วันนั้นเรากับแฟนกำลังจะไปเที่ยวกัน ระหว่างทางก็แวะปั๊มเพื่อเข้าร้านสะดวกซื้อกับเพื่อน ซึ่งเป็นการแวะซื้อของตามปกติ และย้ำเลยว่า บังเอิญมาก ๆ เพราะเราไม่รู้มาก่อนเลยว่าแฟนเก่าของแฟนเราทำงานอยู่สาขานี้ และแฟนเราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่านางย้ายมาทำงานที่สาขานี้แล้ว
ตอนเดินเข้าไปในร้าน เราสังเกตว่าพนักงานประมาณ 2-3 คนยืนมองเราแปลก ๆ เหมือนมองเป็นตาเดียวกัน แต่ตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิดอะไร เดินซื้อของตามปกติ จนรู้สึกคุ้นหน้าพนักงานคนหนึ่ง เลยเดินไปดูแถวหน้าเคาน์เตอร์แล้วถึงรู้ว่า “อ๋อ แฟนเก่าของแฟนนี่เอง”
เราก็ไม่ได้มีท่าทีอะไร เพราะไม่ได้ตั้งใจมาเจอ และไม่ได้มีความคิดว่าจะต้องเข้าไปทักหรืออะไรเลย
ตอนจ่ายเงิน มีน้องพนักงานอีกคนกำลังจะคิดเงินให้เรา แต่แฟนเก่าของสามีเรา เดินออกมาแล้วบอกน้องพนักงานว่า เดี๋ยวพี่คิดเงินให้เอง เราก็เฉย ๆ จ่ายเงินตามปกติ แล้วก็เดินไปหาเพื่อนเคาน์เตอร์ข้างๆ จ่ายเสร็จเดินออกจากร้านกัน
ทีนี้แฟนของเพื่อนที่ไปด้วยกันเล่าให้ฟังว่า ตอนเราเดินเข้าร้าน แฟนเราไปเข้าห้องน้ำ แล้วพอเดินกลับมาเห็นแฟนเก่าตัวเองอยู่ในร้านก็เหมือน “จ๊ะเอ๋” กัน แฟนเราเลยรีบเดินออกไปรอที่รถ และพูดกับแฟนเพื่อนประมาณว่า “อยู่ได้แล้วครับ ไปรอที่รถนะครับ” แล้วก็จบ ไม่มีการพูดคุยหรือทักทายอะไรกัน
เรื่องมันน่าจะจบแค่นั้น ถ้าเราไม่มารู้ทีหลังประมาณหนึ่งเดือนว่า แฟนเก่าของสามีเราเอาภาพจากกล้องวงจรปิดภายในร้านออกมาให้เพื่อนสนิทของแฟนเราดู เป็นการส่งผ่านทางแชท ประมาณเม้าส์
ในภาพจากกล้องมีทั้งเราและเพื่อน 1 คน แล้วนางถามเพื่อนสนิทสามีเราว่า
“เขาตั้งใจมาหาเราหรือเปล่า?”
แล้วก็ถามทำนองว่า “คนนี้เหรอแฟนใหม่ ไม่สิ ต้องเรียกว่าภรรยาแล้ว เพราะเขาแต่งงานกันแล้ว” พาครอบครัวไปเที่ยว
ที่เรารู้สึกแปลกใจมากก็คือ นางยังพูดประมาณว่า ที่นางเดินออกมาคิดเงินเอง เพราะจริง ๆ ก็อยากเจอเราเหมือนกัน และเหมือนคิดว่าเราก็น่าจะอยากเจอนางเหมือนกัน เลยออกมาคิดเงินให้
ตรงนี้แหละที่เรารู้สึกว่า เอาจริง ๆ เราไม่ได้ติดใจเลยนะว่าการเจอกันครั้งนี้จะบังเอิญหรือไม่บังเอิญ เพราะสำหรับเรา เราไปในฐานะลูกค้า และเราก็ซื้อของตามปกติ ไม่ได้ไปหา ไม่ได้ไปท้าทาย ไม่ได้ไปสร้างสถานการณ์อะไรทั้งนั้น
แต่สิ่งที่เราติดใจคือ การเอาภาพจากกล้องวงจรปิดภายในร้านออกมาให้บุคคลอื่นดูมากกว่า
ถ้าเป็นแค่การเจอกันโดยบังเอิญ เราไม่ได้รู้สึกอะไรเลย ต่างคนต่างอยู่ก็จบแล้ว แต่การที่ถึงขั้นนำภาพจาก CCTV ที่บันทึกเราและเพื่อน ซึ่งเป็นลูกค้าของร้าน ไปให้เพื่อนของแฟนเราดู แล้วเอาไปตั้งคำถามว่าเราตั้งใจมาหาหรือเปล่า มันทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องนี้มันเกินขอบเขตไปหน่อย
ยิ่งนางเป็นถึงระดับผู้จัดการ ยิ่งทำให้เราคิดว่าเรื่องพื้นฐานแบบนี้น่าจะต้องคิดได้ว่า ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ ไม่ว่าจะบังเอิญเจอใครหรือไม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าเรามีสิทธิ์เอาภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านไปส่งต่อให้คนอื่นดู
สำหรับเรา ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า “ใครอยากเจอใคร” หรือ “ใครคิดว่าอีกฝ่ายตั้งใจมาหา”
ปล. เราแต่งงานกับสามี หลังจากเขาเลิกกับแฟนเก่าเขาได้ ปีกว่าๆ คบกันระยะสั้นๆก็ตกลงแต่งงาน เพราะผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นตรงกัน
บังเอิญเจอแฟนเก่าของแฟนในร้านสะดวกซื้อ แล้วเพิ่งมารู้ทีหลังว่า…
ตอนเดินเข้าไปในร้าน เราสังเกตว่าพนักงานประมาณ 2-3 คนยืนมองเราแปลก ๆ เหมือนมองเป็นตาเดียวกัน แต่ตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิดอะไร เดินซื้อของตามปกติ จนรู้สึกคุ้นหน้าพนักงานคนหนึ่ง เลยเดินไปดูแถวหน้าเคาน์เตอร์แล้วถึงรู้ว่า “อ๋อ แฟนเก่าของแฟนนี่เอง”
เราก็ไม่ได้มีท่าทีอะไร เพราะไม่ได้ตั้งใจมาเจอ และไม่ได้มีความคิดว่าจะต้องเข้าไปทักหรืออะไรเลย
ตอนจ่ายเงิน มีน้องพนักงานอีกคนกำลังจะคิดเงินให้เรา แต่แฟนเก่าของสามีเรา เดินออกมาแล้วบอกน้องพนักงานว่า เดี๋ยวพี่คิดเงินให้เอง เราก็เฉย ๆ จ่ายเงินตามปกติ แล้วก็เดินไปหาเพื่อนเคาน์เตอร์ข้างๆ จ่ายเสร็จเดินออกจากร้านกัน
ทีนี้แฟนของเพื่อนที่ไปด้วยกันเล่าให้ฟังว่า ตอนเราเดินเข้าร้าน แฟนเราไปเข้าห้องน้ำ แล้วพอเดินกลับมาเห็นแฟนเก่าตัวเองอยู่ในร้านก็เหมือน “จ๊ะเอ๋” กัน แฟนเราเลยรีบเดินออกไปรอที่รถ และพูดกับแฟนเพื่อนประมาณว่า “อยู่ได้แล้วครับ ไปรอที่รถนะครับ” แล้วก็จบ ไม่มีการพูดคุยหรือทักทายอะไรกัน
เรื่องมันน่าจะจบแค่นั้น ถ้าเราไม่มารู้ทีหลังประมาณหนึ่งเดือนว่า แฟนเก่าของสามีเราเอาภาพจากกล้องวงจรปิดภายในร้านออกมาให้เพื่อนสนิทของแฟนเราดู เป็นการส่งผ่านทางแชท ประมาณเม้าส์
ในภาพจากกล้องมีทั้งเราและเพื่อน 1 คน แล้วนางถามเพื่อนสนิทสามีเราว่า
“เขาตั้งใจมาหาเราหรือเปล่า?”
แล้วก็ถามทำนองว่า “คนนี้เหรอแฟนใหม่ ไม่สิ ต้องเรียกว่าภรรยาแล้ว เพราะเขาแต่งงานกันแล้ว” พาครอบครัวไปเที่ยว
ที่เรารู้สึกแปลกใจมากก็คือ นางยังพูดประมาณว่า ที่นางเดินออกมาคิดเงินเอง เพราะจริง ๆ ก็อยากเจอเราเหมือนกัน และเหมือนคิดว่าเราก็น่าจะอยากเจอนางเหมือนกัน เลยออกมาคิดเงินให้
ตรงนี้แหละที่เรารู้สึกว่า เอาจริง ๆ เราไม่ได้ติดใจเลยนะว่าการเจอกันครั้งนี้จะบังเอิญหรือไม่บังเอิญ เพราะสำหรับเรา เราไปในฐานะลูกค้า และเราก็ซื้อของตามปกติ ไม่ได้ไปหา ไม่ได้ไปท้าทาย ไม่ได้ไปสร้างสถานการณ์อะไรทั้งนั้น
แต่สิ่งที่เราติดใจคือ การเอาภาพจากกล้องวงจรปิดภายในร้านออกมาให้บุคคลอื่นดูมากกว่า
ถ้าเป็นแค่การเจอกันโดยบังเอิญ เราไม่ได้รู้สึกอะไรเลย ต่างคนต่างอยู่ก็จบแล้ว แต่การที่ถึงขั้นนำภาพจาก CCTV ที่บันทึกเราและเพื่อน ซึ่งเป็นลูกค้าของร้าน ไปให้เพื่อนของแฟนเราดู แล้วเอาไปตั้งคำถามว่าเราตั้งใจมาหาหรือเปล่า มันทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องนี้มันเกินขอบเขตไปหน่อย
ยิ่งนางเป็นถึงระดับผู้จัดการ ยิ่งทำให้เราคิดว่าเรื่องพื้นฐานแบบนี้น่าจะต้องคิดได้ว่า ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ ไม่ว่าจะบังเอิญเจอใครหรือไม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าเรามีสิทธิ์เอาภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านไปส่งต่อให้คนอื่นดู
สำหรับเรา ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า “ใครอยากเจอใคร” หรือ “ใครคิดว่าอีกฝ่ายตั้งใจมาหา”
ปล. เราแต่งงานกับสามี หลังจากเขาเลิกกับแฟนเก่าเขาได้ ปีกว่าๆ คบกันระยะสั้นๆก็ตกลงแต่งงาน เพราะผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นตรงกัน