
พาส่อง Toyota C-HR GR Sport ปี 2027 รุ่นฉลองครบรอบ 10 ปี ตอกย้ำความเป็นเดอะแบกที่ฮอตฮิตตลอดกาล
สวย ดุ โหด! Toyota C-HR GR Sport 2027 สีเทาด้าน ล้อ 20 นิ้ว อัปเกรดช่วงล่างใหม่... แต่คนไทยได้แค่มอง
เผลอแป๊บเดียว Toyota C-HR ก็โลดแล่นบนถนนมาครบรอบ 10 ปีแล้ว นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2016 แม้ดีไซน์ในตอนนั้นจะล้ำยุคจนเสียงแตกเป็นสองฝั่ง แต่ตัวเลขยอดขายระดับโลกมาถึง 2.1 ล้านคัน ก็ถือเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่ารถครอสโอเวอร์รุ่นนี้ฮอตฮิตและครองใจผู้คนได้มากแค่ไหน

ภายนอกดุดันด้วยสีเทาด้าน Onyx Grey และล้อ 20 นิ้ว
ไฮไลท์สำคัญของการอัปเกรดครั้งนี้คือการสาดสีตัวถังเฉดใหม่ Onyx Grey สีเทาด้านที่จับคู่กับชุดตกแต่งโทนสีดำเงาบริเวณกันชนหน้า หลังคา และด้านท้ายรถทั้งหมด ให้อารมณ์สปอร์ตดุดันแบบลึกลับน่าค้นหา นอกจากนี้ยังอัปไซส์ล้ออัลลอยสีเทาด้านให้ใหญ่สะใจขึ้นเป็นขนาด 20 นิ้ว ที่จากเดิมมีขนาด 19 นิ้ว เสริมความหล่อให้เต็มซุ้มล้อยิ่งกว่าเดิม

ส่วนภายในห้องโดยสารยังคงเอกลักษณ์การตกแต่งสไตล์ GR Sport ไว้ครบถ้วน แต่ที่เพิ่มเติมความคุ้มค่าคือการยัดจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้ามาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานเรียบร้อยแล้ว พร้อมมีออปชันเสริมหรูๆ อย่างหลังคากระจก Panoramic Sunroof และเครื่องเสียงพรีเมียมจาก JBL ให้เลือกจ่ายเพิ่มได้ตามใจชอบ

3 ขุมพลังรักษ์โลก พร้อมอัปเกรดช่วงล่างหนึบสไตล์ GR
สำหรับเจเนอเรชันที่ 2 ในตลาดยุโรปนั้น สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม TNGA-C ที่ใช้ร่วมกับ Corolla และ Prius ซึ่งเป็นคนละสเปกกับ C-HR+ ที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วนในอเมริกา โดยเวอร์ชันนี้จะมาพร้อมขุมพลังไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ให้เลือกถึง 3 รูปแบบ ซึ่งแม้จะไม่ได้มีการปรับจูนอัปเกรดพละกำลัง แต่สเปกเดิมก็ถือว่าจี๊ดจ๊าดพอตัว
1.8L Hybrid พละกำลัง 138 แรงม้า (103 kW) เน้นขับขี่ประหยัด ใช้งานในเมืองชิลๆ
2.0L Hybrid พละกำลัง 178 แรงม้า (132 kW) ขยับความเร้าใจและอัตราเร่งขึ้นมาอีกสเต็ป
2.0L PHEV รุ่นท็อปสุด แรงสะใจถึง 220 แรงม้า (164 kW) สามารถวิ่งด้วยโหมดไฟฟ้าล้วนได้ไกลสูงสุด 66 กม. ตามมาตรฐาน WLTC แถมพกความฉลาดด้วยระบบ Geo-fencing ที่ตัวรถจะสลับการทำงานเข้าสู่โหมด EV ให้อัตโนมัติทันทีที่ขับเข้าสู่เขตควบคุมมลพิษในเมือง

และแม้เครื่องยนต์จะไม่ได้แรงขึ้น แต่เรื่อง Handling หรือการควบคุมนั้นบอกเลยว่าตึงกระชับแน่นอน เพราะรุ่น GR Sport ได้รับการอัปเกรดโช้คอัพแบบ Frequency Selective Control (FSC) ที่ปรับจูนโดยทีม GR พร้อมเพิ่ม Dynamic Damper ที่สตรัทหน้า และรีคาลิเบรตระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า (EPS) ใหม่ เพื่อให้พวงมาลัยคมกริบและช่วงล่างตอบสนองสายมุดได้อย่างมั่นใจ

ปัจจุบัน Toyota ได้เริ่มเปิดรับจอง C-HR รุ่นปี 2027 ในหลายประเทศของยุโรปแล้ว โดยทำการปรับไลน์อัปเกรดรุ่นย่อยให้เข้าใจง่ายขึ้นเหลือแค่ Mid, Mid+ และ High เท่านั้น ส่วนแฟนๆ ชาวไทย... ก็คงต้องทำใจและได้แต่มองต่อไป เพราะบ้านเราไม่ได้นำเข้าหรือประกอบเจเนอเรชันที่ 2 ขายแต่อย่างใด เอาเป็นว่าดูรูปความหล่อดุดันของเวอร์ชันยุโรปให้เจ็บใจเล่นๆ แล้วกัน
Toyota C-HR GR Sport สีใหม่ Onyx Grey เสริมลุคสปอร์ตเต็มขั้น ฉลองครบรอบ 10 ปี
พาส่อง Toyota C-HR GR Sport ปี 2027 รุ่นฉลองครบรอบ 10 ปี ตอกย้ำความเป็นเดอะแบกที่ฮอตฮิตตลอดกาล
สวย ดุ โหด! Toyota C-HR GR Sport 2027 สีเทาด้าน ล้อ 20 นิ้ว อัปเกรดช่วงล่างใหม่... แต่คนไทยได้แค่มอง
เผลอแป๊บเดียว Toyota C-HR ก็โลดแล่นบนถนนมาครบรอบ 10 ปีแล้ว นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2016 แม้ดีไซน์ในตอนนั้นจะล้ำยุคจนเสียงแตกเป็นสองฝั่ง แต่ตัวเลขยอดขายระดับโลกมาถึง 2.1 ล้านคัน ก็ถือเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่ารถครอสโอเวอร์รุ่นนี้ฮอตฮิตและครองใจผู้คนได้มากแค่ไหน
ภายนอกดุดันด้วยสีเทาด้าน Onyx Grey และล้อ 20 นิ้ว
ไฮไลท์สำคัญของการอัปเกรดครั้งนี้คือการสาดสีตัวถังเฉดใหม่ Onyx Grey สีเทาด้านที่จับคู่กับชุดตกแต่งโทนสีดำเงาบริเวณกันชนหน้า หลังคา และด้านท้ายรถทั้งหมด ให้อารมณ์สปอร์ตดุดันแบบลึกลับน่าค้นหา นอกจากนี้ยังอัปไซส์ล้ออัลลอยสีเทาด้านให้ใหญ่สะใจขึ้นเป็นขนาด 20 นิ้ว ที่จากเดิมมีขนาด 19 นิ้ว เสริมความหล่อให้เต็มซุ้มล้อยิ่งกว่าเดิม
ส่วนภายในห้องโดยสารยังคงเอกลักษณ์การตกแต่งสไตล์ GR Sport ไว้ครบถ้วน แต่ที่เพิ่มเติมความคุ้มค่าคือการยัดจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้ามาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานเรียบร้อยแล้ว พร้อมมีออปชันเสริมหรูๆ อย่างหลังคากระจก Panoramic Sunroof และเครื่องเสียงพรีเมียมจาก JBL ให้เลือกจ่ายเพิ่มได้ตามใจชอบ
3 ขุมพลังรักษ์โลก พร้อมอัปเกรดช่วงล่างหนึบสไตล์ GR
สำหรับเจเนอเรชันที่ 2 ในตลาดยุโรปนั้น สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม TNGA-C ที่ใช้ร่วมกับ Corolla และ Prius ซึ่งเป็นคนละสเปกกับ C-HR+ ที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วนในอเมริกา โดยเวอร์ชันนี้จะมาพร้อมขุมพลังไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ให้เลือกถึง 3 รูปแบบ ซึ่งแม้จะไม่ได้มีการปรับจูนอัปเกรดพละกำลัง แต่สเปกเดิมก็ถือว่าจี๊ดจ๊าดพอตัว
1.8L Hybrid พละกำลัง 138 แรงม้า (103 kW) เน้นขับขี่ประหยัด ใช้งานในเมืองชิลๆ
2.0L Hybrid พละกำลัง 178 แรงม้า (132 kW) ขยับความเร้าใจและอัตราเร่งขึ้นมาอีกสเต็ป
2.0L PHEV รุ่นท็อปสุด แรงสะใจถึง 220 แรงม้า (164 kW) สามารถวิ่งด้วยโหมดไฟฟ้าล้วนได้ไกลสูงสุด 66 กม. ตามมาตรฐาน WLTC แถมพกความฉลาดด้วยระบบ Geo-fencing ที่ตัวรถจะสลับการทำงานเข้าสู่โหมด EV ให้อัตโนมัติทันทีที่ขับเข้าสู่เขตควบคุมมลพิษในเมือง
และแม้เครื่องยนต์จะไม่ได้แรงขึ้น แต่เรื่อง Handling หรือการควบคุมนั้นบอกเลยว่าตึงกระชับแน่นอน เพราะรุ่น GR Sport ได้รับการอัปเกรดโช้คอัพแบบ Frequency Selective Control (FSC) ที่ปรับจูนโดยทีม GR พร้อมเพิ่ม Dynamic Damper ที่สตรัทหน้า และรีคาลิเบรตระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า (EPS) ใหม่ เพื่อให้พวงมาลัยคมกริบและช่วงล่างตอบสนองสายมุดได้อย่างมั่นใจ