ต่อจากกระทู้ก่อนหน้านี้ค่ะที่เราเล่าประสบการณ์ทำงานเซเว่นครั้งแรกว่าทำอะไรบ้าง และเรามีบอกไว้ว่าถ้ากะดึกมีอะไรน่าสนใจเราจะมาเล่าให้ฟัง เช่นเดิมค่ะทุกคน กระทู้นี้ค่อนข้างยาวและมีรายละเอียดยิบย่อย ค่อยๆ อ่านหรือแบ่งอ่านเอาได้นะคะ
เราได้ทำกะดึกครั้งแรกเมื่อเข้าอาทิตย์ที่สองได้ค่ะ เพราะเราต้องไปแทนรุ่นพี่คนนึงที่หัวหน้ากำหนดให้เขาหยุดวันนั้นและให้เราทำแทน คู่กับรุ่นพี่ที่เราก็รู้สึกว่าเขาโอเคดี อยู่ด้วยแล้วรู้ว่าต้องทำอะไร เพราะพี่เขาจะบอกชัดเจนค่ะ และกะดึกทั้งสองคืนเราก็ไม่ได้ทำติดๆ กัน แต่เป็นคืนที่สองในอาทิตย์ถัดมาแทน ส่วนวันที่เหลือทำบ่ายเหมือนเดิม เผื่อใครลืม กะดึกประมาณ 21:30-08:00 น.นะคะ แต่ก็มีบางครั้งที่ไม่ได้กลับบ้านตรงเวลาตามที่วางไว้ ถ้างานยังไม่เสร็จหรือผลัดถัดไปยังไม่มา
เข้างาน
22:00 น. คือเวลาที่เราเข้างานและตอกบัตรค่ะ หากสงสัยว่าทำไมเรามาถึงเวลานี้ เพราะว่าเรารู้ว่ารุ่นพี่อีกคนนึงจะมาเวลาประมาณนี้ค่ะ ซึ่งขนาดเผื่อเวลาไว้แล้วรุ่นพี่ก็ยังไม่มา ผจก.เลยให้เราทำงานแรกโดยการเอาพวกอุปกรณ์เวฟของต่างๆ ไปล้างค่ะ ทั้งถาดรองไมโครเวฟ ตะแกรงปิ้งขนมปัง ที่คีบ เขียงหั่นไส้กรอก และเมื่อเสร็จแล้วเราก็จะทำหน้าที่ยืนเคาน์เตอร์จนรุ่นพี่มา และให้ผลัดที่เหลือเคลียร์กะตัวเอง ไม่เกินห้าทุ่มครึ่งทุกคนก็ทยอยกลับและเหลือแต่กะดึกค่ะ
หน้าที่เราต้องทำในกะดึกส่วนใหญ่คือการเติมของในเชลล์และวอลล์ รวมถึงทำความสะอาดและจัดความเรียบร้อยต่างๆ ค่ะ แต่จริงๆ มันก็มีปลีกย่อยกว่านั้นแบบที่ทุกคนฟังยังต้องเหนื่อยแทนเลยล่ะค่ะ
* เริ่มแรกเมื่อรุ่นพี่มาถึง แกก็ให้เราทำล้างพวกเครื่องทำกาแฟ ตะแกรงรอง ตัวกล่องรองกากกาแฟ และกล่องตีฟองนม จัดทำบ่งชี้คือการระบุวันใช้งานและหมดไป (มั้งคะ)
* ทำความสะอาดบริเวณหลังเคาน์เตอร์ เช็ดทำความสะอาดให้เรียบร้อย เติมซอส เติมช้อนส้อม อะไรขาดเหลือเติมให้หมด
* เติมบุหรี่ เติมเหล้า ระหว่างนั้นถ้ามีลูกค้าก็ต้องรับลูกค้าไปด้วย ส่วนรุ่นพี่ก็จะไปจัดการหลังร้าน เช็กของ เช็กวันหมดอายุ และรอของมาส่งเพื่อเติมค่ะ และแยกประเภทให้เรามาช่วยเดินเติมอีกที (ซึ่งส่วนใหญ่พี่เขาก็ทำแหละ เราก็ยังเงอะๆ งะๆ จำตำแหน่งของได้ไม่หมดเลย)
สิ่งที่กะดึกต่างจากกะบ่ายในความรู้สึกเรา เรารู้สึกว่าเวลาผ่านไปไว แม้จริงๆ จะผ่านไปหลายชั่วโมง เพราะสมองเราจะมัวแต่ไปโฟกัสเรื่องการเติมของและหาตำแหน่งของแบบที่เราไม่รู้ตัวเลยค่ะว่ามันผ่านนานขนาดนั้น แล้วยิ่งต้องเดินกลับไปกลับมาเวลามีลูกค้า จากที่มึนจากการอดหลับอดนอนอยู่แล้ว ยิ่งทื่อเข้าไปใหญ่ เหนื่อยมากค่ะจริงๆ นะ เติมยังไม่ทันเสร็จต้องไปอีกแล้ว เป็นอย่างงี้หลายรอบเลย
นั่นจึงทำให้เราไม่เคยเติมของเสร็จเลยค่ะ รู้ตัวอีกทีก็คือเช้า และตอนเช้าจะวุ่นมาก เพราะจะเป็นช่วงเวลาที่ลูกค้าเข้าเยอะ ทั้งคนจะไปทำงานเอย เด็กนักเรียนเอย สุดท้ายก่อนที่จะเช้า รุ่นพี่ก็ต้องมาทำส่วนที่เหลือแทนเรา ส่วนเราก็จะทำหน้าที่รับลูกค้าระหว่างนั้นไปด้วย ยังไม่ต้องพูดถึงเดลิเวอรีที่สั่งเข้ามา ยิ่งมั่วเข้าไปใหญ่ ดังจนเราหลอนไปเลยค่ะ และพอเป็นแบบนั้นเราก็ต้องไปโฟกัสงานหน้าร้าน ทั้งที่งานหลังร้านก็ยังไม่เสร็จดี
วันแรกรุ่นพี่เขาจะช่วยเราเยอะเลยค่ะ เราจึงยังไม่ต้องทำงานส่วนนั้นเยอะ แต่พอเข้าวันที่สองเราต้องทำส่วนนั้นเอง ทั้งเคลียร์ขยะทิ้ง เอาของที่เหลือขึ้นชั้นให้เรียบร้อย พับลังกระดาษมัดให้เป็นส่วนๆ ทิ้งถังขยะ เติมกาแฟที่เครื่องเจ็ทและชงเก็บไว้ใส่ในห้องวอลล์ หน้าที่เราจึงจบ
เฮ้อออออออ~
ก่ายกอง 55555+ กว่าจะได้ตอกบัตรกลับบ้านเก้าโมงกว่าๆ ค่ะ เหนื่อยมากแบบหมดแรงไม่เหลือเลยค่ะ พอกลับมาถึงบ้าน แล้วคิดว่าเราต้องทำแบบนี้ไปอีกอาทิตย์กว่าๆ ก็ท้อแล้วค่ะ 55555 (แบบน้ำตาไหลอาบแก้ม) เรายังยึดคำเดิม กะดึกเป็นกะที่เราไม่อยากทำเลย
ในความเห็นของเรา มันหนักคนละแบบกับกะบ่ายค่ะ แต่สิ่งที่เราไม่ชอบที่สุดคือเวลานอนที่สลับไปมา ซึ่งในตอนนี้ร่างกายเราก็ยังปรับตัวไม่ได้เลยค่ะ พยายามนอนกลางวันก็แล้วมันก็ไม่หลับ กลางคืนก็รู้สึกแบบไม่สดชื่นเลย แต่ก็ไม่ได้ง่วง เหมือนร่างกายมันยังปรับตัวไม่ได้กับวิธีทำงานแบบนี้ ทุกอย่างมันอึมครึมไปหมด เช้าก็ไม่สดชื่น กลางคืนก็ไม่ได้พักผ่อน
ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่เราเล่ามามันก็คือประสบการณ์ส่วนตัวนะคะ เป็นมุมมองของเราคนเดียว หลายคนที่เคยทำงานเซเว่นก็อาจจะประสบพบเจอไม่เหมือนกัน เราไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้ทุกคนมองงานเซเว่นในแง่ลบนะคะ เพราะเราคิดว่าทุกคนก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่างานเซเว่นมันหนัก และก็ใช่ว่ามันจะเหมาะกับทุกคน
ซึ่งเราก็อาจจะเป็นหนึ่งในนั้นนะคะ เราโอเคกับการทำกะบ่าย แม้มันอาจจะเป็นงานที่เราไม่ได้รู้สึกเอนจอยหรือรู้สึกว่ายากที่จะปรับตัวในช่วงแรก แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ถ้าต่อจากนี้เรารู้สึกไม่โอเคกับการทำกะดึกไปเรื่อยๆ หรือมันเริ่มกินพลังงานชีวิตแบบที่ทำให้เราไม่รู้สึกอยากจะตื่นไปทำงาน สิ้นเดือนนี้เราก็อาจจะยังตอบไม่ได้ค่ะว่าเราจะตัดสินใจทำงานนี้ต่อไปหรือเปล่า
แต่กว่าจะถึงวันนั้นมันก็คงเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมากสำหรับเรา เพราะเราดันมาทำช่วงตัดรอบเดือนพอดี กว่าจะได้เงินเดือนก้อนแรกเราจะต้องทำไปประมาณเดือนครึ่งเลยค่ะ สำหรับใครที่เข้ามาอ่านและอ่านเจอประสบการณ์เดียวกัน หรืออาจจะคนละงาน ก็มาเล่าแลกเปลี่ยนกันฟังได้นะคะ เพราะว่ามันก็เป็นการระบายที่ดีอย่างหนึ่งที่อย่างน้อยมันก็มีคนที่เข้าใจในสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่
ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ค่ะ หวังว่าจะได้เจอกันในกระทู้หน้านะคะ (ซึ่งน่าจะมีแน่ๆ เพราะเราเป็นคนขี้บ่น 555+) ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน แล้วก็ตัวเองด้วยค่ะ สำหรับคนที่เพิ่งทำงานมาเหนื่อยๆ สู้ๆ นะคะ ❤️❤️
ประสบการณ์ทำกะดึกเซเว่น
เราได้ทำกะดึกครั้งแรกเมื่อเข้าอาทิตย์ที่สองได้ค่ะ เพราะเราต้องไปแทนรุ่นพี่คนนึงที่หัวหน้ากำหนดให้เขาหยุดวันนั้นและให้เราทำแทน คู่กับรุ่นพี่ที่เราก็รู้สึกว่าเขาโอเคดี อยู่ด้วยแล้วรู้ว่าต้องทำอะไร เพราะพี่เขาจะบอกชัดเจนค่ะ และกะดึกทั้งสองคืนเราก็ไม่ได้ทำติดๆ กัน แต่เป็นคืนที่สองในอาทิตย์ถัดมาแทน ส่วนวันที่เหลือทำบ่ายเหมือนเดิม เผื่อใครลืม กะดึกประมาณ 21:30-08:00 น.นะคะ แต่ก็มีบางครั้งที่ไม่ได้กลับบ้านตรงเวลาตามที่วางไว้ ถ้างานยังไม่เสร็จหรือผลัดถัดไปยังไม่มา
22:00 น. คือเวลาที่เราเข้างานและตอกบัตรค่ะ หากสงสัยว่าทำไมเรามาถึงเวลานี้ เพราะว่าเรารู้ว่ารุ่นพี่อีกคนนึงจะมาเวลาประมาณนี้ค่ะ ซึ่งขนาดเผื่อเวลาไว้แล้วรุ่นพี่ก็ยังไม่มา ผจก.เลยให้เราทำงานแรกโดยการเอาพวกอุปกรณ์เวฟของต่างๆ ไปล้างค่ะ ทั้งถาดรองไมโครเวฟ ตะแกรงปิ้งขนมปัง ที่คีบ เขียงหั่นไส้กรอก และเมื่อเสร็จแล้วเราก็จะทำหน้าที่ยืนเคาน์เตอร์จนรุ่นพี่มา และให้ผลัดที่เหลือเคลียร์กะตัวเอง ไม่เกินห้าทุ่มครึ่งทุกคนก็ทยอยกลับและเหลือแต่กะดึกค่ะ
หน้าที่เราต้องทำในกะดึกส่วนใหญ่คือการเติมของในเชลล์และวอลล์ รวมถึงทำความสะอาดและจัดความเรียบร้อยต่างๆ ค่ะ แต่จริงๆ มันก็มีปลีกย่อยกว่านั้นแบบที่ทุกคนฟังยังต้องเหนื่อยแทนเลยล่ะค่ะ
* เริ่มแรกเมื่อรุ่นพี่มาถึง แกก็ให้เราทำล้างพวกเครื่องทำกาแฟ ตะแกรงรอง ตัวกล่องรองกากกาแฟ และกล่องตีฟองนม จัดทำบ่งชี้คือการระบุวันใช้งานและหมดไป (มั้งคะ)
* ทำความสะอาดบริเวณหลังเคาน์เตอร์ เช็ดทำความสะอาดให้เรียบร้อย เติมซอส เติมช้อนส้อม อะไรขาดเหลือเติมให้หมด
* เติมบุหรี่ เติมเหล้า ระหว่างนั้นถ้ามีลูกค้าก็ต้องรับลูกค้าไปด้วย ส่วนรุ่นพี่ก็จะไปจัดการหลังร้าน เช็กของ เช็กวันหมดอายุ และรอของมาส่งเพื่อเติมค่ะ และแยกประเภทให้เรามาช่วยเดินเติมอีกที (ซึ่งส่วนใหญ่พี่เขาก็ทำแหละ เราก็ยังเงอะๆ งะๆ จำตำแหน่งของได้ไม่หมดเลย)
สิ่งที่กะดึกต่างจากกะบ่ายในความรู้สึกเรา เรารู้สึกว่าเวลาผ่านไปไว แม้จริงๆ จะผ่านไปหลายชั่วโมง เพราะสมองเราจะมัวแต่ไปโฟกัสเรื่องการเติมของและหาตำแหน่งของแบบที่เราไม่รู้ตัวเลยค่ะว่ามันผ่านนานขนาดนั้น แล้วยิ่งต้องเดินกลับไปกลับมาเวลามีลูกค้า จากที่มึนจากการอดหลับอดนอนอยู่แล้ว ยิ่งทื่อเข้าไปใหญ่ เหนื่อยมากค่ะจริงๆ นะ เติมยังไม่ทันเสร็จต้องไปอีกแล้ว เป็นอย่างงี้หลายรอบเลย
นั่นจึงทำให้เราไม่เคยเติมของเสร็จเลยค่ะ รู้ตัวอีกทีก็คือเช้า และตอนเช้าจะวุ่นมาก เพราะจะเป็นช่วงเวลาที่ลูกค้าเข้าเยอะ ทั้งคนจะไปทำงานเอย เด็กนักเรียนเอย สุดท้ายก่อนที่จะเช้า รุ่นพี่ก็ต้องมาทำส่วนที่เหลือแทนเรา ส่วนเราก็จะทำหน้าที่รับลูกค้าระหว่างนั้นไปด้วย ยังไม่ต้องพูดถึงเดลิเวอรีที่สั่งเข้ามา ยิ่งมั่วเข้าไปใหญ่ ดังจนเราหลอนไปเลยค่ะ และพอเป็นแบบนั้นเราก็ต้องไปโฟกัสงานหน้าร้าน ทั้งที่งานหลังร้านก็ยังไม่เสร็จดี
วันแรกรุ่นพี่เขาจะช่วยเราเยอะเลยค่ะ เราจึงยังไม่ต้องทำงานส่วนนั้นเยอะ แต่พอเข้าวันที่สองเราต้องทำส่วนนั้นเอง ทั้งเคลียร์ขยะทิ้ง เอาของที่เหลือขึ้นชั้นให้เรียบร้อย พับลังกระดาษมัดให้เป็นส่วนๆ ทิ้งถังขยะ เติมกาแฟที่เครื่องเจ็ทและชงเก็บไว้ใส่ในห้องวอลล์ หน้าที่เราจึงจบ
เฮ้อออออออ~
ก่ายกอง 55555+ กว่าจะได้ตอกบัตรกลับบ้านเก้าโมงกว่าๆ ค่ะ เหนื่อยมากแบบหมดแรงไม่เหลือเลยค่ะ พอกลับมาถึงบ้าน แล้วคิดว่าเราต้องทำแบบนี้ไปอีกอาทิตย์กว่าๆ ก็ท้อแล้วค่ะ 55555 (แบบน้ำตาไหลอาบแก้ม) เรายังยึดคำเดิม กะดึกเป็นกะที่เราไม่อยากทำเลย
ในความเห็นของเรา มันหนักคนละแบบกับกะบ่ายค่ะ แต่สิ่งที่เราไม่ชอบที่สุดคือเวลานอนที่สลับไปมา ซึ่งในตอนนี้ร่างกายเราก็ยังปรับตัวไม่ได้เลยค่ะ พยายามนอนกลางวันก็แล้วมันก็ไม่หลับ กลางคืนก็รู้สึกแบบไม่สดชื่นเลย แต่ก็ไม่ได้ง่วง เหมือนร่างกายมันยังปรับตัวไม่ได้กับวิธีทำงานแบบนี้ ทุกอย่างมันอึมครึมไปหมด เช้าก็ไม่สดชื่น กลางคืนก็ไม่ได้พักผ่อน
ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่เราเล่ามามันก็คือประสบการณ์ส่วนตัวนะคะ เป็นมุมมองของเราคนเดียว หลายคนที่เคยทำงานเซเว่นก็อาจจะประสบพบเจอไม่เหมือนกัน เราไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้ทุกคนมองงานเซเว่นในแง่ลบนะคะ เพราะเราคิดว่าทุกคนก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่างานเซเว่นมันหนัก และก็ใช่ว่ามันจะเหมาะกับทุกคน
ซึ่งเราก็อาจจะเป็นหนึ่งในนั้นนะคะ เราโอเคกับการทำกะบ่าย แม้มันอาจจะเป็นงานที่เราไม่ได้รู้สึกเอนจอยหรือรู้สึกว่ายากที่จะปรับตัวในช่วงแรก แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ถ้าต่อจากนี้เรารู้สึกไม่โอเคกับการทำกะดึกไปเรื่อยๆ หรือมันเริ่มกินพลังงานชีวิตแบบที่ทำให้เราไม่รู้สึกอยากจะตื่นไปทำงาน สิ้นเดือนนี้เราก็อาจจะยังตอบไม่ได้ค่ะว่าเราจะตัดสินใจทำงานนี้ต่อไปหรือเปล่า
แต่กว่าจะถึงวันนั้นมันก็คงเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมากสำหรับเรา เพราะเราดันมาทำช่วงตัดรอบเดือนพอดี กว่าจะได้เงินเดือนก้อนแรกเราจะต้องทำไปประมาณเดือนครึ่งเลยค่ะ สำหรับใครที่เข้ามาอ่านและอ่านเจอประสบการณ์เดียวกัน หรืออาจจะคนละงาน ก็มาเล่าแลกเปลี่ยนกันฟังได้นะคะ เพราะว่ามันก็เป็นการระบายที่ดีอย่างหนึ่งที่อย่างน้อยมันก็มีคนที่เข้าใจในสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่
ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ค่ะ หวังว่าจะได้เจอกันในกระทู้หน้านะคะ (ซึ่งน่าจะมีแน่ๆ เพราะเราเป็นคนขี้บ่น 555+) ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน แล้วก็ตัวเองด้วยค่ะ สำหรับคนที่เพิ่งทำงานมาเหนื่อยๆ สู้ๆ นะคะ ❤️❤️