พระสมเด็จพระพุทธบาทปิลันทน์ ประวัติการสร้างอย่างละเอียด ฉบับแก้ไขคำผิดและเรียบเรียงใหม่แล้วครับ

เนื่องจากต้นฉบับในเน็ต เนื้อหาวกวนคำผิดก็เพียบเหมือนใช้เอไอเขียน ผมเลยแก้ไขและเรียบเรียงให้ใหม่แล้วมาลงในนี้เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นต่อไปครับ


อันนี้พระผมเองครับ 🙂






ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด เสนีวงศ์)แห่งวัดระฆังโฆษิตาราม กทม และประวัติการสร้าง พระสมเด็จพระพุทธบาทปิลันทน์.


         หม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ ทัด เสนีวงศ์ ประสูติเมื่อวันพุธ แรม ๙ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๖๕ พระราชบิดาของท่านคือ พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าแตง กรมหลวงเสนีบริรักษ์ (ต้นสกุล เสนีวงศ์) โดยมีหม่อมบุญมาเป็นพระราชมารดา มีเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข อุปราชวังหลังในรัชกาลที่ ๑ เป็นพระอัยกา (ปู่)  และมีเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี พระน้องนางของรัชกาลที่๑ เป็นพระปัยยิกา (ย่าทวด) ของท่าน


           มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับประวัติของท่านในช่วงต้นๆ ก่อนที่จะทรงบรรพชาเป็นสามเณร ซึ่งบันทึกไว้โดยพระเทพญาณเวที (ละมูล สุตาคโม) เมื่อครั้งยังเป็น พระราชธรรมภาณี ไว้ โดยนำมาลงไว้เพื่อเป็นข้อมูลดังนี้


      “เมื่อผู้เขียนสมัยที่ยังเป็นเด็กยังไม่ได้บวชเณร เคยได้ฟังมาจากโอษฐของหม่อมเจ้าหญิงสืบ พระธิดาในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ (พระองค์เจ้าเกต) รับสั่งเล่าถึงเรื่องสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แล้วเลยรับสั่งถึงหม่อมเจ้าพระสมเด็จพุฒาจารย์ (ทัด เสนีวงศ์) ต่อไปให้พวกผู้ใหญ่ฟัง ซึ่งผู้เขียนก็ฟังอยู่ในที่นั้นด้วยเพราะมีหน้าที่คอยตำหมากถวาย โดยท่านรับสั่งเล่าว่า


         “หม่อมเจ้าพระสมเด็จฯ องค์นี้ เมื่อเป็นฆราวาสได้ไปสู่ขอกุลสตรีผู้หนึ่ง บิดามารดาทางฝ่ายหญิงเขาติว่ารูปร่างขี้ริ้วและเป็นเจ้าจน ๆ ท่านเสียพระทัยมากจึงได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม”


         โดยปกติคนทั่วไปก็มักจะทำพิธีบวชที่วัดใกล้บ้านของตน แต่หม่อมเจ้าทัดเป็นราชวงศ์ จึงต้องทำพิธีบรรพชาที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แทนที่จะเป็นวัดระฆังฯ ต่อมา หลังจากที่ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรแล้ว ท่านก็ไปเล่าเรียนกับพระมหาโต ที่วัดระฆังฯ จนอายุครบอุปสมบทในปี พ.ศ. ๒๓๘๕ จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตามโบราณราชประเพณี มีสมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ ส่วนสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ซึ่งในตอนนั้นท่านยังเป็น “พระมหาโต เปรียญ ๖” เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลังจากท่านอุปสมบทแล้วได้มาประทับอยู่ที่วัดระฆังโฆสิตารามตามเดิม ทรงศึกษาด้านพระธรรมวินัย สมถกรรมฐานและวิปัสสนาธุระกับพระอาจารย์มหาโตแต่เพียงผู้เดียว


        พอถึงปีพ.ศ. ๒๓๙๒ ได้สอบพระปริยัติธรรมซึ่งจัดที่สนามสอบวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ได้เป็นเปรียญธรรม ๓ ประโยค และในปี พ.ศ. ๒๔๐๔ ได้สอบอีกที่สนามสอบวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้เพิ่มอีก ๔ ประโยค รวมเป็นเปรียญธรรม ๗ ประโยค


พระราชทินนาม “พระพุทธุปบาทปิลันทน์”


        อันนามสัญญาบัตรที่ “พระพุทธุปบาทปิลันทน์” นี้ เป็นราชทินนามหนึ่งในราชทินนามที่พระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมาพระราชทานเฉพาะแด่พระราชวงศ์ ซึ่งสมณศักดิ์ที่พระราชทาน (บางส่วน) มีดังนี้คือ


          “พระศีลวราลังการ,พระญาณวราภรณ์ ,พระสังวรประสาธน์ ,พระพุทธุปบาทปิลันทน์ ,พระธรรมุณหิศธาดาพระอรุณนิภาคุณากร, พระประภากรบวรสุทธิวงศ์ ,พระราชพงษ์ประฎิพัทธ,พระราชพันธุประพัทธ์ ,พระสถาพรพิริยพรต ,พระศรีสุคตคัตยานุวัตร ,พระราชานุพัทธมุนี ฯลฯ”
ที่มา:พระมหาปกรณ์ จัดไธสง, “การศึกษาราชทินนามของพระราชาคณะในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์” (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๑) หน้า๑๒๘
        โดยหม่อมเจ้าทัด ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะที่ หม่อมเจ้า “พระพุทธุปบาทปิลันทน์” ในปี พศ. ๒๔๐๗ นั่นเอง


         มีข้อมูลชีวประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) จากบันทึกของ มหาอำมาตย์ตรีพระยาทิพยโกษา (สอน โลหะนันทน์) ได้บันทึกคลาดเคลื่อนไปเล็กน้อย ดังนี้
            “ในปลายปีมะเมีย โทศก (พ.ศ. ๒๔๑๔) นี้มา สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้มีลายลิขิตแจ้งแก่กรมสังฆการีว่า จะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเลื่อนชั้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะกิตติมศักดิ์ ด้วยเหตุว่าท่านชราภาพมากแล้ว ไม่สามารถรับราชการเทศน์และสวดฉันในพระบรมราชวังได้                        ในหลวงรัชกาลที่ ๕ จึงทรงพระมหากรุณาโปรดพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามนั้น และได้ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาหม่อมเจ้าทัด ขึ้นเป็นพระราชาคณะรองเจ้าอาวาสวัดระฆัง พระราชทานพระสุพรรณบัฏมีราชทินนามว่า หม่อมเจ้าพระพุทธุปบาทปิลันทน์ มีนิตยภัตรเดือนละ ๑๖ บาท  เป็นผู้ช่วยดูแลกิจการในวัดระฆังต่อไป”
         ซึ่งในข้อความในช่วงท้ายๆ ที่ว่า ท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็น หม่อมเจ้าพระพุทธุปบาทปิลันทน์ นั้น คงเป็นข้อความที่คลาดเคลื่อน เพราะท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์มาตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๔๐๗ แล้ว


        ท่านได้ทำหน้าที่ผู้ปกครองวัดระฆังแทนสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้เพียงปีเศษ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ก็มรณภาพลงในปี พ.ศ. ๒๔๑๕ ตรงกับสมัยต้นรัชกาลที่ ๕ ท่านจึงได้เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ สืบต่อมา จนกระทั่ง อีก ๒๓ ปีต่อมา ถึงปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ท่านก็ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่ “หม่อมเจ้าพระพุทธุปบาทปิลันทน์พระธรรมเจดีย์ กระวีวงษนายก ตรีปิฎกบัณฑิตย มหาคณฤศร บวรสังฆาราม คามวาสี” ดำรงตำแหน่งเสมอ พระธรรมเจดีย์
       ในปี พ.ศ. ๒๔๓๕ ท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองฝ่ายเหนือที่ “หม่อมเจ้าพระพิมลธรรม์ มหันตคุณ วิบุลปรีชาญาณนายก ตรีปิฎกคุณาลังการภูษิต อุตรทิศคณฤศร บวรสังฆาราม คามวาสี” และย้ายไปครองวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร
       ในปีพ.ศ. ๒๔๓๗ ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เจ้าคณะฝ่ายอรัญวาสีและเป็นเจ้าคณะใหญ่ในคณะกลางที่ “หม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ อเนกสถานปรีชา สัปตวิสุทธิจริยาสมบัติ นิพัทธธุตคุณ สิริสุนทรพรตจาริก อรัญญิกมหาปรินายก ตรีปิฎกโกศล วิมลมัชฌิมคณฤศร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญญวาสี” สถิต ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร
        หม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด เสนีวงศ์) ท่านสิ้นชีพิตักษัยด้วยพระโรคชรา เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๗ ปีชวด ตรงกับวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๓ เวลาบ่าย ๒ โมงเศษ สิริชันษา ๗๗ ปี ๒๔๔ วัน


การสร้างวัตถุมงคลและความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับ “พระสมเด็จปิลันทน์”


        ในวงการพระเครื่อง มีความเชื่อในเรื่องเกี่ยวกับพระเครื่องของพระพุทธุปบาทปิลันทน์ หรือที่วงการพระเครื่องเรียกว่า “พระปิลันทน์” หรือ “พระสมเด็จปิลันทน์” นั้น เชื่อกันว่าสร้างในปี พ.ศ. ๒๔๐๗ ซึ่งเป็นปีที่ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระพุทธุปบาทปิลันทน์” จากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ และโดยที่ ในช่วงปีดังกล่าว สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ยังทรงขันธ์อยู่ จึงสันนิษฐานว่า พระพุทธุปบาทปิลันทน์ มิได้ทรงสร้างพระสมเด็จปิลันทน์โดยลำพังพระองค์เดียว หากอาราธนาให้เจ้าประคุณสมเด็จฯ ผู้เป็นพระอาจารย์ตั้งแต่ท่านยังเป็นสามเณรน้อยอยู่ ร่วมสร้างด้วย


        มีอีกความเชื่อได้ระบุว่า ภายหลังจากที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้สร้างพระสมเด็จมาแล้ว ๒ ปี หม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด เสนีวงศ์) ทรงสร้างพระเครื่องของท่านขึ้นมาบ้าง เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๑


       บางครั้งมีการเรียกขานว่า พระสมเด็จปิลันทน์ ว่า “พระสองสมเด็จ” เนื่องด้วย ได้รับการสร้างโดย “สมเด็จพระราชาคณะ” สองพระองค์ และสมเด็จทั้งสององค์นั้นดำรงสมณศักดิ์เดียวกันอีกด้วย โดย พระพุทธุปบาทปิลันทน์นั้น ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็น สมเด็จพระพุฒาจารย์ ในปีพศ. ๒๔๓๗


มวลสารและเนื้อหา


         “พระสมเด็จปิลันทน์” นั้นเป็นพระเนื้อผงผสมผงใบลานเผาและเชื่อกันว่าท่านพระพุทธุปบาทปิลันทน์ได้ขอผงวิเศษห้าประการของเจ้าประคุณสมเด็จฯ มาเป็นผสมเป็นหลักของมวลสารด้วยโดยปลุกเสกด้วยคาถาชินบัญชรตามสูตรต้นตำรับของวัดระฆัง ด้วยความที่ถูกสร้างพระหลายครั้งในระยะเวลาร่วม ๒๐ ปี ส่วนผสมจึงไม่คงที่ ทำให้พระปิลันทน์ที่ผสมผงใบลานเผาจึงมีหลายสี ตั้งแต่ดำ เทาเขียว น้ำตาล และมีทั้งบรรจุกรุและไม่บรรจุกรุ


     ส่วนพระสมเด็จปิลันทน์ที่มีสีขาวนั้นเป็นพระที่ไม่ผสมผงใบลานและไม่บรรจุกรุ พระพุทธุปบาทปิลันทน์ท่านได้สร้างไว้จำนวนน้อยและเป็นของหายาก องค์งาม ๆ จะมีเนื้อคล้ายพระสมเด็จวัดระฆังทีเดียว (แต่อาจโดนตีเป็นเก๊ได้ เพราะเซียนบางคนไม่เคยเห็น)


พุทธศิลป์


        ในเรื่องแบบพิมพ์ พระพุทธุปบาทปิลันทน์ได้คิดรูปแบบการสร้างพระปิลันทน์ขึ้นใหม่เป็น ๓ แบบดังนี้
๑. ยังคงใช้พิมพ์สี่เหลี่ยมชิ้นฟัก เพียงแต่ย่อส่วนให้มีขนาดเล็กลง แต่ยังคงสัดส่วน ๓ ต่อ ๒ เช่น พิมพ์ปฐมเทศนาและพิมพ์สี่เหลี่ยมครอบแก้ว ส่วนฝีมือช่างน่าจะเป็นช่างชาวบ้านแถวบ้านช่างหม้อที่อยู่ใกล้วัด
๒. พิมพ์ทรงยังเป็นสี่เหลี่ยมชิ้นฟัก แต่ใช้กรอบกระจกแทน อาจเป็นต้นแบบให้กับวัดท้ายตลาดที่สร้างขึ้นภายหลังก็เป็นได้ เป็นรูปแบบที่พัฒนาเพิ่มเติมจากแบบแรก พิมพ์ที่มีได้แก่ พิมพ์ปรกโพธิ์  พิมพ์โมคคัลลาน์สารีบุตร ที่มีความสวยงามกว่าแบบแรก แต่น่าจะเป็นช่างราษฎรเหมือนกันเพียงแต่ใส่ลวดลายลงไปในพิมพ์และน่าจะเป็นช่างคนละชุดกับแบบแรก
๓. ใช้รูปแบบพิมพ์โบราณที่เลียนลักษณะนิ้วมือทั้งห้า พิมพ์ครอบแก้วใหญ่เหมือนนิ้วโป้ง พิมพ์ซุ้มประตูเหมือนนิ้วกลาง พิมพ์เปลวเพลิงใหญ่เหมือนนิ้วชี้หรือนิ้วนาง ส่วนพิมพ์ครอบแก้วเล็กเปลวเพลิงรัศมีเล็กเปรียบเสมือนนิ้วก้อย พระชุดนี้มีความสวยงามที่ขนาดกะทัดรัดและลวดลายศิลปะในพิมพ์องค์พระไม่ใช่ปางสมาธิแต่เป็นพิมพ์อื่นที่เรียกว่าปางห้ามแก่นจันทร์บ้าง ลีลาบ้าง ส่วนช่างน่าจะเป็นช่างราษฎรไม่ใช่ช่างหลวง เพราะองค์พระและเส้นสายยังตื้นแต่เป็นช่างที่มีฝีมือกว่าสองแบบแรก


การแตกกรุและที่มาของชื่อ “พระปิลันทน์”


           หลังจากสร้างพระสมเด็จปิลันทน์แล้ว ท่านก็ได้จ่ายแจกพระเครื่องนี้ให้ผู้ที่ศรัทธานับถือบางส่วนและอีกส่วนนึงท่านก็นำมาบรรจุไว้ในพระเจดีย์ทั้งในวัดระฆังเองและวัดใกล้ ๆ
          ต่อมา มีพระเจดีย์ที่บรรจุพระสมเด็จปิลันทน์ไว้ถูกลักลอบเจาะในปี พ.ศ.๒๔๗๑ (ซึ่งพระเจดีย์นี้อยู่ในวัดระฆังทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของพระอุโบสถ)โดยรายละเอียดในการแตกกรุในครั้งนี้ พระเทพญาณเวที (ละมูล สุตาคโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดระฆัง เมื่อครั้งยังเป็น พระราชธรรมภาณี (ชาตกาล ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๖ - มรณภาพ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๐) ผู้ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ช่วงหนึ่ง ได้เขียนบันทึกไว้ดังนี้

(ต้องต่อเม้นต่อไปข้างล่างนะครับ ⬇️)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่