สวัสดีค่ะ
เราอยากมาแชร์ประสบการณ์และสิ่งที่เพิ่งได้เรียนรู้จากการขอยกเลิกคอร์สเสริมความงาม เผื่อมีใครกำลังเจอสถานการณ์คล้าย ๆ กัน แล้วเสิร์ชหาข้อมูลจนมาเจอกระทู้นี้ จะได้พอเห็นทางว่าควรเริ่มจัดการจากตรงไหน
ขอบอกก่อนว่า กระทู้นี้ไม่ได้ตั้งใจมาแฉหรือกล่าวหาสถานบริการแห่งใด และจะไม่ระบุชื่อ เพราะจุดประสงค์คืออยากแชร์ “วิธีรับมือ” และข้อมูลที่เราไปตรวจสอบมา เผื่อช่วยคนที่กำลังเครียดและไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อ
ตอนเราเจอเรื่องนี้ใหม่ๆ เราเองก็งงมากค่ะ เซ็นไปแล้ว รูดบัตรไปแล้ว ยังยกเลิกได้ไหม? ถ้าร้านบอกว่ายกเลิกไม่ได้ต้องเชื่อเลยหรือเปล่า? ถ้ามีค่าธรรมเนียมต้องยอมไหม? ต้องเก็บหลักฐานอะไร? แล้วถ้าจ่ายด้วยบัตรเครดิตต้องทำยังไง?
พอเริ่มหาข้อมูล โทรสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และค่อยๆ จัดการทีละอย่าง ถึงได้รู้ว่าธุรกิจให้บริการเสริมความงามมีกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมสัญญาและสิทธิผู้บริโภคโดยเฉพาะ
กระทู้นี้จะเป็นกรณีแบบที่เราเจอ คือ เพิ่งซื้อคอร์ส ยังไม่ได้ใช้บริการ และต้องการยกเลิกภายใน 7 วัน ถ้าใครใช้บริการไปแล้ว เกิน 7 วัน หรือรายละเอียดการซื้อไม่เหมือนกัน แนะนำให้สอบถาม สคบ. เพิ่มอีกครั้งว่ากรณีของตัวเองควรดำเนินการอย่างไร
เรื่องของเราเริ่มจาก “ไม่ได้ตั้งใจจะซื้อคอร์สตั้งแต่แรก”
วันนั้นเราไปเดินห้างตามปกติ ไม่ได้มีแผนจะเข้าคลินิกหรือซื้อคอร์ส ระหว่างเดินผ่านบริเวณบูท มีพนักงานเข้ามาพูดคุย ถามว่าเราใช้บัตรเครดิตอะไร มีการพูดถึงของแจก/โปรโมชั่นของทางธนาคารและให้เขียนแค่ชื่อ ตอนนั้นจากสิ่งที่เราเข้าใจ เราคิดว่าเป็นกิจกรรมหรือโปรโมชั่นของทางธนาคาร เลยเข้าไป
จากนั้นเริ่มมีการ ถูกให้ไปวิเคราะห์ผิวโดยอ้างว่าทำฟรีของบัตรเครดิตเรา แล้วจึงเข้าสู่การเสนอขายคอร์ส มีการพูดคุยต่อเนื่องและมีข้อเสนอหลายแบบ เรามีปฏิเสธไปแล้ว แต่ก็ยังมีข้อเสนออื่นตามมา
ส่วนตัวเราเป็นคนเกรงใจและปฏิเสธคนไม่ค่อยเก่ง พออยู่ในสถานการณ์นั้นนานๆ เราเริ่มรู้สึกกดดันและอยากให้สถานการณ์จบ สุดท้ายจึงตกลงซื้อคอร์ส 1x,xxx บาท ชำระผ่านบัตรเครดิตแบบผ่อน 0% 10 เดือน
แต่หลังจากออกมาแล้วและได้มีเวลาทบทวนการตัดสินใจของตัวเอง เราก็รู้สึกว่า ตอนที่ตกลงซื้อ เราตัดสินใจไปท่ามกลางการพูดคุยและการเสนอขายที่ต่อเนื่อง มากกว่าจะเป็นการตัดสินใจที่เราได้กลับไปคิดด้วยตัวเองจริงๆ และเมื่อได้ทบทวนแล้ว เราก็แน่ใจว่าไม่ต้องการใช้บริการคอร์สนี้ ที่สำคัญคือเรายังไม่ได้ใช้บริการแม้แต่ครั้งเดียว จึงรีบทักไปขอยกเลิกภายในวันเดียวกับที่ซื้อ
ถ้าคิดว่าจะยกเลิก และยังไม่ได้ใช้บริการ อย่าเพิ่งไปใช้
หลังจากไปหาข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เราพบว่า ธุรกิจให้บริการเสริมความงามเป็น “ธุรกิจที่ควบคุมสัญญา” ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา พ.ศ. 2568 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569
ข้อมูลที่ สคบ. เผยแพร่ระบุสาระสำคัญว่า หากผู้บริโภคยังไม่ได้ใช้บริการ สามารถบอกเลิกสัญญาภายใน 7 วันนับจากวันที่ชำระเงิน โดยไม่มีเงื่อนไข และผู้ประกอบธุรกิจต้องคืนเงินเต็มจำนวน
เพราะฉะนั้น ถ้าเพิ่งซื้อมาแล้วรู้ตัวว่า “ไม่เอาแล้ว อยากยกเลิก” สิ่งแรกที่อยากแนะนำคือ อย่าเพิ่งใช้บริการ และถ้าตัดสินใจแล้วว่าไม่ต้องการจริง ๆ ก็รีบแจ้งยกเลิกให้เร็วที่สุด อย่ารอจนใกล้ครบ 7 วัน
รีบแจ้งยกเลิกให้มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร
เราแจ้งผ่าน LINE ว่าต้องการยกเลิก พร้อมแจ้งวันที่ซื้อ ยอดเงิน และว่ายังไม่ได้ใช้บริการ ตรงนี้สำคัญมาก เพราะภายหลังแชตกลายเป็นหลักฐานว่าเราแจ้งขอยกเลิกตั้งแต่วันไหนและเวลาใด
ถ้าจำเป็นต้องคุยโทรศัพท์ หลังวางสายอาจส่งข้อความยืนยันอีกครั้ง เช่น
“ตามที่ได้สนทนาทางโทรศัพท์เมื่อสักครู่ ดิฉันขอยืนยันความประสงค์บอกเลิกคอร์สที่ซื้อเมื่อวันที่... โดยขณะนี้ยังไม่ได้ใช้บริการใด ๆ และขอให้ดำเนินการคืนเงินค่ะ” อย่างน้อยเราจะมีหลักฐานวันที่และเวลาที่แจ้งไว้
ของเราได้รับแจ้งว่าต้องกลับไปสาขาเพื่อเซ็นเอกสารยกเลิก
เราเลยกลับไป เพราะคิดว่าไปเซ็นแล้วก็คงจบ แต่เมื่อไปถึง เราได้รับแจ้งว่าหากยกเลิกจะต้องถูกหักเงิน 10% (ภายหลังเราได้พูดคุยกับคนที่เจอเหตุการณ์คล้ายกัน ถึงได้รู้ว่ามีกรณีที่ถูกแจ้งให้หักมากกว่า 10% ด้วย)
แต่ตอนนั้นเราตั้งใจกลับไปยกเลิกและไม่อยากถูกหัก 10% แต่ระหว่างคุยก็ยังมีการเสนอปรับคอร์ส ทั้งลดราคาและเพิ่มจำนวนครั้งให้โดยมีบุคคลมาช่วยหว่านล้อม ประกอบกับเรากังวลว่าจะเสียเงิน 10% หากยกเลิก สุดท้ายจึงตกลงปรับคอร์สไป
หลังจากนั้นเรายังรู้สึกว่าไม่ต้องการใช้บริการอยู่ดี จึงแจ้งยกเลิกทั้งหมดอีกครั้งในวันถัดมา โดยที่ยังไม่ได้ใช้บริการ
อย่ารีบเซ็นเอกสารที่ยังไม่เข้าใจ
อันนี้เป็นเรื่องที่อยากเตือนมากค่ะ ถ้าไปขอยกเลิกแล้วมีเอกสารมาให้เซ็น อย่าคิดว่าเขายื่นมาแล้วเราจำเป็นต้องเซ็นทันทีทุกฉบับ
อ่านทุกบรรทัดก่อน โดยเฉพาะข้อความลักษณะว่า
“ชำระเงินแล้วไม่สามารถยกเลิกได้ทุกกรณี”
“ไม่สามารถขอคืนเงินได้”
“ยกเลิกต้องเสียค่าธรรมเนียม ...%”
“ยอมสละสิทธิเรียกร้อง”
“จะไม่ร้องเรียนต่อหน่วยงานของรัฐ”
“ไม่ติดใจดำเนินคดี”
ถ้าอ่านแล้วพบว่าไม่ตรงกับสิ่งที่ตกลง ไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หรือสงสัยว่าอาจกระทบสิทธิที่กฎหมายให้ไว้ อย่าเพิ่งรีบเซ็นเพราะถูกเร่ง อ่านก่อน ถามก่อน ขอสำเนาหรือถ่ายรูปไว้ถ้าทำได้ และถ้ายังไม่แน่ใจ โทรสอบถาม สคบ. ก่อน
ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าข้อความทุกแบบข้างต้น “ผิดกฎหมายและไม่มีผลทั้งหมด” เพราะต้องดูรายละเอียดของเอกสารแต่ละฉบับ แต่ถ้าเราเข้าเงื่อนไข “ยังไม่ได้ใช้บริการและบอกเลิกภายใน 7 วัน” ก็ควรตรวจสอบให้ชัดก่อนเซ็นยอมรับเงื่อนไขที่สงสัยว่าจะกระทบสิทธิของเรา
จำง่าย ๆ ว่า
อ่านไม่เข้าใจ = ยังไม่เซ็น
ไม่ตรงกับที่ตกลง = ยังไม่เซ็น
มีช่องว่างสำคัญ = ถามก่อนเซ็น
มีคำว่า “สละสิทธิ/ไม่ติดใจเรียกร้อง” = อ่านให้ละเอียดมาก
เขียนว่าได้รับเงินแล้วทั้งที่เงินจริงยังไม่เข้า = อย่าเพิ่งรับรองว่าได้รับแล้ว
ถ้ามีการเรียก “ค่าธรรมเนียมยกเลิก” อย่าเพิ่งเห็นตัวเลขแล้วเซ็นยอมรับ
ถ้าได้รับแจ้งว่า “ยกเลิกได้แต่ต้องเสีย X%” “เป็นค่าดำเนินการ” “เป็นนโยบายบริษัท” หรือ “เป็นคอร์สโปรโมชั่นจึงต้องเสียค่าธรรมเนียม” ในขณะที่เรายังไม่ได้ใช้บริการและแจ้งภายใน 7 วัน
สิ่งที่อยากแนะนำไม่ใช่ให้ไปยืนเถียงตรงนั้นว่า “ผิดกฎหมาย!” แต่ให้ถามว่า ค่าธรรมเนียมนี้คือค่าอะไร กำหนดไว้ที่ไหน คิดจากอะไร และมีฐานตามสัญญาหรือกฎหมายอย่างไร แล้วเก็บคำตอบและเอกสารไว้ไปสอบถาม สคบ.
ส่วนกรณีอ้างค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเครดิต เราไม่อยากฟันธงแทนทุกเคส แนะนำให้ขอรายละเอียดและตรวจสอบกับ สคบ. หรือธนาคารเจ้าของบัตรอีกครั้งค่ะ
โทรหา สคบ. และเล่าเหตุการณ์ตามจริง
โทรสายด่วน 1166 และเล่าเรื่องตามที่เกิดขึ้น สิ่งที่ช่วยได้มากคือจด Timeline สั้น ๆ ไว้ก่อน เช่น ซื้อวันไหน ยอดเท่าไร ใช้บริการหรือยัง แจ้งยกเลิกเมื่อไร ผู้ประกอบการตอบว่าอะไร และมีเอกสารอะไรบ้าง
ไม่ต้องพยายามเล่าให้ตัวเองดูเป็นฝ่ายถูกที่สุดค่ะ เล่าตามจริง แล้วให้เจ้าหน้าที่ช่วยดูว่าสิทธิของเราเป็นอย่างไรและควรทำอะไรต่อ
ถ้าจ่ายด้วยบัตรเครดิต ติดต่อธนาคารเจ้าของบัตรด้วย
ของเราเป็นการชำระผ่านบัตรเครดิต เราจึงติดต่อธนาคารเพื่อแจ้งปัญหาและสอบถามขั้นตอนตรวจสอบ/ปฏิเสธการเรียกเก็บเงิน
จุดสำคัญคือ ถ้าเราเป็นคนทำรายการเอง อย่าแจ้งธนาคารว่า “ไม่ได้ทำรายการนี้” ถ้าความจริงคือเราทำเอง ให้เล่าตามจริงว่าเราเป็นผู้ทำรายการ แต่ภายหลังได้แจ้งบอกเลิกบริการที่ยังไม่ได้ใช้ และขณะนี้อยู่ระหว่างขอคืนเงินหรือมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการยกเลิกบริการ จากนั้นให้ธนาคารแนะนำว่าต้องส่งอะไรและระหว่างตรวจสอบต้องชำระยอดอย่างไร
อย่าหยุดชำระบัตรเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากธนาคาร เพราะขั้นตอนของแต่ละธนาคารและแต่ละรายการอาจไม่เหมือนกัน
หลักฐาน เก็บไว้ให้หมด
ใบเสร็จ สัญญา สลิปบัตรเครดิต แชต LINE รายละเอียดโปรโมชั่น เอกสารเปลี่ยนคอร์ส เอกสารยกเลิก ใบนัด และหลักฐานการติดต่อทั้งหมด
ถ้าคุยโทรศัพท์ ให้จดวัน เวลา และสาระสำคัญ ถ้ามีเอกสารกระดาษให้ถ่ายรูปเก็บไว้ และถ้าเอกสารมีการขีดฆ่าหรือแก้ไขก่อนเซ็น ก็ควรเก็บรูปฉบับที่แก้ไขและลงนามแล้วไว้ด้วย
ถ้าคุยกันแล้วยังไม่ได้ข้อยุติ สามารถร้องเรียน สคบ. ได้
เวลาเขียนคำร้อง เราแนะนำให้เขียนเป็นลำดับเหตุการณ์ บอกว่าเกิดอะไรขึ้น ซื้อเมื่อไร ยอดเท่าไร ใช้บริการหรือยัง แจ้งยกเลิกเมื่อไร ได้รับคำตอบอย่างไร และต้องการให้ดำเนินการอะไร พร้อมแนบหลักฐาน
ไม่จำเป็นต้องใช้คำว่า “โกง” “หลอก” หรือฟันธงว่าผู้ประกอบการทำผิดกฎหมายข้อไหน ถ้าเรายังไม่แน่ใจ เล่าข้อเท็จจริงให้ครบ แล้วให้หน่วยงานที่มีหน้าที่เป็นผู้พิจารณา
ถ้าตกลงเรื่องคืนเงินกันได้แล้ว ก็อย่าเพิ่งรีบยุติเรื่องที่ร้องเรียนไว้เพียงเพราะได้รับแจ้งว่า “จะคืนเงิน” ค่ะ
ถ้ายังไม่ได้รับเงินจริง แนะนำให้เก็บหลักฐานและติดตามเรื่องไว้ก่อน เมื่อผู้ประกอบการดำเนินการตามข้อตกลงเรียบร้อยและได้รับเงินคืนครบถ้วนแล้ว จึงค่อยแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าปัญหาได้รับการแก้ไขและประสงค์ยุติเรื่อง
เพราะสำหรับเรา “ตกลงว่าจะคืน” กับ “ได้รับเงินคืนแล้ว” ยังเป็นคนละขั้นตอนกันค่ะ
ถ้าใครเพิ่งเจอเหตุการณ์นี้ สรุปว่าเริ่มจากอะไรดี
เช็กก่อนว่าซื้อเมื่อไรและใช้บริการไปแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ได้ใช้และต้องการยกเลิก ให้รีบแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร อย่าเพิ่งใช้บริการ และเก็บหลักฐานทุกอย่าง
อ่านสัญญาและเอกสารทุกฉบับ ถ้ามีเงื่อนไขที่สงสัย เช่น ยกเลิกไม่ได้ มีค่าธรรมเนียมที่ไม่เข้าใจ หรือมีเอกสารให้สละสิทธิ อย่าเพิ่งเซ็นเพราะถูกเร่ง ขอรายละเอียดและสอบถาม สคบ. ก่อน
ถ้าจ่ายผ่านบัตรเครดิต ติดต่อธนาคารเจ้าของบัตรและเล่าเหตุการณ์ตามจริง และถ้าคุยกับผู้ประกอบการแล้วยังไม่ได้ข้อยุติ ก็สามารถรวบรวมหลักฐานร้องเรียนให้หน่วยงานช่วยพิจารณาได้
สุดท้าย สิ่งที่เราได้เรียนรู้มากที่สุด
ขั้นตอนทั้งหมดนี้ใช้พลังงานมากจริง ๆ 555555
เพราะฉะนั้น วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ถ้าไม่ได้อยากซื้อจริง ๆ อย่าตกลงตั้งแต่แรก
ถ้าเดินห้างแล้วมีคนเรียก “เข้าไปดูก่อนได้ค่ะ” “วิเคราะห์ฟรี” “รับของก่อน” “เขียนชื่อเฉย ๆ” หรือ “ราคานี้เฉพาะวันนี้” ถ้าเราไม่ได้สนใจจริง ๆ
“ไม่ค่ะ ขอบคุณค่ะ” แล้วเดินต่อได้เลย
และสุดท้ายนี้ ฝากประโยคที่เราอยากให้ตัวเองจำไว้หลังจากเจอเรื่องนี้ค่ะ
“ความเกรงใจไม่ควรแพงกว่าความสบายใจของเรา”
ไม่อยากซื้อ = ปฏิเสธได้
ยังไม่แน่ใจ = กลับไปคิดได้
อ่านไม่เข้าใจ = ยังไม่ต้องเซ็น
รู้สึกว่ามีอะไรไม่ถูกต้อง = หาข้อมูลหรือสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนได้
ถ้ามีคำว่า “ราคานี้ได้วันนี้เท่านั้น” หลังจากประสบการณ์นี้ คำตอบของเราคือ “ถ้าต้องตัดสินใจวันนี้ งั้นยังไม่เอาค่ะ” 555555
และสำหรับคนที่เผลอตกลงไปแล้ว อย่าเพิ่งมัวแต่โทษตัวเองจนไม่ทำอะไรต่อ สิ่งที่ควรทำคือ ตรวจสอบสิทธิของตัวเองก่อน
อย่าเพิ่งสรุปว่า “เซ็นแล้ว = หมดสิทธิทุกอย่าง” เพียงเพราะมีคนบอกแบบนั้น แต่ในทางกลับกันก็อย่าอ่านกระทู้นี้แล้วคิดว่า “ซื้อไปก่อน เดี๋ยวยกเลิกก็ได้” เพราะการตามแก้ทีหลังเสียทั้งเวลาและพลังงานมากกว่าการไม่ตกลงตั้งแต่แรกเยอะมากค่ะ
แหล่งข้อมูล
ข้อมูลหลักที่เราใช้อ้างอิงมาจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เรื่องธุรกิจให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา และสิทธิบอกเลิกในกรณียังไม่ได้ใช้บริการภายใน 7 วัน
แนะนำให้อ่านข้อมูลจากเว็บไซต์ สคบ. โดยตรง และถ้าไม่แน่ใจว่ากรณีของตัวเองเข้าเงื่อนไขหรือไม่ โทรสอบถามสายด่วน 1166 อีกครั้งดีที่สุดค่ะ
หวังว่ากระทู้นี้จะช่วยคนที่กำลังเสิร์ชหาวิธีแก้ปัญหาอยู่นะคะ
แชร์ประสบการณ์ ยกเลิกคอร์สคลินิกความงามและขอเงินคืน ต้องทำยังไง?
เราอยากมาแชร์ประสบการณ์และสิ่งที่เพิ่งได้เรียนรู้จากการขอยกเลิกคอร์สเสริมความงาม เผื่อมีใครกำลังเจอสถานการณ์คล้าย ๆ กัน แล้วเสิร์ชหาข้อมูลจนมาเจอกระทู้นี้ จะได้พอเห็นทางว่าควรเริ่มจัดการจากตรงไหน
ขอบอกก่อนว่า กระทู้นี้ไม่ได้ตั้งใจมาแฉหรือกล่าวหาสถานบริการแห่งใด และจะไม่ระบุชื่อ เพราะจุดประสงค์คืออยากแชร์ “วิธีรับมือ” และข้อมูลที่เราไปตรวจสอบมา เผื่อช่วยคนที่กำลังเครียดและไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อ
ตอนเราเจอเรื่องนี้ใหม่ๆ เราเองก็งงมากค่ะ เซ็นไปแล้ว รูดบัตรไปแล้ว ยังยกเลิกได้ไหม? ถ้าร้านบอกว่ายกเลิกไม่ได้ต้องเชื่อเลยหรือเปล่า? ถ้ามีค่าธรรมเนียมต้องยอมไหม? ต้องเก็บหลักฐานอะไร? แล้วถ้าจ่ายด้วยบัตรเครดิตต้องทำยังไง?
พอเริ่มหาข้อมูล โทรสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และค่อยๆ จัดการทีละอย่าง ถึงได้รู้ว่าธุรกิจให้บริการเสริมความงามมีกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมสัญญาและสิทธิผู้บริโภคโดยเฉพาะ
กระทู้นี้จะเป็นกรณีแบบที่เราเจอ คือ เพิ่งซื้อคอร์ส ยังไม่ได้ใช้บริการ และต้องการยกเลิกภายใน 7 วัน ถ้าใครใช้บริการไปแล้ว เกิน 7 วัน หรือรายละเอียดการซื้อไม่เหมือนกัน แนะนำให้สอบถาม สคบ. เพิ่มอีกครั้งว่ากรณีของตัวเองควรดำเนินการอย่างไร
เรื่องของเราเริ่มจาก “ไม่ได้ตั้งใจจะซื้อคอร์สตั้งแต่แรก”
วันนั้นเราไปเดินห้างตามปกติ ไม่ได้มีแผนจะเข้าคลินิกหรือซื้อคอร์ส ระหว่างเดินผ่านบริเวณบูท มีพนักงานเข้ามาพูดคุย ถามว่าเราใช้บัตรเครดิตอะไร มีการพูดถึงของแจก/โปรโมชั่นของทางธนาคารและให้เขียนแค่ชื่อ ตอนนั้นจากสิ่งที่เราเข้าใจ เราคิดว่าเป็นกิจกรรมหรือโปรโมชั่นของทางธนาคาร เลยเข้าไป
จากนั้นเริ่มมีการ ถูกให้ไปวิเคราะห์ผิวโดยอ้างว่าทำฟรีของบัตรเครดิตเรา แล้วจึงเข้าสู่การเสนอขายคอร์ส มีการพูดคุยต่อเนื่องและมีข้อเสนอหลายแบบ เรามีปฏิเสธไปแล้ว แต่ก็ยังมีข้อเสนออื่นตามมา
ส่วนตัวเราเป็นคนเกรงใจและปฏิเสธคนไม่ค่อยเก่ง พออยู่ในสถานการณ์นั้นนานๆ เราเริ่มรู้สึกกดดันและอยากให้สถานการณ์จบ สุดท้ายจึงตกลงซื้อคอร์ส 1x,xxx บาท ชำระผ่านบัตรเครดิตแบบผ่อน 0% 10 เดือน
แต่หลังจากออกมาแล้วและได้มีเวลาทบทวนการตัดสินใจของตัวเอง เราก็รู้สึกว่า ตอนที่ตกลงซื้อ เราตัดสินใจไปท่ามกลางการพูดคุยและการเสนอขายที่ต่อเนื่อง มากกว่าจะเป็นการตัดสินใจที่เราได้กลับไปคิดด้วยตัวเองจริงๆ และเมื่อได้ทบทวนแล้ว เราก็แน่ใจว่าไม่ต้องการใช้บริการคอร์สนี้ ที่สำคัญคือเรายังไม่ได้ใช้บริการแม้แต่ครั้งเดียว จึงรีบทักไปขอยกเลิกภายในวันเดียวกับที่ซื้อ
ถ้าคิดว่าจะยกเลิก และยังไม่ได้ใช้บริการ อย่าเพิ่งไปใช้
หลังจากไปหาข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เราพบว่า ธุรกิจให้บริการเสริมความงามเป็น “ธุรกิจที่ควบคุมสัญญา” ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา พ.ศ. 2568 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569
ข้อมูลที่ สคบ. เผยแพร่ระบุสาระสำคัญว่า หากผู้บริโภคยังไม่ได้ใช้บริการ สามารถบอกเลิกสัญญาภายใน 7 วันนับจากวันที่ชำระเงิน โดยไม่มีเงื่อนไข และผู้ประกอบธุรกิจต้องคืนเงินเต็มจำนวน
เพราะฉะนั้น ถ้าเพิ่งซื้อมาแล้วรู้ตัวว่า “ไม่เอาแล้ว อยากยกเลิก” สิ่งแรกที่อยากแนะนำคือ อย่าเพิ่งใช้บริการ และถ้าตัดสินใจแล้วว่าไม่ต้องการจริง ๆ ก็รีบแจ้งยกเลิกให้เร็วที่สุด อย่ารอจนใกล้ครบ 7 วัน
รีบแจ้งยกเลิกให้มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร
เราแจ้งผ่าน LINE ว่าต้องการยกเลิก พร้อมแจ้งวันที่ซื้อ ยอดเงิน และว่ายังไม่ได้ใช้บริการ ตรงนี้สำคัญมาก เพราะภายหลังแชตกลายเป็นหลักฐานว่าเราแจ้งขอยกเลิกตั้งแต่วันไหนและเวลาใด
ถ้าจำเป็นต้องคุยโทรศัพท์ หลังวางสายอาจส่งข้อความยืนยันอีกครั้ง เช่น
“ตามที่ได้สนทนาทางโทรศัพท์เมื่อสักครู่ ดิฉันขอยืนยันความประสงค์บอกเลิกคอร์สที่ซื้อเมื่อวันที่... โดยขณะนี้ยังไม่ได้ใช้บริการใด ๆ และขอให้ดำเนินการคืนเงินค่ะ” อย่างน้อยเราจะมีหลักฐานวันที่และเวลาที่แจ้งไว้
ของเราได้รับแจ้งว่าต้องกลับไปสาขาเพื่อเซ็นเอกสารยกเลิก
เราเลยกลับไป เพราะคิดว่าไปเซ็นแล้วก็คงจบ แต่เมื่อไปถึง เราได้รับแจ้งว่าหากยกเลิกจะต้องถูกหักเงิน 10% (ภายหลังเราได้พูดคุยกับคนที่เจอเหตุการณ์คล้ายกัน ถึงได้รู้ว่ามีกรณีที่ถูกแจ้งให้หักมากกว่า 10% ด้วย)
แต่ตอนนั้นเราตั้งใจกลับไปยกเลิกและไม่อยากถูกหัก 10% แต่ระหว่างคุยก็ยังมีการเสนอปรับคอร์ส ทั้งลดราคาและเพิ่มจำนวนครั้งให้โดยมีบุคคลมาช่วยหว่านล้อม ประกอบกับเรากังวลว่าจะเสียเงิน 10% หากยกเลิก สุดท้ายจึงตกลงปรับคอร์สไป
หลังจากนั้นเรายังรู้สึกว่าไม่ต้องการใช้บริการอยู่ดี จึงแจ้งยกเลิกทั้งหมดอีกครั้งในวันถัดมา โดยที่ยังไม่ได้ใช้บริการ
อย่ารีบเซ็นเอกสารที่ยังไม่เข้าใจ
อันนี้เป็นเรื่องที่อยากเตือนมากค่ะ ถ้าไปขอยกเลิกแล้วมีเอกสารมาให้เซ็น อย่าคิดว่าเขายื่นมาแล้วเราจำเป็นต้องเซ็นทันทีทุกฉบับ
อ่านทุกบรรทัดก่อน โดยเฉพาะข้อความลักษณะว่า
“ชำระเงินแล้วไม่สามารถยกเลิกได้ทุกกรณี”
“ไม่สามารถขอคืนเงินได้”
“ยกเลิกต้องเสียค่าธรรมเนียม ...%”
“ยอมสละสิทธิเรียกร้อง”
“จะไม่ร้องเรียนต่อหน่วยงานของรัฐ”
“ไม่ติดใจดำเนินคดี”
ถ้าอ่านแล้วพบว่าไม่ตรงกับสิ่งที่ตกลง ไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หรือสงสัยว่าอาจกระทบสิทธิที่กฎหมายให้ไว้ อย่าเพิ่งรีบเซ็นเพราะถูกเร่ง อ่านก่อน ถามก่อน ขอสำเนาหรือถ่ายรูปไว้ถ้าทำได้ และถ้ายังไม่แน่ใจ โทรสอบถาม สคบ. ก่อน
ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าข้อความทุกแบบข้างต้น “ผิดกฎหมายและไม่มีผลทั้งหมด” เพราะต้องดูรายละเอียดของเอกสารแต่ละฉบับ แต่ถ้าเราเข้าเงื่อนไข “ยังไม่ได้ใช้บริการและบอกเลิกภายใน 7 วัน” ก็ควรตรวจสอบให้ชัดก่อนเซ็นยอมรับเงื่อนไขที่สงสัยว่าจะกระทบสิทธิของเรา
จำง่าย ๆ ว่า
อ่านไม่เข้าใจ = ยังไม่เซ็น
ไม่ตรงกับที่ตกลง = ยังไม่เซ็น
มีช่องว่างสำคัญ = ถามก่อนเซ็น
มีคำว่า “สละสิทธิ/ไม่ติดใจเรียกร้อง” = อ่านให้ละเอียดมาก
เขียนว่าได้รับเงินแล้วทั้งที่เงินจริงยังไม่เข้า = อย่าเพิ่งรับรองว่าได้รับแล้ว
ถ้ามีการเรียก “ค่าธรรมเนียมยกเลิก” อย่าเพิ่งเห็นตัวเลขแล้วเซ็นยอมรับ
ถ้าได้รับแจ้งว่า “ยกเลิกได้แต่ต้องเสีย X%” “เป็นค่าดำเนินการ” “เป็นนโยบายบริษัท” หรือ “เป็นคอร์สโปรโมชั่นจึงต้องเสียค่าธรรมเนียม” ในขณะที่เรายังไม่ได้ใช้บริการและแจ้งภายใน 7 วัน
สิ่งที่อยากแนะนำไม่ใช่ให้ไปยืนเถียงตรงนั้นว่า “ผิดกฎหมาย!” แต่ให้ถามว่า ค่าธรรมเนียมนี้คือค่าอะไร กำหนดไว้ที่ไหน คิดจากอะไร และมีฐานตามสัญญาหรือกฎหมายอย่างไร แล้วเก็บคำตอบและเอกสารไว้ไปสอบถาม สคบ.
ส่วนกรณีอ้างค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเครดิต เราไม่อยากฟันธงแทนทุกเคส แนะนำให้ขอรายละเอียดและตรวจสอบกับ สคบ. หรือธนาคารเจ้าของบัตรอีกครั้งค่ะ
โทรหา สคบ. และเล่าเหตุการณ์ตามจริง
โทรสายด่วน 1166 และเล่าเรื่องตามที่เกิดขึ้น สิ่งที่ช่วยได้มากคือจด Timeline สั้น ๆ ไว้ก่อน เช่น ซื้อวันไหน ยอดเท่าไร ใช้บริการหรือยัง แจ้งยกเลิกเมื่อไร ผู้ประกอบการตอบว่าอะไร และมีเอกสารอะไรบ้าง
ไม่ต้องพยายามเล่าให้ตัวเองดูเป็นฝ่ายถูกที่สุดค่ะ เล่าตามจริง แล้วให้เจ้าหน้าที่ช่วยดูว่าสิทธิของเราเป็นอย่างไรและควรทำอะไรต่อ
ถ้าจ่ายด้วยบัตรเครดิต ติดต่อธนาคารเจ้าของบัตรด้วย
ของเราเป็นการชำระผ่านบัตรเครดิต เราจึงติดต่อธนาคารเพื่อแจ้งปัญหาและสอบถามขั้นตอนตรวจสอบ/ปฏิเสธการเรียกเก็บเงิน
จุดสำคัญคือ ถ้าเราเป็นคนทำรายการเอง อย่าแจ้งธนาคารว่า “ไม่ได้ทำรายการนี้” ถ้าความจริงคือเราทำเอง ให้เล่าตามจริงว่าเราเป็นผู้ทำรายการ แต่ภายหลังได้แจ้งบอกเลิกบริการที่ยังไม่ได้ใช้ และขณะนี้อยู่ระหว่างขอคืนเงินหรือมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการยกเลิกบริการ จากนั้นให้ธนาคารแนะนำว่าต้องส่งอะไรและระหว่างตรวจสอบต้องชำระยอดอย่างไร
อย่าหยุดชำระบัตรเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากธนาคาร เพราะขั้นตอนของแต่ละธนาคารและแต่ละรายการอาจไม่เหมือนกัน
หลักฐาน เก็บไว้ให้หมด
ใบเสร็จ สัญญา สลิปบัตรเครดิต แชต LINE รายละเอียดโปรโมชั่น เอกสารเปลี่ยนคอร์ส เอกสารยกเลิก ใบนัด และหลักฐานการติดต่อทั้งหมด
ถ้าคุยโทรศัพท์ ให้จดวัน เวลา และสาระสำคัญ ถ้ามีเอกสารกระดาษให้ถ่ายรูปเก็บไว้ และถ้าเอกสารมีการขีดฆ่าหรือแก้ไขก่อนเซ็น ก็ควรเก็บรูปฉบับที่แก้ไขและลงนามแล้วไว้ด้วย
ถ้าคุยกันแล้วยังไม่ได้ข้อยุติ สามารถร้องเรียน สคบ. ได้
เวลาเขียนคำร้อง เราแนะนำให้เขียนเป็นลำดับเหตุการณ์ บอกว่าเกิดอะไรขึ้น ซื้อเมื่อไร ยอดเท่าไร ใช้บริการหรือยัง แจ้งยกเลิกเมื่อไร ได้รับคำตอบอย่างไร และต้องการให้ดำเนินการอะไร พร้อมแนบหลักฐาน
ไม่จำเป็นต้องใช้คำว่า “โกง” “หลอก” หรือฟันธงว่าผู้ประกอบการทำผิดกฎหมายข้อไหน ถ้าเรายังไม่แน่ใจ เล่าข้อเท็จจริงให้ครบ แล้วให้หน่วยงานที่มีหน้าที่เป็นผู้พิจารณา
ถ้าตกลงเรื่องคืนเงินกันได้แล้ว ก็อย่าเพิ่งรีบยุติเรื่องที่ร้องเรียนไว้เพียงเพราะได้รับแจ้งว่า “จะคืนเงิน” ค่ะ
ถ้ายังไม่ได้รับเงินจริง แนะนำให้เก็บหลักฐานและติดตามเรื่องไว้ก่อน เมื่อผู้ประกอบการดำเนินการตามข้อตกลงเรียบร้อยและได้รับเงินคืนครบถ้วนแล้ว จึงค่อยแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าปัญหาได้รับการแก้ไขและประสงค์ยุติเรื่อง
เพราะสำหรับเรา “ตกลงว่าจะคืน” กับ “ได้รับเงินคืนแล้ว” ยังเป็นคนละขั้นตอนกันค่ะ
ถ้าใครเพิ่งเจอเหตุการณ์นี้ สรุปว่าเริ่มจากอะไรดี
เช็กก่อนว่าซื้อเมื่อไรและใช้บริการไปแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ได้ใช้และต้องการยกเลิก ให้รีบแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร อย่าเพิ่งใช้บริการ และเก็บหลักฐานทุกอย่าง
อ่านสัญญาและเอกสารทุกฉบับ ถ้ามีเงื่อนไขที่สงสัย เช่น ยกเลิกไม่ได้ มีค่าธรรมเนียมที่ไม่เข้าใจ หรือมีเอกสารให้สละสิทธิ อย่าเพิ่งเซ็นเพราะถูกเร่ง ขอรายละเอียดและสอบถาม สคบ. ก่อน
ถ้าจ่ายผ่านบัตรเครดิต ติดต่อธนาคารเจ้าของบัตรและเล่าเหตุการณ์ตามจริง และถ้าคุยกับผู้ประกอบการแล้วยังไม่ได้ข้อยุติ ก็สามารถรวบรวมหลักฐานร้องเรียนให้หน่วยงานช่วยพิจารณาได้
สุดท้าย สิ่งที่เราได้เรียนรู้มากที่สุด
ขั้นตอนทั้งหมดนี้ใช้พลังงานมากจริง ๆ 555555
เพราะฉะนั้น วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ถ้าไม่ได้อยากซื้อจริง ๆ อย่าตกลงตั้งแต่แรก
ถ้าเดินห้างแล้วมีคนเรียก “เข้าไปดูก่อนได้ค่ะ” “วิเคราะห์ฟรี” “รับของก่อน” “เขียนชื่อเฉย ๆ” หรือ “ราคานี้เฉพาะวันนี้” ถ้าเราไม่ได้สนใจจริง ๆ
“ไม่ค่ะ ขอบคุณค่ะ” แล้วเดินต่อได้เลย
และสุดท้ายนี้ ฝากประโยคที่เราอยากให้ตัวเองจำไว้หลังจากเจอเรื่องนี้ค่ะ
“ความเกรงใจไม่ควรแพงกว่าความสบายใจของเรา”
ไม่อยากซื้อ = ปฏิเสธได้
ยังไม่แน่ใจ = กลับไปคิดได้
อ่านไม่เข้าใจ = ยังไม่ต้องเซ็น
รู้สึกว่ามีอะไรไม่ถูกต้อง = หาข้อมูลหรือสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนได้
ถ้ามีคำว่า “ราคานี้ได้วันนี้เท่านั้น” หลังจากประสบการณ์นี้ คำตอบของเราคือ “ถ้าต้องตัดสินใจวันนี้ งั้นยังไม่เอาค่ะ” 555555
และสำหรับคนที่เผลอตกลงไปแล้ว อย่าเพิ่งมัวแต่โทษตัวเองจนไม่ทำอะไรต่อ สิ่งที่ควรทำคือ ตรวจสอบสิทธิของตัวเองก่อน
อย่าเพิ่งสรุปว่า “เซ็นแล้ว = หมดสิทธิทุกอย่าง” เพียงเพราะมีคนบอกแบบนั้น แต่ในทางกลับกันก็อย่าอ่านกระทู้นี้แล้วคิดว่า “ซื้อไปก่อน เดี๋ยวยกเลิกก็ได้” เพราะการตามแก้ทีหลังเสียทั้งเวลาและพลังงานมากกว่าการไม่ตกลงตั้งแต่แรกเยอะมากค่ะ
แหล่งข้อมูล
ข้อมูลหลักที่เราใช้อ้างอิงมาจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เรื่องธุรกิจให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา และสิทธิบอกเลิกในกรณียังไม่ได้ใช้บริการภายใน 7 วัน
แนะนำให้อ่านข้อมูลจากเว็บไซต์ สคบ. โดยตรง และถ้าไม่แน่ใจว่ากรณีของตัวเองเข้าเงื่อนไขหรือไม่ โทรสอบถามสายด่วน 1166 อีกครั้งดีที่สุดค่ะ
หวังว่ากระทู้นี้จะช่วยคนที่กำลังเสิร์ชหาวิธีแก้ปัญหาอยู่นะคะ