ภังคญาน VS สังขารุเปกขาญาน
1. ภังคญาณ เห็นการดับฝั่งวัตถุ/อารมณ์เป็นหลัก
สติปัญญาเริ่มเห็นความเกิด ดับของรูปนามอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยเห็นรูปนามผุดขึ้นมาแล้วดับไป ย่อยยับไปต่อหน้าต่อตา
จุดที่ยังไม่ข้ามพ้น: จิตยังมีความรู้สึกว่ามี ตัวผู้รู้ ที่ตั้งมั่น สว่าง หรือทรงพลัง ที่ยืนระยะเป็นฉากหลังเพื่อดูรูปนามเบื้องหน้าดับไป แต่ตัวผู้รู้ยังไม่ถูกสลายลงอย่างสมบูรณ์ ความดับจึงยังกระจายอยู่แค่ในฝั่ง สิ่งถูกดู รูป เวทนา สัญญา จสังขาร
2. สังขารุเปกขาญาณ เห็นการดับของตัวผู้รู้ และเห็นว่าดับลงตรงกลาง
การทำงานของปัญญา: วิปัสสนาปัญญากลั่นกรองจนจิตวางลงเป็นอุเบกขา เป็นกลางอย่างแท้จริง ปัญญาถอยกลับมารวบหมดทั้งระบบ ไม่เพียงเห็นอารมณ์ดับ แต่ ประจักษ์แจ้งว่าตัวผู้ดูเองก็ดับไปด้วย
ดับลงไปที่ตรงกลางความรู้สึก คือการที่ตัวผู้ดูถูกถอดถอนจนไม่เหลือฐานที่ตั้ง ไม่มีเบื้องหน้า ไม่มีเบื้องหลัง ไม่มีความเป็นก้อนแท่งของจิตผู้รู้ ความดับนั้นย้อนกลับมาทลายศูนย์กลางของตัวจิตเอง ทำให้จิตหมดความยึดถือในตัวผู้รู้ ทรงอยู่ในสภาวะสุญญตาที่ปราศจากทั้งผู้ดูและผู้ถูกดู
ความต่างอยู่ที่ตัวผู้รู้เองก็ดับ
1. ภังคญาณ เห็นการดับฝั่งวัตถุ/อารมณ์เป็นหลัก
สติปัญญาเริ่มเห็นความเกิด ดับของรูปนามอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยเห็นรูปนามผุดขึ้นมาแล้วดับไป ย่อยยับไปต่อหน้าต่อตา
จุดที่ยังไม่ข้ามพ้น: จิตยังมีความรู้สึกว่ามี ตัวผู้รู้ ที่ตั้งมั่น สว่าง หรือทรงพลัง ที่ยืนระยะเป็นฉากหลังเพื่อดูรูปนามเบื้องหน้าดับไป แต่ตัวผู้รู้ยังไม่ถูกสลายลงอย่างสมบูรณ์ ความดับจึงยังกระจายอยู่แค่ในฝั่ง สิ่งถูกดู รูป เวทนา สัญญา จสังขาร
2. สังขารุเปกขาญาณ เห็นการดับของตัวผู้รู้ และเห็นว่าดับลงตรงกลาง
การทำงานของปัญญา: วิปัสสนาปัญญากลั่นกรองจนจิตวางลงเป็นอุเบกขา เป็นกลางอย่างแท้จริง ปัญญาถอยกลับมารวบหมดทั้งระบบ ไม่เพียงเห็นอารมณ์ดับ แต่ ประจักษ์แจ้งว่าตัวผู้ดูเองก็ดับไปด้วย
ดับลงไปที่ตรงกลางความรู้สึก คือการที่ตัวผู้ดูถูกถอดถอนจนไม่เหลือฐานที่ตั้ง ไม่มีเบื้องหน้า ไม่มีเบื้องหลัง ไม่มีความเป็นก้อนแท่งของจิตผู้รู้ ความดับนั้นย้อนกลับมาทลายศูนย์กลางของตัวจิตเอง ทำให้จิตหมดความยึดถือในตัวผู้รู้ ทรงอยู่ในสภาวะสุญญตาที่ปราศจากทั้งผู้ดูและผู้ถูกดู