สืบเนื่องจากกระทู้เดิม
ตรงนี้ ผ่านมา 1 ปี โอกาสนั้นได้เปิดมาอีกครั้ง หัวหน้าเสนอตำแหน่งที่ขึ้นไปคุมทีมใหญ่อีก step โดยครั้งนี้ผมไม่มีความลังเลเหมือนครั้งก่อนหน้าแล้ว ผมรับข้อเสนอพร้อมทั้งขอบคุณหัวหน้าที่เล็งเห็นศักยภาพในตัวผม แต่ก็มีเรื่องที่อยากแชร์ในวงการที่เกี่ยวกับ IT เพิ่มเติมด้วย
ต้องยอมรับเลยว่าการมาของ AI ทำให้วงการ IT สั่นสะเทือนเป็นอย่างมาก ในบริษัทของผมเองถือเป็น strategy ที่สำคัญที่ทุกคนต้องเรียนรู้และใช้มันให้เป็น และต้องนำไปใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่ใช้แต่ไม่เกิดประโยชน์หรือไม่เกิดการ adoption ซึ่งในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา AI มีความก้าวกระโดดอย่างมาก ในปีก่อนก็คิดว่ามันทำอะไรได้เยอะแล้ว พอมาถึงยุคปัจจุบันมันสามารถทำงานแทน developer หรือแม้กระทั่ง senior คนนึงได้เลย
และเรื่องที่กล่าวมานี้มีความเกี่ยวข้องกับการเลื่อนตำแหน่งที่ผมบอกตอนต้นเหมือนกัน ผมฝึกใช้งาน AI เพื่อทำ use case ต่างๆที่ตัวผมสนใจ ใช้เป็นเครื่องมือทุ่นเวลาเพื่อนำเสนองานแก่ลูกค้าและหัวหน้า รวมถึงเข้าร่วมการแข่งขัน AI ในองค์กรและได้รับรางวัล ผมเชื่อว่าจุดนี้เป็นเหตุผลที่หัวหน้าผลักดันผมให้ได้ตำแหน่งดังกล่าวด้วย
และอีกด้านนึงที่ impact กับบริษัทมากที่สุดคือ "การลดคน" เนื่องจาก AI เข้ามาแล้ว สิ่งที่ผู้บริหารคาดหวังคือ
1. เพิ่ม productivity
2. ลด time
และเป็นที่น่าเสียดายที่ธุรกิจของบริษัทเป็นเรื่องการทำตาม demand ของลูกค้าเสียส่วนใหญ่ ทำให้ข้อ 1 เป็นไปได้ค่อนข้างยาก เลยเทน้ำหนักมาที่ข้อ 2 ซึ่ง ถ้างานที่ทำมันถูกลดเวลาแล้ว ดังนั้นพนักงานระดับปฏิบัติการจากเดิมที่ต้องใช้ 3 คน อาจจะเหลือแค่ 2 คน โดยได้ระยะเวลาเท่าเดิม ก็เป็นสิ่งที่น่าปวดใจมาก ซึ่งเคสนี้ก็เกิดขึ้นในบริษัทผมแล้ว จากระดับหัวหน้าทีมที่ต้องเอาออกครึ่งนึง ในขณะที่ตัวผมถูกโปรโมทขึ้นไปคุมหัวหน้าทีมอีกทีนึงแทน
และอีกแนวคิดที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ถ้ามี AI มาช่วยเราแล้ว เรายังต้องการพนักงานคนเดิมที่ค่าตัวสูงอีกหรือไม่ หรือเราสามารถจ้างเด็กจบใหม่เข้ามาทำแทน + AI จะดีกว่าไหม ซึ่งแนวคิดนี้อาจจะคนละแนวคิดกับที่ว่าเราไม่จ้างเด็กจบใหม่ เราใช้พนักงานคนเดิม + AI แทน ซึ่งถ้ามองมุมนี้ก็มีข้อดี ข้อเสียต่างกัน ซึ่งสายงาน IT ถ้าไม่หมั่นอัพเดตความรู้หรือ skill ยังไงก็ไม่มีทางทัน AI เป็นแน่ๆ
สุดท้ายนี้อยากฝากเรื่อง AI เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้จริงๆเป็นเครื่องมือที่ทุกอาชีพแทบจะใช้งานได้อย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ หมั่นเรียนรู้สิ่งใหม่ๆยังไงผมเชื่อว่าจะมีโอกาสเสมอๆสำหรับคนที่พร้อมครับ
วันนี้ผมได้รับโอกาสในการเลื่อนตำแหน่งและการมาของยุค AI
ต้องยอมรับเลยว่าการมาของ AI ทำให้วงการ IT สั่นสะเทือนเป็นอย่างมาก ในบริษัทของผมเองถือเป็น strategy ที่สำคัญที่ทุกคนต้องเรียนรู้และใช้มันให้เป็น และต้องนำไปใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่ใช้แต่ไม่เกิดประโยชน์หรือไม่เกิดการ adoption ซึ่งในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา AI มีความก้าวกระโดดอย่างมาก ในปีก่อนก็คิดว่ามันทำอะไรได้เยอะแล้ว พอมาถึงยุคปัจจุบันมันสามารถทำงานแทน developer หรือแม้กระทั่ง senior คนนึงได้เลย
และเรื่องที่กล่าวมานี้มีความเกี่ยวข้องกับการเลื่อนตำแหน่งที่ผมบอกตอนต้นเหมือนกัน ผมฝึกใช้งาน AI เพื่อทำ use case ต่างๆที่ตัวผมสนใจ ใช้เป็นเครื่องมือทุ่นเวลาเพื่อนำเสนองานแก่ลูกค้าและหัวหน้า รวมถึงเข้าร่วมการแข่งขัน AI ในองค์กรและได้รับรางวัล ผมเชื่อว่าจุดนี้เป็นเหตุผลที่หัวหน้าผลักดันผมให้ได้ตำแหน่งดังกล่าวด้วย
และอีกด้านนึงที่ impact กับบริษัทมากที่สุดคือ "การลดคน" เนื่องจาก AI เข้ามาแล้ว สิ่งที่ผู้บริหารคาดหวังคือ
1. เพิ่ม productivity
2. ลด time
และเป็นที่น่าเสียดายที่ธุรกิจของบริษัทเป็นเรื่องการทำตาม demand ของลูกค้าเสียส่วนใหญ่ ทำให้ข้อ 1 เป็นไปได้ค่อนข้างยาก เลยเทน้ำหนักมาที่ข้อ 2 ซึ่ง ถ้างานที่ทำมันถูกลดเวลาแล้ว ดังนั้นพนักงานระดับปฏิบัติการจากเดิมที่ต้องใช้ 3 คน อาจจะเหลือแค่ 2 คน โดยได้ระยะเวลาเท่าเดิม ก็เป็นสิ่งที่น่าปวดใจมาก ซึ่งเคสนี้ก็เกิดขึ้นในบริษัทผมแล้ว จากระดับหัวหน้าทีมที่ต้องเอาออกครึ่งนึง ในขณะที่ตัวผมถูกโปรโมทขึ้นไปคุมหัวหน้าทีมอีกทีนึงแทน
และอีกแนวคิดที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ถ้ามี AI มาช่วยเราแล้ว เรายังต้องการพนักงานคนเดิมที่ค่าตัวสูงอีกหรือไม่ หรือเราสามารถจ้างเด็กจบใหม่เข้ามาทำแทน + AI จะดีกว่าไหม ซึ่งแนวคิดนี้อาจจะคนละแนวคิดกับที่ว่าเราไม่จ้างเด็กจบใหม่ เราใช้พนักงานคนเดิม + AI แทน ซึ่งถ้ามองมุมนี้ก็มีข้อดี ข้อเสียต่างกัน ซึ่งสายงาน IT ถ้าไม่หมั่นอัพเดตความรู้หรือ skill ยังไงก็ไม่มีทางทัน AI เป็นแน่ๆ
สุดท้ายนี้อยากฝากเรื่อง AI เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้จริงๆเป็นเครื่องมือที่ทุกอาชีพแทบจะใช้งานได้อย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ หมั่นเรียนรู้สิ่งใหม่ๆยังไงผมเชื่อว่าจะมีโอกาสเสมอๆสำหรับคนที่พร้อมครับ