งานวิจัยชี้ ฉี่จากนักปีนเขา มีส่วนทำธารน้ำแข็งละลาย บนเบสแคมป์เอเวอเรสต์ พบฉี่กันวันละ 6,000 ลิตร เฉพาะฉี่ทำละลายฤดูละ 154 ตัน

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ SBS News รายงานอ้างอิงงานวิจัยของทีมนักวิจัยนานาชาติ ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ลงวารสารวิชาการ Regional Environmental Change เกี่ยวกับผลการวิเคราะห์ธารน้ำแข็งคุมบู (Khumbu Glacier) ซึ่งเป็นที่ตั้งของเบสแคมป์ของนักปีนเขาที่เตรียมพิชิตเอเวอเรสต์ฝั่งประเทศเนปาล พบว่ากิจกรรมที่เกิดจากกลุ่มนักปีนเขา อาจทำให้ธารน้ำแข็งและหิมะละลาย ราวปีละ 2,500 ตัน
.
งานวิจัยที่ดำเนินการโดยทีมนักวิจัยนานาชาติ รวมถึงเจ้าหน้าที่สำรวจอาวุโสจากกระทรวงบริการจัดการที่ดินของเนปาล วิเคราะห์ว่า การละลายของธารน้ำแข็งไม่ได้เกิดขึ้นจากเชื้อเพลิงที่ใช้เพื่อให้ความร้อนและปรุงอาหารเท่านั้น แต่ยังมาจากความร้อนของปัสสาวะ ที่บรรดานักปีนเขาขับถ่ายออกมาด้วย
.
ระหว่างช่วงฤดูปีนเขา นักปีนเขา ไกด์ และทีมสนับสนุนนับพันคน จะหลั่งไหลมายังเบสแคมป์ของเอเวอเรสต์ ซึ่งมีทั้งร้านกาแฟ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ห้องอาบน้ำอุ่น หรือแม้กระทั่งเต็นท์ที่ติดตั้งอุปกรณ์อุ่นพื้นไว้
.
ข้อมูลจากนักวิจัย ระบุว่า การเปิดใช้งานเต็นท์ 1,600 หลังที่เบสแคมป์เป็นเวลา 50 วัน ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2565 ต้องใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวถึง 824 ถัง น้ำมันก๊าด 18,935 ลิตร และน้ำมันเบนซิน 5,130 ลิตร
.
เมื่อรวมกับเชื้อเพลิงที่ใช้ในการทำอาหาร ให้ความร้อน และผลิตกระแสไฟฟ้า ตลอดจนความร้อนที่มาจากปัสสาวะมนุษย์ นักวิจัยประเมินว่าจะเกิดพลังงานความร้อนทั้งสิ้น 849,174 เมกะจูล ซึ่งเพียงพอจะละลายธารน้ำแข็งและหิมะได้ 2,492 ตัน
.
เมื่อน้ำแข็งและหิมะปริมาณ 2,500 ตันละลายกลายเป็นน้ำ จะมีปริมาณเทียบเท่ากับการเติมน้ำเต็มสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิกสากล 1 สระ
.
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าปริมาณธารน้ำแข็งที่ละลายจากปัสสาวะของมนุษย์เพียงอย่างเดียวก็มีจำนวนไม่น้อย เนื่องจากผู้คนดื่มน้ำในปริมาณมากขณะอยู่บนที่สูงเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ นักปีนเขาและไกด์หลายพันคนจึงขับถ่ายปัสสาวะรวมกันมากกว่า 6,000 ลิตรต่อวัน
ในขณะที่อุจจาระจะถูกเก็บรวบรวมไว้ในถัง และมีการขนย้ายลงจากภูเขา แต่ปัสสาวะส่วนใหญ่กลับถูกปล่อยลงบนธารน้ำแข็งโดยตรง ซึ่งนักวิจัยประเมินว่าความร้อนจากปัสสาวะเพียงอย่างเดียว ก็สามารถละลายน้ำแข็งได้ราว 154 ตัน ภายในฤดูกาลเดียว
.
นักวิจัยอธิบายเพิ่มเติมว่า การคำนวณครั้งนี้ยังไม่ได้รวมผลกระทบจากการใช้เฮลิคอปเตอร์ ความร้อนจากร่างกายของนักปีนเขา หรือสัตว์ต่าง ๆ อย่างพวกจามรี ที่ใช้บรรทุกสัมภาระ ซึ่งนั่นหมายความว่าผลกระทบที่แท้จริงจากกิจกรรมของมนุษย์อาจสูงกว่านี้อีกมาก
.
อนึ่ง ในขณะที่สาเหตุหลักของการละลายของธารน้ำแข็งบนเอเวอเรสต์ คือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก แต่นักวิจัยชี้ว่าการที่ผู้คนหลายพันคนแออัดกันอยู่บนธารน้ำแข็งที่กำลังละลายอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งสร้างความร้อนเพิ่มเติมขึ้นไปอีกนั้น ยิ่งถือเป็นการสร้างความไม่ยั่งยืน
.
ที่มา : kapook
งานวิจัยชี้ ฉี่จากนักปีนเขา ทำธารน้ำแข็งละลาย บนเบสแคมป์เอเวอเรสต์ เฉพาะฉี่ทำละลายฤดูละ 154 ตัน
วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ SBS News รายงานอ้างอิงงานวิจัยของทีมนักวิจัยนานาชาติ ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ลงวารสารวิชาการ Regional Environmental Change เกี่ยวกับผลการวิเคราะห์ธารน้ำแข็งคุมบู (Khumbu Glacier) ซึ่งเป็นที่ตั้งของเบสแคมป์ของนักปีนเขาที่เตรียมพิชิตเอเวอเรสต์ฝั่งประเทศเนปาล พบว่ากิจกรรมที่เกิดจากกลุ่มนักปีนเขา อาจทำให้ธารน้ำแข็งและหิมะละลาย ราวปีละ 2,500 ตัน
.
งานวิจัยที่ดำเนินการโดยทีมนักวิจัยนานาชาติ รวมถึงเจ้าหน้าที่สำรวจอาวุโสจากกระทรวงบริการจัดการที่ดินของเนปาล วิเคราะห์ว่า การละลายของธารน้ำแข็งไม่ได้เกิดขึ้นจากเชื้อเพลิงที่ใช้เพื่อให้ความร้อนและปรุงอาหารเท่านั้น แต่ยังมาจากความร้อนของปัสสาวะ ที่บรรดานักปีนเขาขับถ่ายออกมาด้วย
.
ระหว่างช่วงฤดูปีนเขา นักปีนเขา ไกด์ และทีมสนับสนุนนับพันคน จะหลั่งไหลมายังเบสแคมป์ของเอเวอเรสต์ ซึ่งมีทั้งร้านกาแฟ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ห้องอาบน้ำอุ่น หรือแม้กระทั่งเต็นท์ที่ติดตั้งอุปกรณ์อุ่นพื้นไว้
.
ข้อมูลจากนักวิจัย ระบุว่า การเปิดใช้งานเต็นท์ 1,600 หลังที่เบสแคมป์เป็นเวลา 50 วัน ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2565 ต้องใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวถึง 824 ถัง น้ำมันก๊าด 18,935 ลิตร และน้ำมันเบนซิน 5,130 ลิตร
.
เมื่อรวมกับเชื้อเพลิงที่ใช้ในการทำอาหาร ให้ความร้อน และผลิตกระแสไฟฟ้า ตลอดจนความร้อนที่มาจากปัสสาวะมนุษย์ นักวิจัยประเมินว่าจะเกิดพลังงานความร้อนทั้งสิ้น 849,174 เมกะจูล ซึ่งเพียงพอจะละลายธารน้ำแข็งและหิมะได้ 2,492 ตัน
.
เมื่อน้ำแข็งและหิมะปริมาณ 2,500 ตันละลายกลายเป็นน้ำ จะมีปริมาณเทียบเท่ากับการเติมน้ำเต็มสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิกสากล 1 สระ
.
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าปริมาณธารน้ำแข็งที่ละลายจากปัสสาวะของมนุษย์เพียงอย่างเดียวก็มีจำนวนไม่น้อย เนื่องจากผู้คนดื่มน้ำในปริมาณมากขณะอยู่บนที่สูงเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ นักปีนเขาและไกด์หลายพันคนจึงขับถ่ายปัสสาวะรวมกันมากกว่า 6,000 ลิตรต่อวัน
ในขณะที่อุจจาระจะถูกเก็บรวบรวมไว้ในถัง และมีการขนย้ายลงจากภูเขา แต่ปัสสาวะส่วนใหญ่กลับถูกปล่อยลงบนธารน้ำแข็งโดยตรง ซึ่งนักวิจัยประเมินว่าความร้อนจากปัสสาวะเพียงอย่างเดียว ก็สามารถละลายน้ำแข็งได้ราว 154 ตัน ภายในฤดูกาลเดียว
.
นักวิจัยอธิบายเพิ่มเติมว่า การคำนวณครั้งนี้ยังไม่ได้รวมผลกระทบจากการใช้เฮลิคอปเตอร์ ความร้อนจากร่างกายของนักปีนเขา หรือสัตว์ต่าง ๆ อย่างพวกจามรี ที่ใช้บรรทุกสัมภาระ ซึ่งนั่นหมายความว่าผลกระทบที่แท้จริงจากกิจกรรมของมนุษย์อาจสูงกว่านี้อีกมาก
.
อนึ่ง ในขณะที่สาเหตุหลักของการละลายของธารน้ำแข็งบนเอเวอเรสต์ คือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก แต่นักวิจัยชี้ว่าการที่ผู้คนหลายพันคนแออัดกันอยู่บนธารน้ำแข็งที่กำลังละลายอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งสร้างความร้อนเพิ่มเติมขึ้นไปอีกนั้น ยิ่งถือเป็นการสร้างความไม่ยั่งยืน
.
ที่มา : kapook