บทวิเคราะห์ บทวิจารณ์ภาพยนตร์ แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่างเ ร า
ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างโดย GDH
กำกับโดย จิรัศยา วงศ์สุทิน
นักแสดงนำ ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์
กิรณา พิพิธยากร
ฟาติมา เดชะวลีกุล
วชิรากร รักษาสุวรรณ
กรภัสสรณ์ รัตนเมธานนท์
แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่าง เ ร า เป็นภาพยนตร์แนวดราม่า และ coming of age ตัวภาพยนตร์จะมีความ slowburn ค่อย ๆ เล่า เรื่องของเด็กสาวสองคน เจน และ แอน ที่เติบโตมาด้วยกันในแฟลตตำรวจ แม้ว่าทั้งคู่จะเติบโตมาด้วยกัน อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน แต่พวกเธอกลับมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทางด้านฐานะครอบครัว โอกาส และความฝันที่มีในอนาคต
ภาพยนตร์เรื่องนี้กำลังจะพาเราไปรู้จักกับ
เจน เด็กสาวที่มีฐานะทางครอบครัวดี พ่อเป็นนายตำรวจยศสูง และแม่เป็นคนปล่อยเงินกู้ภายในแฟลตตำรวจ และความฝันเดียวของเจนคือการได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับเพื่อน ๆ ในแฟลตตำรวจนี้ต่อไปเรื่อย ๆ แตกต่างจาก แอน ที่กลัวว่าจะไม่ได้ออกไปจากแฟลตตำรวจแห่งนี้มากกว่า ความฝันสูงสุดของแอนคือการเป็นแอร์โฮสเตส แต่สิ่งที่แอนต้องเผชิญหลังจากความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อพ่อที่เป็นตำรวจเสียชีวิตในหน้าที่ จึงให้ต้องพบกับขีดจำกัดทางการเงินของครอบครัว และ นั่นทำให้แอนต้องกลายมาเป็นเสาหลักของบ้าน ดิ้นรนทำงานรับจ้างซัก-รีดเสื้อผ้าภายในแฟลตตำรวจเพื่อดูแลทั้งแม่ที่ติดการพนัน และน้อง ๆ อีก 3 ชีวิต และชีวิตของทั้งคู่กำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล เมื่อชีวิตของทั้งคู่ได้มารู้จักกับ ตอง ตำรวจหนุ่มที่พึ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ในแฟลตตำรวจแห่งนี้ ที่กำลังจะเข้ามาทำให้ชั้นห่างระหว่าง เจน กับ แอน เพิ่มมากขึ้น
ภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ได้พูดถึงเพียงความสัมพันธ์ของวัยรุ่นที่เกิดขึ้นภายในแฟลตตำรวจ แต่ยังจะสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำและความแตกต่างทางสังคม
การที่ภาพยนตร์เลือกใช้แฟลตตำรวจเป็นสัญลักษณ์ของเรื่อง ทำให้สามารถตีความออกมาได้หลายความหมายจากทั้งสองตัวละคร อาจหมายถึง ชั้นที่ห่างกันของแฟลต ความรู้สึกที่ต่างกันในความสัมพันธ์ของเจนกับแอน รวมไปถึงฐานะทางการเงินของครอบครัวทั้งสองคน เจน ไม่ได้รู้สึกว่าแฟลตเป็นเพียงแค่สถานที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ทำให้รู้สึกสบายใจและได้อยู่ร่วมกันกับเพื่อน ๆ จนไม่อยากย้ายไปไหนแฟลตตำรวจเป็นเป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยู่ใกล้กัน เห็นหน้ากันในทุกวัน ได้ยินเรื่องราวของกันและกันภายในแฟลต และแทบไม่มีความเป็นส่วนตัวอยู่เลย สิ่งเหล่านี้จึงทำให้การพักอาศัยอยู่ในแฟลตมีทั้งความอบอุ่น การช่วยเหลือกัน การถูกจับตามอง และการถูกตัดสินจากผู้อื่น และอาจเป็นเพราะสิ่งเหล่านี้ จึงทำให้ แอน ไม่ได้รู้สึกว่าแฟลตเป็นที่ที่อยากอยู่ไปตลอดเหมือนเจน กลับกัน แอนอยากออกไปจากแฟลตแห่งนี้เต็มทน เพราะการอยู่แฟลตทำให้แอนรู้สึกว่า ชีวิตถูกจำกัดอยู่ภายในกรอบบางอย่าง แอนไม่มีแม้โอกาสที่จะได้ฝัน
แอน เป็นตัวละครที่ทำให้เห็นเรื่องความเหลื่อมล้ำได้ชัดเจน เพราะแม้ว่าจะเติบโตมาในพื้นที่เดียวกับเจน แต่ต้นทุนชีวิตต่างกันออกไปมาก เพราะต่อให้แอนจะพยายามมากแค่ไหน มันก็ดูจะไม่เป็นผลสัมฤทธิ์เพราะต้นทุนชีวิตที่ต่างกัน
เจน เป็นตัวละครที่ทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งของความเหลื่อมล้ำ เพราะการมีฐานะที่ดีกว่าไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีปัญหาเข้ามา เจนยังต้องรับมือกับความสัมพันธ์ ความผิดหวัง และความรู้สึกของตัวเอง แต่สุดท้ายภาพยนตร์ก็ทำให้เห็นว่า ฐานะดีกว่าก็ย่อมมีโอกาสมากกว่าเสมอ
ความสมจริงอีกอย่างของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ทุกตัวละครในเรื่องมีความเทาอยู่ในจิตใจ บทไม่ได้ถูกเขียนออกมาให้ตัวละครเป็นสีขาว แต่สร้างออกมาเป็นสีเทา เพื่อให้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ทุกการกระทำและคำพูดของตัวละคร ไม่ได้มีแค่เหตุผลแต่มีอารมณ์ความรู้สึกอยู่ในนั้นด้วย
โทนสีและบรรยากาศของภาพยนตร์เรื่องนี้มีความหม่น และค่อนข้างมืด แสดงให้เห็นถึงการอยู่อาศัยภายในแฟลต ที่จะมีความเป็นตึกสูง วิสัยทัศน์แคบ ดูน่าอึดอัด และถ้าหากตัวละครไม่เงยหน้ามองฟ้า หรือเป็นซีนที่ออกไปข้างนอก ก็จะไม่สามารถมองเห็นแสงจากข้างนอกได้เลย แต่ในขณะเดียวกัน เวลาที่ตัวละครมีความสุขโทนสีและบรรยากาศภายในเรื่องก็จะมีความสดใสขึ้นตามความรู้สึกของตัวละคร แต่ก็ยังดูมีความเป็นธรรมชาติไม่ได้ฉูดฉาดเกินไป
ข้อดีของภาพยนตร์คือ การนำประเด็นทางสังคมมาผูกเข้ากับเรื่องราวส่วนตัวของตัวละคร แทนที่จะนำเสนอเรื่องความเหลื่อมล้ำแบบตรงไปตรงมา แต่กลับนำเสนอผ่านเรื่องราวของตัวละครได้อย่างกลมกลืนแต่ก็มีความเสียดสีถึงความเหลื่อมล้ำอย่างเห็นได้ชัด
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม จุดที่อาจเป็นข้อจำกัดคือ ภาพยนตร์พยายามนำเสนอหลายประเด็นในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น ทั้งความสัมพันธ์ของตัวละคร ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาครอบครัว อาชีพตำรวจ และการเติบโต ทำให้บางประเด็นอาจไม่ได้ถูกเล่าออกมาเท่าที่ควร แต่ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ของตัวละครมากขึ้นเพราะว่าสุดท้ายแล้วมนุษย์เราไม่ได้อยากที่จะแสดงความอ่อนแอของตัวเองออกมาให้ใครได้เห็น
และในตอนจบของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้ ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความเหลื่อมลํ้าทางต้นทุนชีวิตของตัวละครมีผลต่อโอกาสในการใช้ชีวิต และการตัดสินใจในอนาคตของตัวละครจริงอย่างมาก และภาพยนตร์ทิ้งปมไว้แบบปลายเปิดให้ผู้ชมได้ไปคิดต่อเอาเองว่า แอนหายไปไหน
บทวิจารณ์ภาพยนตร์ แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่างเ ร า
ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างโดย GDH
กำกับโดย จิรัศยา วงศ์สุทิน
นักแสดงนำ ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์
กิรณา พิพิธยากร
ฟาติมา เดชะวลีกุล
วชิรากร รักษาสุวรรณ
กรภัสสรณ์ รัตนเมธานนท์
แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่าง เ ร า เป็นภาพยนตร์แนวดราม่า และ coming of age ตัวภาพยนตร์จะมีความ slowburn ค่อย ๆ เล่า เรื่องของเด็กสาวสองคน เจน และ แอน ที่เติบโตมาด้วยกันในแฟลตตำรวจ แม้ว่าทั้งคู่จะเติบโตมาด้วยกัน อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน แต่พวกเธอกลับมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทางด้านฐานะครอบครัว โอกาส และความฝันที่มีในอนาคต
ภาพยนตร์เรื่องนี้กำลังจะพาเราไปรู้จักกับ
เจน เด็กสาวที่มีฐานะทางครอบครัวดี พ่อเป็นนายตำรวจยศสูง และแม่เป็นคนปล่อยเงินกู้ภายในแฟลตตำรวจ และความฝันเดียวของเจนคือการได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับเพื่อน ๆ ในแฟลตตำรวจนี้ต่อไปเรื่อย ๆ แตกต่างจาก แอน ที่กลัวว่าจะไม่ได้ออกไปจากแฟลตตำรวจแห่งนี้มากกว่า ความฝันสูงสุดของแอนคือการเป็นแอร์โฮสเตส แต่สิ่งที่แอนต้องเผชิญหลังจากความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อพ่อที่เป็นตำรวจเสียชีวิตในหน้าที่ จึงให้ต้องพบกับขีดจำกัดทางการเงินของครอบครัว และ นั่นทำให้แอนต้องกลายมาเป็นเสาหลักของบ้าน ดิ้นรนทำงานรับจ้างซัก-รีดเสื้อผ้าภายในแฟลตตำรวจเพื่อดูแลทั้งแม่ที่ติดการพนัน และน้อง ๆ อีก 3 ชีวิต และชีวิตของทั้งคู่กำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล เมื่อชีวิตของทั้งคู่ได้มารู้จักกับ ตอง ตำรวจหนุ่มที่พึ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ในแฟลตตำรวจแห่งนี้ ที่กำลังจะเข้ามาทำให้ชั้นห่างระหว่าง เจน กับ แอน เพิ่มมากขึ้น
ภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ได้พูดถึงเพียงความสัมพันธ์ของวัยรุ่นที่เกิดขึ้นภายในแฟลตตำรวจ แต่ยังจะสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำและความแตกต่างทางสังคม
การที่ภาพยนตร์เลือกใช้แฟลตตำรวจเป็นสัญลักษณ์ของเรื่อง ทำให้สามารถตีความออกมาได้หลายความหมายจากทั้งสองตัวละคร อาจหมายถึง ชั้นที่ห่างกันของแฟลต ความรู้สึกที่ต่างกันในความสัมพันธ์ของเจนกับแอน รวมไปถึงฐานะทางการเงินของครอบครัวทั้งสองคน เจน ไม่ได้รู้สึกว่าแฟลตเป็นเพียงแค่สถานที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ทำให้รู้สึกสบายใจและได้อยู่ร่วมกันกับเพื่อน ๆ จนไม่อยากย้ายไปไหนแฟลตตำรวจเป็นเป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยู่ใกล้กัน เห็นหน้ากันในทุกวัน ได้ยินเรื่องราวของกันและกันภายในแฟลต และแทบไม่มีความเป็นส่วนตัวอยู่เลย สิ่งเหล่านี้จึงทำให้การพักอาศัยอยู่ในแฟลตมีทั้งความอบอุ่น การช่วยเหลือกัน การถูกจับตามอง และการถูกตัดสินจากผู้อื่น และอาจเป็นเพราะสิ่งเหล่านี้ จึงทำให้ แอน ไม่ได้รู้สึกว่าแฟลตเป็นที่ที่อยากอยู่ไปตลอดเหมือนเจน กลับกัน แอนอยากออกไปจากแฟลตแห่งนี้เต็มทน เพราะการอยู่แฟลตทำให้แอนรู้สึกว่า ชีวิตถูกจำกัดอยู่ภายในกรอบบางอย่าง แอนไม่มีแม้โอกาสที่จะได้ฝัน
แอน เป็นตัวละครที่ทำให้เห็นเรื่องความเหลื่อมล้ำได้ชัดเจน เพราะแม้ว่าจะเติบโตมาในพื้นที่เดียวกับเจน แต่ต้นทุนชีวิตต่างกันออกไปมาก เพราะต่อให้แอนจะพยายามมากแค่ไหน มันก็ดูจะไม่เป็นผลสัมฤทธิ์เพราะต้นทุนชีวิตที่ต่างกัน
เจน เป็นตัวละครที่ทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งของความเหลื่อมล้ำ เพราะการมีฐานะที่ดีกว่าไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีปัญหาเข้ามา เจนยังต้องรับมือกับความสัมพันธ์ ความผิดหวัง และความรู้สึกของตัวเอง แต่สุดท้ายภาพยนตร์ก็ทำให้เห็นว่า ฐานะดีกว่าก็ย่อมมีโอกาสมากกว่าเสมอ
ความสมจริงอีกอย่างของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ทุกตัวละครในเรื่องมีความเทาอยู่ในจิตใจ บทไม่ได้ถูกเขียนออกมาให้ตัวละครเป็นสีขาว แต่สร้างออกมาเป็นสีเทา เพื่อให้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ทุกการกระทำและคำพูดของตัวละคร ไม่ได้มีแค่เหตุผลแต่มีอารมณ์ความรู้สึกอยู่ในนั้นด้วย
โทนสีและบรรยากาศของภาพยนตร์เรื่องนี้มีความหม่น และค่อนข้างมืด แสดงให้เห็นถึงการอยู่อาศัยภายในแฟลต ที่จะมีความเป็นตึกสูง วิสัยทัศน์แคบ ดูน่าอึดอัด และถ้าหากตัวละครไม่เงยหน้ามองฟ้า หรือเป็นซีนที่ออกไปข้างนอก ก็จะไม่สามารถมองเห็นแสงจากข้างนอกได้เลย แต่ในขณะเดียวกัน เวลาที่ตัวละครมีความสุขโทนสีและบรรยากาศภายในเรื่องก็จะมีความสดใสขึ้นตามความรู้สึกของตัวละคร แต่ก็ยังดูมีความเป็นธรรมชาติไม่ได้ฉูดฉาดเกินไป
ข้อดีของภาพยนตร์คือ การนำประเด็นทางสังคมมาผูกเข้ากับเรื่องราวส่วนตัวของตัวละคร แทนที่จะนำเสนอเรื่องความเหลื่อมล้ำแบบตรงไปตรงมา แต่กลับนำเสนอผ่านเรื่องราวของตัวละครได้อย่างกลมกลืนแต่ก็มีความเสียดสีถึงความเหลื่อมล้ำอย่างเห็นได้ชัด
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม จุดที่อาจเป็นข้อจำกัดคือ ภาพยนตร์พยายามนำเสนอหลายประเด็นในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น ทั้งความสัมพันธ์ของตัวละคร ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาครอบครัว อาชีพตำรวจ และการเติบโต ทำให้บางประเด็นอาจไม่ได้ถูกเล่าออกมาเท่าที่ควร แต่ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ของตัวละครมากขึ้นเพราะว่าสุดท้ายแล้วมนุษย์เราไม่ได้อยากที่จะแสดงความอ่อนแอของตัวเองออกมาให้ใครได้เห็น
และในตอนจบของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้ ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความเหลื่อมลํ้าทางต้นทุนชีวิตของตัวละครมีผลต่อโอกาสในการใช้ชีวิต และการตัดสินใจในอนาคตของตัวละครจริงอย่างมาก และภาพยนตร์ทิ้งปมไว้แบบปลายเปิดให้ผู้ชมได้ไปคิดต่อเอาเองว่า แอนหายไปไหน