การเลี้ยงลูกแบบพระพุทธเจ้าเกิดมา

กระทู้สนทนา
คำนำ
หนังสือเรื่องการเลี้ยงลูกแบบพระพุทธเจ้ากิดมา การเลี้ยงลูก ไม่ใช่การทำให้ลูกเป็นอย่างที่พ่อแม่ต้องการ  แต่คือการช่วยให้ลูกเรียนรู้ว่า ชีวิตคืออะไร และเขาจะเดินไปทางไหน พระพุทธองค์ทรงเกิดมาเพื่อค้นหาความจริงของชีวิต  เมื่อทรงค้นพบหนทางแห่งการพ้นทุกข์แล้ว พระองค์ไม่ได้ทรงเดินแทนเรา แต่ทรงทำหน้าที่ ชี้ทาง ให้เราเห็นว่า หนทางนั้นอยู่ที่ไหน และเราจะเดินไปอย่างไร การเลี้ยงลูกก็เช่นเดียวกัน พ่อแม่ไม่สามารถใช้ชีวิตแทนลูกได้ ไม่สามารถเดินแทนลูกได้ และไม่สามารถพาลูกพ้นจากทุกข์แทนลูกได้ สิ่งที่พ่อแม่ทำได้ คือ สอนลูกให้มีวิชชาและปัญญา ให้ลูกเข้าใจชีวิต รู้จักความทุกข์ รู้จักเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ รู้จักตนเอง และเรียนรู้ที่จะเลือกทางเดินของตัวเอง เพราะลูกไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นชีวิตของพ่อแม่ ลูกเกิดมาเพื่อมีชีวิตของตัวเอง หน้าที่ของพ่อแม่จึงไม่ใช่การสร้างเส้นทางให้ลูกเดินตามทุกก้าว แต่คือการ ชี้ทางและเตรียมลูกให้พร้อมสำหรับการเดินทาง เหมือนพ่อแม่กำลังสอนลูกให้รู้จักใช้ปีก วันหนึ่งเมื่อลูกเติบโตขึ้น ลูกจะต้องบินด้วยปีกของตัวเอง หนังสือเล่มนี้จึงเรียกว่า “การเลี้ยงลูกแบบพระพุทธเจ้าเกิดมา”ไม่ใช่การเลี้ยงลูกให้เป็นพระพุทธเจ้า หรือถ้าหากการเลี้ยงนั้นทำให้ลูกเป็นพระพุทธเจ้านั้นก็ว่าได้ แต่คือการเลี้ยงลูกด้วยหลักคิดว่า พ่อแม่เป็นผู้ชี้ทางลูกเป็นผู้เดินทาง และชีวิตของลูก ลูกต้องเป็นผู้ค้นพบด้วยตัวเอง บางที สิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อแม่จะมอบให้ลูก อาจไม่ใช่ความสำเร็จที่เราสร้างไว้ให้เขา แต่คือ วิชชาและปัญญา ที่ทำให้เขาสามารถสร้างทางเดินของตัวเองได้ และเมื่อวันหนึ่งลูกต้องเดินออกไปเผชิญโลกเพียงลำพัง พ่อแม่อาจไม่ต้องกังวลว่า“ลูกจะเดินไปทางไหน”เพราะเราได้สอนเขาให้ รู้จักมองเห็นทางด้วยตัวเองแล้ว
           
 
 
 
 
                การเลี้ยงลูกในยุคใดยุคหนึ่งไม่ว่าจะเป็นโลกในอดีตโลกในปัจจุบันหรือโลกในอนาคตมนุษย์ยังคงเกิด เติบโต พบความสุข พบความทุกข์ และต้องเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตด้วยตัวเองในยุคที่มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นบนโลกพระองค์ทรงค้นพบความจริงของชีวิต และทรงชี้ทางแห่งการพ้นทุกข์ให้มนุษย์ ส่วนในยุคที่ยังไม่มีพระพุทธเจ้า มนุษย์ก็ยังคงต้องเรียนรู้ชีวิต ค้นหาความจริง และเผชิญกับความทุกข์ด้วยตนเองสิ่งหนึ่งจึงยังคงเหมือนเดิมเสมอ...มนุษย์ทุกคนต้องเดินทางของชีวิตด้วยตัวเอง  
       จากแนวคิดที่เราคุยกันก่อนหน้านี้ “การเลี้ยงลูกแบบพระพุทธเจ้าเกิดมา” ผมมองว่าแก่นของเรื่องสามารถพัฒนาเป็นหนังสือที่ไม่ได้สอนเฉพาะพ่อแม่ แต่เป็นเรื่องของ “การมองเห็นคุณค่าของเด็กคนหนึ่ง ก่อนที่เขาจะกลายเป็นใคร”
เรื่องเริ่มต้นด้วยคำถามว่า
“ถ้าพระพุทธเจ้ายังไม่เกิดขึ้นมาในโลก แล้วพระองค์ทรงเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง พระองค์จะถูกเลี้ยงอย่างไร?”
ก่อนที่เจ้าชายสิทธัตถะจะตรัสรู้
ก่อนที่จะมีคำว่า “พระพุทธเจ้า”
พระองค์ก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่เกิดมา มีพ่อ มีแม่ มีความรู้สึก มีความสงสัย และมีเส้นทางชีวิตที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะเดินไปทางไหน
พ่อแม่เองก็เช่นกัน...
เมื่อลูกเกิดมา เราไม่รู้เลยว่าเขาจะเติบโตขึ้นเป็นใคร
เขาอาจไม่ได้เป็นหมอ
ไม่ได้เป็นวิศวกร
ไม่ได้เป็นคนเก่งที่สุด
หรือไม่ได้เป็นอย่างที่พ่อแม่วางแผนไว้
แต่หน้าที่ของพ่อแม่อาจไม่ใช่การสร้างชีวิตให้ลูกเดินตามแบบที่เราต้องการ
หน้าที่ของพ่อแม่คือการชี้ทาง ให้ความรัก ให้ปัญญา และสร้างพื้นที่ให้ลูกได้ค้นพบตัวเอง
เหมือนการปลูกต้นไม้
เราให้น้ำ พรวนดิน และดูแลมัน
แต่เราไม่สามารถดึงต้นไม้ให้สูงขึ้นได้ด้วยมือของเราเอง
ลูกก็เช่นกัน
พ่อแม่ ดูแลการเติบโตไม่ได้ควบคุมการเติบโต

จุดเปลี่ยนของเรื่อง
ในหนังสือจะพาผู้อ่านย้อนมองว่า
ก่อนจะมีพระพุทธเจ้า มีเด็กชายคนหนึ่ง
และไม่มีใครรู้ว่าเด็กชายคนนั้นจะค้นพบความจริงอันยิ่งใหญ่ของชีวิต
สิ่งนี้จึงกลายเป็นคำถามสำหรับพ่อแม่ทุกยุคทุกสมัยว่า
“เด็กที่อยู่ตรงหน้าเราในวันนี้
เรากำลังเลี้ยงเขาให้เป็นตัวเรา
หรือกำลังช่วยให้เขาค้นพบว่าเขาสามารถเป็นอะไรได้บ้าง?”
 
 
 
 
 
พ่อแม่ไม่ใช่เจ้าของชีวิตลูก
แต่เป็นผู้ดูแลชีวิตลูกในช่วงเวลาหนึ่ง
พ่อแม่ไม่ใช่ผู้กำหนดปลายทาง
แต่เป็นผู้ชี้ทาง
พ่อแม่ไม่สามารถเดินแทนลูกได้
เพราะสุดท้ายลูกต้องเป็นผู้เดินด้วยตัวเอง
และที่สำคัญที่สุด...
“การเลี้ยงลูกแบบพระพุทธเจ้าเกิดมา”
ไม่ได้หมายความว่า
เลี้ยงลูกให้เป็นพระพุทธเจ้า
แต่หมายถึง
เลี้ยงเด็กคนหนึ่งโดยไม่รีบด่วนตัดสินว่า
เขาจะต้องเป็นอะไร
เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าในวันที่ประสูติ
ก็ยังไม่มีใครเห็นเส้นทางทั้งหมดของพระองค์
นี่จึงเป็นแนวคิดที่สามารถใช้ได้ ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นยุคที่มีพระพุทธเจ้า หรือยุคที่ไม่มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นบนโลกก็ตาม
เพราะเด็กทุกคนเกิดมา พร้อมกับเส้นทางชีวิตที่ยังไม่มีใครรู้จัก
และบางที...
สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พ่อแม่ทำให้ลูกได้
อาจไม่ใช่การพาเขาไปถึงปลายทาง
แต่คือการทำให้เขากล้าที่จะออกเดินด้วยตัวเอง
 
 
 
 
เด็กคนหนึ่งเกิดมาในโลก
วันแรกที่เขาลืมตา
เขาไม่ได้รู้ว่าโลกนี้เป็นอย่างไร
เขาไม่รู้จักเงิน
ไม่รู้จักชื่อเสียง
ไม่รู้จักความสำเร็จ
ไม่รู้จักความล้มเหลว
เขารู้เพียงว่า...
หิวก็ร้อง
อิ่มก็หลับ
กลัวก็ร้องหาแม่
อบอุ่นก็ยิ้ม
ชีวิตของเขาเรียบง่ายมาก
แต่เมื่อเขาโตขึ้น
โลกก็เริ่มสอนเขามากขึ้น
เขาเริ่มรู้จักคำว่า “อยากได้”
อยากได้ของเล่น
อยากได้คะแนนดี
อยากให้เพื่อนชอบ
อยากให้คนอื่นยอมรับ
เมื่อได้สิ่งที่ต้องการ เขามีความสุข
แต่ไม่นานนัก...
ของเล่นก็พัง
คะแนนก็ลดลง
เพื่อนก็เปลี่ยนไป
คนที่รักก็อาจจากไป
แล้วความสุขก็เปลี่ยนเป็นความทุกข์
เด็กคนหนึ่งจึงค่อย ๆ เรียนรู้ว่า
ชีวิตไม่ได้มีแต่วันที่เราสมหวัง
บางวันเราได้
บางวันเราเสีย
บางวันหัวเราะ
บางวันร้องไห้
บางวันมีคนอยู่ข้าง ๆ
บางวันต้องเดินเพียงลำพัง
และทั้งหมดนี้...
คือชีวิต

พ่อแม่มักอยากให้ลูกมีความสุข
จึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกไม่ต้องเจอกับความทุกข์
แต่ความจริงแล้ว
ไม่มีใครสามารถทำให้ชีวิตของอีกคนหนึ่ง
ไม่มีความทุกข์ได้ตลอดไป
สิ่งที่เราทำได้
คือสอนให้เขารู้จักอยู่กับมัน
เมื่อลูกล้ม...
ไม่จำเป็นต้องรีบอุ้มทุกครั้ง
บางครั้งเพียงยื่นมือให้เขา
แล้วพูดว่า
“ลุกไหวไหมลูก?”
ก็เพียงพอแล้ว
เพราะวันที่ไม่มีพ่อแม่อยู่ข้าง ๆ
เขาจะได้รู้ว่า...
ตัวเขาเองก็สามารถลุกขึ้นได้

นี่คือสิ่งที่น่าสนใจของชีวิต
เราไม่สามารถเลือกได้ว่า
พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น
แต่เราเลือกได้ว่า
เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้ว
เราจะมองมันอย่างไร
ความทุกข์จึงอาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องวิ่งหนีตลอดเวลา
บางครั้งมันกำลังสอนเรา
ความผิดหวังสอนให้เราเข้าใจความคาดหวัง
การสูญเสียสอนให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เคยมี
ความล้มเหลวสอนให้เรารู้จักตัวเอง
และความสุข...
ก็สอนให้เรารู้จักขอบคุณช่วงเวลาที่ดี
เพราะไม่มีความสุขใดอยู่กับเราได้ตลอดไป
และไม่มีความทุกข์ใดอยู่กับเราได้ตลอดไปเช่นกัน

เด็กคนหนึ่งจึงไม่จำเป็นต้องมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ
เขาเพียงต้องมีโอกาสได้เรียนรู้ชีวิตด้วยตัวเอง
พ่อแม่ทำหน้าที่ดูแล
ครูทำหน้าที่สอน
คนรอบข้างทำหน้าที่ให้กำลังใจ
แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง...
ทุกคนต้องปล่อยมือ
เพราะคนที่จะต้องเดินบนเส้นทางชีวิตนั้น
คือตัวเขาเอง
นี่คือความหมายของ
“การเลี้ยงลูกแบบพระพุทธเจ้าเกิดมา”
ไม่ใช่การเลี้ยงลูกให้เป็นพระพุทธเจ้า
แต่คือการมองเด็กคนหนึ่ง
ก่อนที่โลกจะตั้งชื่อให้เขาว่า
“เก่ง” “ไม่เก่ง” “สำเร็จ” หรือ “ล้มเหลว”
มองเขาเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง
ที่กำลังเรียนรู้ว่า...
สุขคืออะไร
ทุกข์คืออะไร
ชีวิตคืออะไร
และสุดท้ายแล้ว
เราจะอยู่กับชีวิตอย่างไร
เพราะเราไม่มีทางรู้ว่า
เด็กคนหนึ่งที่เกิดมาในวันนี้
วันหนึ่ง...
เขาจะค้นพบอะไรในชีวิตของเขา
 
 
 

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่