เรื่องการเจริญอานาปานสติอย่างเดียวก็หลุดพ้นหมดกิเลสได้ไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิ

เรื่องการเจริญอานาปานสติอย่างเดียวก็หลุดพ้นหมดกิเลสได้ไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิขออนุญาตทุกคนนะครับการปฏิบัติมีหลายรูปแบบการพ้นทุกข์ก็มีหลายรูปแบบเช่นเดียวกันเพราะฉะนั้นแล้วอานาปานสติอย่างเดียวก็สามารถนำไปหมดกิเลสได้ครับโดยที่ไม่เคยนั่งสมาธิเพื่อเข้าณาน1234ก็ย่อมสามารถหมดกิเลสได้ครับขออธิบายให้ละเอียดเลยนะครับบางคนคิดว่าอานาปานสติมันง่ายเกินไปแค่ดูลมหายใจเนี่ยนะจะพ้นทุกข์ได้หรอพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสอานิสงส์ไว้ชัดเจนว่า 7 ประการผู้ใดเจริญอานาปานสตินำไปสู่วิมุตติหรือมาหาสติอยู่ในอานาปานสติทั้งหมดภิกษุย่อมเจริญแล้วคืออานาปานสติย่อมมีผลมากย่อมมีอานิสงส์มากเพราะฉะนั้นแล้วการนั่งสมาธิก็ดีการปฏิบัติแบบไม่นั่งสมาธิก็ดีก็เกิดสมถะแล้วก็วิปัสสนาได้ครับทุกคนอยากเรียกง่ายไม่ต้องไปอดทนนั่งสมาธิจนอะไรก็ได้ครับไม่เคยนั่งก็สำเร็จได้เพียงแค่รู้ลมหายใจอยู่ที่ปลายจะหมดนี่แหละถามว่าจะสำเร็จได้ยังไงลมมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาครับจริงอยู่ขั้นเริ่มต้นอาจจะเป็นแค่สมถะยังไม่เป็นวิปัสสนาเต็มที่แต่พอถึงสติอัตโนมัติแล้วที่ลมหายใจเป็นออโต้จะคิดนึกอะไรสติกลับไม่ให้นึกนี่แหละวิปัสสนามันจะเริ่มเกิดตอนนี้แหละแล้วสิ่งที่สำคัญผมบอกว่าไม่ต้องนั่งสมาธิก็สามารถพ้นทุกข์ได้เพราะอะไรรู้ไหมเพราะว่าลมหายใจอย่างเดียวโดยที่ไม่พิจารณาอะไรก็ได้ถามว่าทำไมถึงไม่ต้องเข้าณานเพราะว่าลมหายใจดูไปเรื่อยๆนั่นแหละโดยที่ไม่ต้องนั่งสมาธิก็ดูไปทั้งวันทั้งคืนนั่นแหละคือฌานของเธอพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างนี่นะครับผู้ใดเจริญอานาปานสติผู้นั้นย่อมชื่อว่าไม่ห่างจากณานทำตามคำสอนของพระศาสดาปฏิบัติตามโอวาทนี่ท่านเคยตรัสไว้ชัดเจนก็เท่ากับว่าท่านหมายถึงว่าการดูลมหายใจทั่วๆไปก็นำไปสู่ณานขั้นสูงสุดได้โดยที่แบบว่าไม่ต้องนั่งสมาธิบางคนอาจจะสับสนนะครับว่าวิธีแบบนี้มันง่ายเกินไปเพียงแค่ดูลมหายใจเนี่ยนะแต่ผมไม่ได้อ้างดูที่ไม่มีเหตุผลแต่ผมอ้างในการตำราการปฏิบัติมีหลายวิธีมากแต่อย่าลืมนะว่าทางนี้พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่ามันตรงที่สุดสั้นที่สุดเพราะฉะนั้นการที่แบบว่าต้องไปคิดพิจารณาอย่างโน้นอย่างนี้มันก็ไม่ผิดหรอกแล้วบางคนต้องคิดว่าต้องคิดพิจารณาต้องศึกษาให้มากซึ่งไม่จริงเลยครับมีวิธีที่เรียบง่ายกว่านั้นก็เยอะเพราะฉะนั้นแล้วใครจะทำแบบไหนวิธีแบบไหนนั่งสมาธิทั้งวันก็ได้ครับแต่ทางที่ตรงที่สุดคืออานาปานสตินี่แหละก็นำไปสู่ความหลุดพ้นแล้วผมขอมาบอกแค่นี้นะครับเดี๋ยวคนเข้าใจผิดว่าการปฏิบัติแบบนี้ไม่นำสู่การหลุดพ้นได้ขอบคุณทุกท่านครับ
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 6
"ขอฝากนิทานเรื่องหนึ่งไว้ ณ ที่นี้ เผื่อเป็นแสงนำทางแก่ผู้ที่แสวงหาความจริง ไม่ขอโต้แย้ง ไม่ขอยืนยันว่าท่านถูกหรือข้าพเจ้าผิด เพียงแต่เล่าเรื่องที่เห็นด้วยปัญญาให้ฟังเท่านั้นครับ

มีภูเขาลูกหนึ่งยืนสูงตระหง่านท่ามกลางป่าหิมพานต์ ยอดของมันคือที่แห่งความสงบ ความรู้แจ้ง และความหลุดพ้น ทุกสัตว์ที่ปรารถนาจะไปถึงยอดนั้น ต่างก็ออกเดินทางกันด้วยกำลังและความถนัดที่ต่างกัน และมีอยู่สี่กลุ่มที่ข้าพเจ้าเห็นเดินไปพร้อมกัน ณ ริมเชิงเขาแห่งนั้น

กลุ่มที่หนึ่ง มีเสือดาวผู้ยิ่งใหญ่เป็นผู้นำ เขาเลือกทางที่ชันที่สุด ทางที่ไม่มีบันได ไม่มีทางราบ ต้องปีนหน้าผา ทรงตัวบนขอบหินแคบๆ อดทนกับลมหนาวและแดดเผา เขาไม่หันกลับมามองใคร ไม่ชะงักเมื่อเห็นคนอื่นเดินช้ากว่า กายเขาเจ็บปวด กายเขาล้าเลือด แต่ใจเขามั่นคง เขารู้ว่าทางนี้ยากลำบาก แต่เขาเคยชิน เขาเชื่อว่าความลำบากคือบันไดสู่ความสำเร็จ และทุกก้าวที่เจ็บปวดคือการตัดกิเลสทีละเส้น เขาไม่เชื่อว่าจะมีทางอื่นที่สบายกว่านี้ที่ถึงจุดหมายได้ เพราะทุกทางที่เขารู้จักล้วนต้องแลกด้วยเหงื่อและน้ำตา นี่คือผู้เดินทางด้วยความเพียรอย่างเข้มข้น ทางของเขาขรุขระ แต่ก้าวของเขาตรงไปข้างหน้าเสมอ และถ้าเขาไม่ย่อท้อ เขาก็จะถึงยอดเขาได้เช่นกัน

กลุ่มที่สอง มีเต่าผู้เฒ่าเป็นผู้นำ เธอไม่เลือกทางชันเฉียบ เธอเลือกทางที่คดเคี้ยวไปตามไหล่เขา ทางที่มีร่มไม้คอยบังแดด มีลมหายใจของธรรมชาติคอยปลอบประโลม เธอไม่ปีนป่ายหินผา เธอไม่แข่งขันกับใคร เธอก้าวช้าๆ แต่ไม่หยุด เธอรู้ลมหายใจของตนทุกย่างก้าว — หายใจเข้า เธอรู้ว่ามันเข้า หายใจออก เธอรู้ว่ามันออก เธอไม่พยายามคิดว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรไม่ควร เธอเพียงแค่รู้ว่าตนกำลังก้าว และกำลังหายใจ เหมือนคนจับเชือกที่ผูกไว้กับต้นไม้แห่งความจริง ไม่ปล่อยมือไปไหน บางคนมองเห็นเธอแล้วก็บอกว่า "ทางนี้ไม่ใช่ ทางนี้ง่ายเกินไป" บางคนก็บอกว่า "เธอไม่ขึ้นหรอก จงเดินทางที่ยากเหมือนพวกเรา" แต่เต่าผู้เฒ่าก็ไม่หันกลับ เธอรู้ว่าลมหายใจที่เธอเฝ้าดูอยู่นั้น เป็นสิ่งที่ไม่เคยทิ้งเธอไป ทุกครั้งที่ก้าว มันก็อยู่ ทุกครั้งที่หยุด มันก็ไม่หายไป และเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เธอเฝ้าดูทุกวันก็เริ่มแสดงความจริงให้เห็น — ลมเปลี่ยนไป ความรู้สึกเปลี่ยนไป ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาก็ผ่านออกไป เธอไม่ต้องไปข่มใจให้เห็น มันปรากฏให้เห็นเองเหมือนใบไม้ที่ร่วงหล่นในสายตาคนที่เปิดเฝ้าดู เธอไม่ได้เร่งรีบ เธอไม่ได้กลัว เธอเพียงแต่ไม่ยอมปล่อยสิ่งที่ถูกต้องที่สุดที่เธอถือไว้ และวันหนึ่งโดยที่ไม่ทันตั้งใจ เธอก็พบว่าตนเองยืนอยู่ที่ที่สูงแล้ว

กลุ่มที่สาม มีเสือป่าผู้ทรงพลังอีกผู้หนึ่ง เขาเดินทางไปพร้อมกับทุกคน แต่เขาไม่ยึดติดว่าทางไหนถูกต้องที่สุด เขาเห็นเสือดาวปีนผา ก็ไม่ได้คัดค้าน เขาเห็นเต่าเดินช้าๆ ก็ไม่ได้เยาะเย้ย เขาเลือกทางที่เหมาะกับกำลังของตนในแต่ละวัน บางวันเขาปีนขึ้นสูง บางวันเขาพักเดินตามทางราบ เขารู้ว่าความจริงไม่ได้อยู่ที่รูปแบบของทาง แต่อยู่ที่ความตั้งใจของผู้เดิน เขาไม่โต้เถียงเรื่องเส้นทาง เพราะเขารู้ว่าหลายคนทะเลาะกันเรื่องว่าจะไปทางไหน จนลืมเดินไปสู่จุดหมาย เขาจึงก้าวเดินอย่างสงบ รักษาสิ่งที่ถูกต้องในใจตน และปล่อยให้คนอื่นรักษาสิ่งที่ถูกต้องในใจของตนเช่นกัน

กลุ่มที่สี่ มีเสือหนุ่มผู้ยิ่งยวด เขาเคยได้ยินว่ามีทางลัดที่เร็วที่สุด ทางที่ไม่ต้องออกแรงมาก เขาจึงทิ้งทุกเส้นทางที่มีคนเดินมาก่อน แล้วพยายามสร้างทางใหม่ขึ้นมาเองโดยไม่มีใครนำทาง เขาคิดว่าทางที่คนอื่นเดินอยู่นั้นล้าสมัยแล้ว เขาเชื่อว่าตนรู้ดีกว่าผู้ที่เดินทางนี้มาก่อน จนในที่สุดเขาหลงเข้าไปในป่าที่ไม่มีทางออก เพราะเขาปฏิเสธแม้แต่สิ่งที่ถูกต้องเพียงเพราะไม่อยากเหมือนคนอื่น เขาไม่ได้เลือกทางที่ง่าย เขาเลือกทางที่ไม่มีใครรับรอง และนั่นคือความแตกต่าง — ทางที่เรียบง่ายของผู้ที่รู้จริง กับทางที่คิดค้นขึ้นมาใหม่ของผู้ที่หลงคิดว่าตนรู้ดีกว่าทุกคน ต่างกันที่รากฐานอันมั่นคงที่แตกต่างกัน

ยอดเขาแห่งนั้นไม่ได้ปิดประตูไว้สำหรับใครครับ มันรอคนที่ตั้งใจจริง ไม่ว่าจะมาทางไหน แต่มีความจริงอยู่อย่างหนึ่งที่ข้าพเจ้าเห็นด้วยตาเอง — ไม่มีทางไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน และไม่มีทางไหนที่แย่ที่สุดสำหรับทุกคน ทางที่ยากอาจเป็นทางที่ง่ายที่สุดสำหรับคนหนึ่ง และทางที่ราบรื่นอาจเป็นทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับอีกคนหนึ่ง ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าทางไหนถูกต้องที่สุดนอกจากใจของผู้เดินเอง

บางคนอาจมองว่าเต่าเดินช้าเกินไป บางคนอาจมองว่าเสือดาวเสียแรงเปล่า แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์กันว่าใครเดินถูกหรือผิด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการไม่หยุดเดิน และการไม่ทำร้ายกันระหว่างทาง

ข้าพเจ้าเล่าเรื่องนี้ไว้เพียงเท่านี้ ที่เหลือขอให้ทุกท่านพิจารณาด้วยปัญญาของตนเองเถิดครับ ว่าก้าวของตนเหมาะกับทางไหน ที่ไหนที่ใจของท่านรู้สึกว่าสงบและไม่หลงทาง ที่นั่นแหละคือทางของท่าน ไม่ต้องถามใคร ไม่ต้องให้ใครมายืนยัน จงเชื่อในสิ่งที่ใจของท่านรู้ดีที่สุด และจงเดินไปอย่างมั่นคงจนถึงยอดเขาแห่งความหลุดพ้นด้วยกันเถอะครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่