ในชีวิตของคนเรา ไม่มีใครไม่เคยเดินผิดพลาด บางคนอาจเคยพลั้งเผลอทำสิ่งที่เป็นอกุศล
กรรมบางอย่างตอกย้ำอยู่ในใจจนกลายเป็น "ความรู้สึกผิด" (Guilt) ที่คอยกัดกินพลังชีวิตอยู่ทุกวัน
จนหลายคนเชื่อไปแล้วว่า
ชีวิตเราคงหมดหวังและต้องจมอยู่กับผลกรรมนั้นตลอดไป
ทว่าในทางพุทธศาสนาและจิตวิทยาเชิงบวก การจมอยู่กับความรู้สึกผิดอดีตไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น
มีแต่จะทำให้จิตใจเศร้าหมองและปิดกั้นโอกาสในการทำความดี ดังพระพุทธภาษิตที่พระเถระองค์หนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า:
โย จ ปุพฺเพ ปมชฺชิตฺวา
ปจฺฉา โส นปฺปมชฺชติ
โสมํ โลกํ ปภาเสติ
อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา.
"ผู้ใดในกาลก่อนเคยประมาท แต่ภายหลังเขาไม่ประมาท
เขาย่อมส่องโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์ที่พ้นแล้วจากเมฆหมอก...
ยสฺส ปาปํ กตํ กมฺมํ
กุสเลน ปิธียติ
โสมํ โลกํ ปภาเสติ
อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา.
ผู้ใดทำบาปกรรมไว้ แต่ปิดเสียได้ด้วยกุศลกรรม เขาย่อมส่องโลกนี้ให้สว่างไสว"
การ "ปิดบาปด้วยกุศล" ไม่ใช่การหนีความจริง แต่คือการย้ายโฟกัสจากสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ในอดีต
มาสู่
"เจตนาบริสุทธิ์ในปัจจุบัน" และตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการละทิ้งอดีตแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ในทางธรรม
ก็คือเรื่องราวของ
"พระองคุลีมาลเถระ"
กลอน: แสงสว่างแห่งอริยชาติ
อดีตอัน หม่นหมอง เคยผิดพลาด
เคยประมาท พลั้งไป ในโลกหล้า
เปรียบเมฆหมอก บดบัง แสงจันทรา
ตอกย้ำตรา ความทุกข์ เผาผลาญใจ
แต่บัดนี้ ตื่นรู้ สู่กุศล
หยุดเวียนวน ละบาป เร่งขวนขวาย
ตั้งเจตนา บริสุทธิ์ ทั้งใจกาย
ดั่งพระจันทร์ ทลาย เมฆมืดมน
อันบาปกรรม แต่ก่อน เคยทำไว้
ปิดมันได้ ด้วยความดี ทุกแห่งหน
ละอดีต แล้วเริ่มต้น "ชาติแห่งตน"
เป็นอริยะ บุคคล ในปัจจุบัน
แสงสว่างหลังเมฆหมอก: เมื่ออดีตแก้ไขไม่ได้ แต่ปัจจุบันเลือกเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
กรรมบางอย่างตอกย้ำอยู่ในใจจนกลายเป็น "ความรู้สึกผิด" (Guilt) ที่คอยกัดกินพลังชีวิตอยู่ทุกวัน
จนหลายคนเชื่อไปแล้วว่า ชีวิตเราคงหมดหวังและต้องจมอยู่กับผลกรรมนั้นตลอดไป
ทว่าในทางพุทธศาสนาและจิตวิทยาเชิงบวก การจมอยู่กับความรู้สึกผิดอดีตไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น
มีแต่จะทำให้จิตใจเศร้าหมองและปิดกั้นโอกาสในการทำความดี ดังพระพุทธภาษิตที่พระเถระองค์หนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า:
โย จ ปุพฺเพ ปมชฺชิตฺวา
ปจฺฉา โส นปฺปมชฺชติ
โสมํ โลกํ ปภาเสติ
อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา.
"ผู้ใดในกาลก่อนเคยประมาท แต่ภายหลังเขาไม่ประมาท
เขาย่อมส่องโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์ที่พ้นแล้วจากเมฆหมอก...
ยสฺส ปาปํ กตํ กมฺมํ
กุสเลน ปิธียติ
โสมํ โลกํ ปภาเสติ
อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา.
ผู้ใดทำบาปกรรมไว้ แต่ปิดเสียได้ด้วยกุศลกรรม เขาย่อมส่องโลกนี้ให้สว่างไสว"
การ "ปิดบาปด้วยกุศล" ไม่ใช่การหนีความจริง แต่คือการย้ายโฟกัสจากสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ในอดีต
มาสู่ "เจตนาบริสุทธิ์ในปัจจุบัน" และตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการละทิ้งอดีตแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ในทางธรรม
ก็คือเรื่องราวของ "พระองคุลีมาลเถระ"
กลอน: แสงสว่างแห่งอริยชาติ
อดีตอัน หม่นหมอง เคยผิดพลาด
เคยประมาท พลั้งไป ในโลกหล้า
เปรียบเมฆหมอก บดบัง แสงจันทรา
ตอกย้ำตรา ความทุกข์ เผาผลาญใจ
แต่บัดนี้ ตื่นรู้ สู่กุศล
หยุดเวียนวน ละบาป เร่งขวนขวาย
ตั้งเจตนา บริสุทธิ์ ทั้งใจกาย
ดั่งพระจันทร์ ทลาย เมฆมืดมน
อันบาปกรรม แต่ก่อน เคยทำไว้
ปิดมันได้ ด้วยความดี ทุกแห่งหน
ละอดีต แล้วเริ่มต้น "ชาติแห่งตน"
เป็นอริยะ บุคคล ในปัจจุบัน