นิยาย ทางกลับบ้าน



บทที่ 1  วันที่จากไป 

  ลมเดือนตุลาพัดผ่านชายคาบ้านไม้หลังเล็ก พาเอากลิ่นดินชื้นหลังฝนมาเต็มลานบ้าน วิชัยนั่งอยู่บนบันไดหน้าบ้าน เครื่องแบบทหารสีเขียวมะกอกพับเรียบร้อยวางอยู่ข้างกาย กระเป๋าสะพายใบหนักตั้งพิงเสาระเบียง เขาจ้องมองต้นจามจุรีหน้าบ้านที่แม่ปลูกไว้ตั้งแต่เขายังเด็ก ใบของมันเริ่มร่วงโปรยเป็นสายลงมาบนพื้นดิน

  "วิชัย"

  เสียงแม่ดังมาจากในครัว เบาแต่คมชัด เหมือนทุกครั้งที่เธอพยายามกลั้นน้ำตา

  "ครับแม่"

  เขาลุกขึ้น ก้าวเข้าไปในบ้าน กลิ่นข้าวสวยร้อนๆ ลอยมาจากหม้อบนเตาถ่าน แม่ยืนอยู่ตรงเตา หลังค้อมเล็กน้อย มือยังคนแกงส้มไม่หยุด เธอไม่หันมามอง

  "นั่งกินข้าวก่อน"

  วิชัยดึงเก้าอี้ไม้ออกมานั่ง จานข้าวบนโต๊ะจัดไว้สองที่ แกงส้มผักรวม ปลาทูทอด น้ำพริกกะปิ — อาหารที่แม่ทำให้เขาทุกวันตั้งแต่จำความได้ แต่วันนี้มันรู้สึกต่างออกไป ทุกจานดูพิถีพิถันกว่าปกติ เหมือนเธอตั้งใจให้เขาจำรสชาติเหล่านี้ไปอีกนาน

  "แม่" เขาพูด

  "กินข้าวก่อน" เธอพูดซ้ำ คราวนี้เสียงสั่น

  วิชัยไม่พูดอะไรอีก เขาตักข้าวเข้าปาก เคี้ยวช้าๆ รสแกงส้มของแม่เปรี้ยวจัดเหมือนทุกที แต่คืนนี้มันมีรสเค็มปนเข้ามาด้วย เค็มอย่างที่เขาไม่อยากคิดว่ามาจากไหน

  ทั้งสองกินข้าวเงียบๆ เสียงช้อนกระทบจาน เสียงจิ้งหรีดร้องนอกบ้าน เสียงลมพัดผ่านใบจามจุรี ไม่มีใครพูดอะไร เพราะทั้งคู่รู้ดีว่า ถ้อยคำใดก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเช้าวันพรุ่งนี้

  วิชัยเป็นทหารมาสามปีแล้ว ตั้งแต่สอบติดนักเรียนนายร้อย เขาไม่เคยสงสัยในเส้นทางที่เลือก ชายชาติทหารมีหน้าที่ปกป้องแผ่นดิน — พ่อเคยสอนเขาไว้อย่างนั้นก่อนที่พ่อจะจากไปด้วยโรคมาลาเรียเมื่อสิบปีก่อน วิชัยจำวันนั้นได้ดี จำได้ว่าแม่ไม่ร้องไห้ต่อหน้าเขา แต่ตอนดึกเขาได้ยินเสียงสะอื้นจากอีกฝั่งผนังไม้

  ตอนนี้ก็เหมือนกัน แม่ไม่ร้องไห้ต่อหน้าเขา

  หลังกินข้าวเสร็จ วิชัยล้างจานให้แม่ แล้วเดินออกไปนั่งที่บันไดหน้าบ้านเหมือนเดิม อากาศเย็นลงแล้ว ท้องฟ้ามืดสนิท ดาวกระจายเต็มฟ้าเหมือนมีคนโรยทรายเงินลงบนผ้ากำมะหยี่สีดำ เขาจุดบุหรี่ สูดควันเข้าไปลึกๆ ปล่อยมันออกมาเป็นสายบาง

  เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังมาจากทางรั้วหน้าบ้าน

  "วิชัย"

  เสียงนั้นเขาจำได้ดี — เสียงที่ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นทุกครั้งที่ได้ยิน ตั้งแต่วันแรกที่พบกันที่วัดเมื่อสองปีก่อน

  แพรวยืนอยู่ตรงรั้ว ผมยาวปล่อยสลวย ผ้าถุงสีครามรัดเอว แสงจันทร์ทำให้เขาเห็นดวงตาของเธอเป็นประกาย — ประกายที่เขารู้ว่าเป็นน้ำตา

  "มานั่งตรงนี้" เขาพูด ขยับตัวให้เธอมีที่นั่งบนบันได

  แพรวเดินเข้ามาช้าๆ นั่งลงข้างเขา ไม่พูดอะไร เพียงแค่เอนตัวพิงไหล่เขาเบาๆ วิชัยรู้สึกถึงไหล่ของเธอสั่นเกือบจับไม่ได้

  "พรุ่งนี้กี่โมง" เธอถาม

  "ตีห้า"

  "ไกลไหม"

  วิชัยนิ่งไปครู่หนึ่ง คำว่า "เวียดนาม" ค้างอยู่ในลำคอ ไม่ใช่เพราะเขากลัว แต่เพราะเขาไม่อยากให้เธอกลัว

  "ไม่ไกล" เขาโกหก

  "โกหก"

  เขาหัวเราะเบาๆ เป็นครั้งแรกในวันนี้ แพรวรู้จักเขาดีเกินกว่าจะโกหกได้สำเร็จ

  "แพรว" เขาหันมามองเธอ "ผมจะกลับมา"

  "รู้" เธอพูดเบาจนแทบไม่ได้ยิน

  "ไม่ใช่คำสัญญาลอยๆ" วิชัยพูดต่อ เสียงเขาหนักแน่น ราวกับกำลังรายงานต่อผู้บังคับบัญชา "ผมมีหน้าที่ต้องทำ แล้วผมจะกลับมาทำหน้าที่ตรงนี้ด้วย"

  แพรวเงยหน้าขึ้นมอง ในแสงจันทร์ เขาเห็นรอยยิ้มบางๆ บนริมฝีปากของเธอ — รอยยิ้มที่เจ็บปวด แต่เชื่อ

  "ถ้าไม่กลับมา ฉันจะไปตามเอง" เธอพูด

  วิชัยยิ้ม ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาบนแก้มของเธอ นิ้วหยาบกร้านของเขาสัมผัสผิวนุ่มของเธอ เขาอยากจำสัมผัสนี้ไว้ อยากเก็บมันไว้ในที่ที่กระสุนเข้าไม่ถึง

  "เก็บนี่ไว้ให้ผมด้วย" เขาล้วงเหรียญเก่าๆ เหรียญหนึ่งออกมาจากกระเป๋ากางเกง เหรียญของพ่อ — เหรียญที่พ่อพกติดตัวตั้งแต่สมัยเป็นทหาร "วันที่ผมกลับมา ผมจะมาเอาคืน"

  แพรวรับเหรียญไว้ในมือ กำแน่น เหมือนกำหัวใจของเขาไว้ทั้งดวง

  "ฉันจะรอ" เธอพูด

  ทั้งสองนั่งอยู่อย่างนั้นจนดึก ไม่พูดอะไรอีก ปล่อยให้เสียงจิ้งหรีดและลมเป็นคำพูดแทน วิชัยมองดาวบนฟ้าแล้วคิดว่า ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนบนโลกนี้ ดาวดวงเดียวกันจะส่องลงมาหาทั้งเขาและเธอ

  เมื่อแพรวลุกขึ้นจะกลับ เธอหันมามองเขาครั้งสุดท้าย

  "วิชัย" เธอเรียกชื่อเขาอีกครั้ง ราวกับต้องการยืนยันว่าเขายังอยู่ตรงนี้จริงๆ

  "ครับ"

  "กลับมาให้ได้"

  เขาพยักหน้า

  แพรวหันหลังเดินหายไปในความมืด เสียงฝีเท้าของเธอค่อยๆ เงียบลง จนเหลือแต่เสียงลมกับเสียงหัวใจของเขาเอง วิชัยนั่งอยู่ตรงนั้นอีกนาน บุหรี่ดับไปแล้วแต่เขายังถือมันไว้ในมือ

  เช้ามืดวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้ายังมืดครึ้ม ลมหนาวตีห้ากัดผิวหน้า วิชัยสวมเครื่องแบบเรียบร้อย กระดุมทุกเม็ดติดจนครบ สายรัดหมวกรัดใต้คาง กระเป๋าสะพายหนักอึ้งบนบ่า เขายืนตรงหน้าบ้าน

  แม่ยืนอยู่ที่ประตู ถือถุงผ้าเล็กๆ ยื่นให้เขา

  "ข้าวเหนียวหมูทอด กินตอนบ่ายนะ"

  วิชัยรับถุงผ้ามา กลิ่นข้าวเหนียวอุ่นๆ ลอยผ่านผ้า เขาอยากพูดอะไรสักอย่าง อยากบอกแม่ว่าเขารักเธอ อยากบอกว่าเขาจะกลับมา — แต่ถ้อยคำเหล่านั้นมันหนักเกินกว่าจะพ้นริมฝีปากออกมาได้ เขาเป็นคนพูดน้อยมาตลอดชีวิต แลเนี่คือคืนที่เขาต้องการคำพูดมากที่สุด กลับเป็นคืนที่เขาหาคำพูดไม่เจอ

  เขาก้มลงกราบแม่ที่เท้า หน้าผากแตะพื้นดินเย็น

  "ไปเถอะลูก" แม่พูด เสียงเรียบ แต่มือที่วางบนหัวเขาสั่น

  วิชัยลุกขึ้น หันหลังเดินออกจากรั้วบ้าน ไม่หันกลับ ไม่ใช่เพราะไม่อยากเห็นหน้าแม่ แต่เพราะเขารู้ว่า ถ้าหันกลับ เขาอาจจะก้าวต่อไม่ได้

  ที่จุดนัดพบหน้าค่ายทหาร รถบรรทุกสามคันจอดเรียงรอ ทหารหนุ่มหลายสิบนายยืนอยู่เป็นแถว บ้างหน้าตาแข็งกร้าว บ้างมีรอยน้ำตาที่ยังไม่แห้ง อากาศอึมครึมเหมือนฟ้าก็ไม่อยากให้พวกเขาไป

  "ร้อยโท วิชัย!" เสียงเรียกจากผู้บังคับกองร้อย

  "ครับ!" วิชัยตอบ เสียงดังฟังชัด หลังตรง ไหล่ตั้ง เขากลายเป็นทหารอีกครั้ง — ไม่ใช่ลูกชายที่เพิ่งกราบลาแม่ ไม่ใช่ชายหนุ่มที่เพิ่งเช็ดน้ำตาให้คนรัก

  "ขึ้นรถ เตรียมเคลื่อนพล"

  วิชัยปีนขึ้นท้ายรถบรรทุก นั่งลงบนม้านั่งไม้ กระเป๋าวางแนบขา เขามองออกไปทางท้ายรถ ถนนดินแดงทอดยาวไปข้างหลัง สองข้างทางเป็นทุ่งนาเขียวขจี หมู่บ้านเล็กๆ ค่อยๆ เลือนหายไปในหมอกเช้า

  บ้านค่อยๆ ไกลออกไป

  เขาล้วงมือลงไปในกระเป๋าเสื้อ คลำหาสิ่งที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว — เหรียญของพ่อที่เขาฝากไว้กับแพรว นิ้วของเขาสัมผัสแต่ความว่าง แต่เขายิ้มเล็กน้อย เพราะความว่างนั้นคือสัญญาว่าเขาจะต้องกลับมา

  รถบรรทุกเลี้ยวเข้าถนนใหญ่ มุ่งหน้าสู่สนามบินทหาร ที่นั่น เครื่องบินลำเลียง C-130 รอส่งพวกเขาข้ามน่านฟ้า ข้ามพรมแดน ข้ามเส้นแบ่งระหว่างบ้านกับสมรภูมิ

  วิชัยมองท้องฟ้าสีเทาข้างบน คิดถึงดาวเมื่อคืน คิดถึงมือที่สั่นของแม่ คิดถึงเหรียญในกำมือของแพรว

  แล้วเขาก็มองไปข้างหน้า
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่