชีวิตของทุกคนให้รอดพ้นจากความตาย...



++ บอกก่อนว่าหนังเรื่องนี้ จขกท. ดูในระบบ DVA แบบภาคไทย ที่เอสพลานาด รัชดาฯ หลังดูหนังจบ จขกท. รู้สึกว่ามีหลายอย่างในหนังที่ผิดไปจากที่คาดคิดก่อนที่ตัวเองจะเข้าไปดูอย่างมาก อย่างแรกเลย คือ ตัวหนังมีความเป็นแนว investigation มากพอ ๆ กับความเป็นแนว action ก็ถึงว่าหนังยาวตั้ง 160 นาที ถ้าเป็นแต่แนว action คงเหนื่อยกันน่าดูทีเดียว ต่อมาก็คือเรื่องของมุกตลกในหนัง ก่อนดูก็ได้อ่านบทวิจารณ์จาก reviewers มาหลายท่าน ก็มีการพูดถึงเรื่องมุกตลกพอสมควร แต่พอได้ดูแล้วก็พบว่า มุกตลกนั้นมันมีเยอะกว่าที่คิดเอาไว้ เรียกว่ามากันทุกช่วงยันหนังจบเลยทีเดียว เอาเป็นว่าถ้าจะใส่ Genre เพิ่มเป็นแนว comedy ด้วยก็คงไม่แปลก มุกตลกในเรื่องจะเป็นสไตล์ตลกร้าย ตลกหน้าตาย มุกรับส่งโบ๊ะบ๊ะแบบนี้ ด้วยความที่มันเป็นมุกที่ related กับตัวหนัง เลยทำให้แม้จะมีเยอะแต่ไม่น่าเกลียด ถามว่ามุกตลกทำงานมั้ย ก็ต้องบอกว่าจากเสียงหัวเราะในโรงหนังตอนที่ดู ก็บอกได้ว่าทำงานได้ดีครับ คนดูตลกกับมุกดีครับ อีกสิ่งหนึ่ง จขกท. ไม่ได้คิดว่าหนังเรื่องนี้มันจะเป็นหนังที่ย้อนยุคไปในช่วงปีน่าจะ 60's ถึง 80's ประมาณนั้น ดูจากเสื้อผ้าหน้าผม ข้าวของเครื่องใช้ คำโฆษณาอะไรต่าง ๆ (หนังไม่ได้บอกช่วงเวลาในการเกิดเหตุการณ์ที่ชัดเจน) แต่หนังช่วงแรกจะมีป้ายหรือคำพูดที่พูดถึงการต่อต้านเกาหลีเหนือ การแจ้งเบาะแสสายลับ ต่าง ๆ นานา ตรงนี้เป็นสัญญะเรื่อง period และปัญหาที่เกิดของเรื่องราวได้ดี...



++ สิ่งที่โดดเด่นและหนังได้โฆษณาตัวเองไว้มาก คือ เรื่องของงาน CGI และ VFX ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยสตูดิโอชื่อดังอย่าง Westworld ที่เคยผลิตงานให้ Exhuma (2024) มาแล้ว โดยเฉพาะการออกแบบรูปลักษณ์ของมนุษย์ต่างดาว ที่ต้องใช้ดีไซน์เนอร์ 12 คน ทำงานร่วมกันกว่า 7 ปี กว่าจะได้ออกมาเป็นอย่างที่เราได้ดูกันในทุกวันนี้ แล้วงาน CGI ในหนังเรื่องนี้ เขาใช้รูปแบบ Motion Capture คือ ใช้คนแสดงจริง ๆ ก่อนที่จะเอาไปสร้างเป็นร่าง แบบเดียวกับ Avatar ไม่ได้ใช้ CGI สร้างขึ้นมาทั้งหมด แล้วเขาเลือกให้นักแสดงตะวันตกมารับบทเอเลี่ยน เพื่อการแยกกันอย่างชัดเจนในทางความรู้สึกระหว่างมนุษย์กับเอเลี่ยน ว่าเราอยู่คนละสปีชี่ส์กันนะ ภาพรวมทำออกมาได้ดี เรื่องรูปแบบก็สมกับที่คิดกันมานานเป็นอย่างดี แม้ จขกท. คิดว่ามันจะมีกลิ่นอายของ Avatar อยู่มากเหมือนกัน ภาพรวมในส่วนนี้ จขกท. ให้ความชอบไว้ที่ 80% แล้วกันครับ เพราะต้องยอมรับว่ามันยังมีความลอยและไม่เนียนในระดับที่เห็นได้ชัดเจนในบางส่วน (ในบางส่วนเท่านั้น) แต่ถือว่ามีแผลให้เห็นได้ชัด ตรงนี้เทียบกับงบประมาณที่ใช้ไปนะครับ ส่วนที่ดีมาก ๆ ของงาน CGI คือ ภาพของยานแม่ ที่เราได้เห็นไปในตัวอย่าง ทำออกมาได้อลังการดี ดูมีความแตกต่างจากหนังเรื่องอื่น ๆ ตรงนี้ยิ่งดูในจอชัด ๆ ใหญ่ ๆ ยิ่งสวยครับ...



++ การเล่าเรื่องทำได้สมูทดี แม้ทุกอย่างจะดูเหมือนขาดที่มาที่ไป (พอดูถึงตอนจบก็เป็นไปได้ว่าหนังอาจจะมีภาคต่อ) แม้กระทั่งการอธิบายถึงตัวเอเลี่ยนก็ไม่ได้มีความชัดเจน แต่ภาพรวมการเล่าเรื่องที่ลื่นไหล สลับตัดกับมุกตลกโบ๊ะบ๊ะ ก็ทำให้หนังดูสนุก ดูได้เรื่อย ๆ ฉาก action จริง ๆ ทำได้ดี มันส์มาก เป็นการไล่ล่ามนุษย์ของเอเลี่ยนที่มีความโหด เดือดดาลมาก ในขณะเดียวกันการสู้กลับของมนุษย์ก็ทำได้สะใจดี แบบว่ากรูจะสู้กับมะรึง แม้รู้ว่าสู้ไม่ได้ กรูก็จะสู้อะไรประมาณนี้ครับ ตัวหนังเดินเรื่องผ่านเส้นเรื่องหลัก 2 เส้นครับ คือ เส้นเรื่องของทีมตำรวจกับชาวบ้านที่ต้องต่อสู้กับเอเลี่ยนในเขตตัวเมือง กับเส้นเรื่องของทีมนายพรานที่เข้าป่าไปตะบันกับเอเลี่ยน ที่มีซีนขี่ม้านั่นแหละครับ ภาพรวมด้านบท การเล่าเรื่อง การตัดต่อก็ถือว่าใช้ได้ครับ สนุกทั้ง 2 เส้นเรื่องเลย...



++ สิ่งที่อยากพูดถึงอีกอย่าง คือ งานภาพ หนังเรื่องนี้ใช้ทีมผู้กำกับภาพเดียวกันกับ Parasite (2019) งานภาพออกมาสวยครับ มีทั้งงาน wide shot งาน bird's eye view shot สวย ๆ และซีนต่อสู้ที่ถ่ายในแบบ long take สวย ๆ มันส์ ๆ งานภาพจึงถือว่าเป็นจุดเด่นของหนังเรื่องนี้ พาร์ทงานดนตรีประกอบและซาวด์ประกอบต่าง ๆ ก็เป็นฝีมือของ Michael Abels ที่เป็น composer และ producer ฝีมือดีมาก มีผลงานจากหนังมากมาย เช่น Get Out (2017), Us (2019) และ Nope (2022) เป็นต้น โดยภาพรวมดีครับ มิกซ์เสียงออกมาได้กระหึ่มเร้าใจดี ยิ่ง จขกท. ดูในระบบ Atmos แล้ว ยิ่งกระแทกเสียงได้ตุ๊บตั๊บสะใจดีครับ...



++ งาน settings นอกจากการถ่ายทำในเกาะเชจู ประเทศเกาหลีใต้แล้ว ฉากในป่านั้น ทีมงานได้ขนกันไปถ่ายทำถึง อุทยานแห่งชาติ Retezat ในประเทศโรมาเนีย กว่า 200 ชีวิต เพราะเป็นสถานที่ ๆ ให้แสงสว่างในตอนกลางวัน ที่แสงและเงาฉายผ่านต้นไม้ในป่าได้อย่างภาพที่ ผกก. ต้องการ ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง ฉากขี่ม้าหนีเอเลี่ยนในป่า คือ MVP ของหนังจริง ๆ มันได้อารมณ์มากเลยครับ สะใจ...



++ ด้านงานแสดง จขกท. คิดว่าแคสติ้งเรื่องนี้ดีนะครับ การแสดงของแต่ละคนมันจะมีความ overacting ในตัวเอง เหมือนเป็นความตั้งใจของ ผกก. ให้แต่ละคนเล่นใหญ่เล่นโตเข้าไว้ คือ มันเป็นการล้อไปกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า คือ เอเลี่ยนตัวเบ้อเร่อ ดังนั้น เพื่อไม่ให้จม นักแสดงก็ต้องใหญ่ตามไปด้วย ประกอบกับมุกตลกร้ายหน้าตายโบ๊ะบ๊ะที่ถูกปล่อยออกมาเรื่อย ๆ มันจึงเป็นการแสดงที่ตั้งใจให้ออกมาเป็นแนว exaggeration แบบนี้ครับ จขกท. ชอบการแสดงของ Beom Seok มาก เหมือนเขาเป็นตัวแบกเรื่อง บุคลิก ท่าทาง กวน ๆ เล่นได้ดีครับ เช่นกับสาว Hoyeon จากซีรีย์ Squid Game เธอเล่นหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกนะครับ ชอบบุคลิกสาวมั่น สาวกล้า ของเธอมาก ในเรื่องเธอต้องเป็นคนขับรถไล่ล่า ซึ่งเธอต้องฝึกขับรถแบบนี้กว่า 6 เดือนก่อนจะมาเข้าฉาก ส่วนนักแสดงประกอบอื่น ๆ ก็มีส่วนสำคัญให้หนังสนุก โดยเฉพาะพวกลุง ๆ ในหมู่บ้านที่เรียกเสียงหัวเราะได้หลายฉากเลยครับ...



++ สรุปได้ว่าหนังเรื่อง Hope เป็นหนังเกาหลีฟอร์มใหญ่ ที่ใหญ่โตมโหฬารจริง หนังสนุก เล่าเรื่องลื่นไหล มีหลายอารมณ์ มีหลายความรู้สึก ภาพรวมจึงไม่น่าเบื่อ การแสดงก็ดี เป็นหนังที่ควรดูในจอดี ๆ ใหญ่ ๆ แบบ IMAX, GLS หรือ DVA อะไรแบบนี้ จะได้ความสุดยอดมากครับ แล้วดูเหมือนว่าหนังจะมีภาคต่อได้อีกครับ...
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่