ศ. นพ.ยง ภูวรวรรณ ราชบัณฑิต ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนไว้ในนิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 491 (มีนาคม 2563) ว่า ตอนนั้นโควิด-19 ยังเป็นโรคอุบัติใหม่ที่ไม่มีทั้งยาต้านไวรัสและวัคซีน คาดการณ์อัตราป่วยตายไว้ที่ประมาณ 1-2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าน่ากลัวมากในตอนนั้น
ผ่านมา 5 ปี สถานการณ์เปลี่ยนไปมากครับ เหตุผลหลักที่อัตราป่วยตายลดลงขนาดนี้ไม่ใช่เพราะโรคหายไป แต่เป็นเพราะภูมิคุ้มกันหมู่จากทั้งวัคซีนและการติดเชื้อสะสม บวกกับสายพันธุ์ตระกูล Omicron ที่ครองพื้นที่อยู่ตอนนี้มักแบ่งตัวในทางเดินหายใจส่วนบนมากกว่าจะลงปอดเหมือนสายพันธุ์ก่อนหน้า อาการเลยออกไปทางคล้ายไข้หวัดเป็นส่วนใหญ่
ส่วนสายพันธุ์ NB.1.8.1 หรือที่เรียกกันว่า Nimbus ที่ครองสัดส่วนผู้ติดเชื้อในไทยเกินครึ่งตอนนี้ จุดเด่นของมันคือการกลายพันธุ์ที่ช่วยให้จับกับตัวรับ ACE2 บนเซลล์มนุษย์ได้ดีขึ้น ทำให้ติดเชื้อได้มีประสิทธิภาพกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้าถึง 2.5 เท่า แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้ป่วยรุนแรงขึ้นแต่อย่างใดครับ
สิ่งที่ยังต้องระวังคือภาวะลองโควิด เพราะทุกครั้งที่ติดเชื้อซ้ำ ความเสี่ยงจะเกิดอาการเรื้อรังหลังหายป่วยก็ยังมีอยู่ ไม่ได้หายไปพร้อมความรุนแรงของโรคที่ลดลง
📊
อัปเดตข้อมูล (ณ สิงหาคม 2569)
ระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล กรมควบคุมโรค รายงานว่าตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 สิงหาคม 2569 ไทยมีผู้ติดเชื้อสะสม 99,317 ราย เฉพาะเดือนสิงหาคมเดือนเดียวพุ่งถึง 57,009 ราย แต่ผู้เสียชีวิตสะสมทั้ง 8 เดือนอยู่ที่ 15 ราย กรมควบคุมโรคยืนยันว่าเป็นไปตามฤดูกาลที่คาดการณ์ไว้ ไม่ใช่การระบาดวิกฤต กลุ่มที่ยังต้องดูแลเป็นพิเศษคือผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค และคุณแม่ตั้งครรภ์ครับ
หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงและมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนนะครับ เพราะการใช้ยาต้านไวรัสและการดูแลจะต่างกันไปตามปัจจัยส่วนบุคคล
ที่มา : นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 491 (มี.ค. 2563)
และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (ข้อมูล ณ ส.ค. 2569)
โควิด-19 เปลี่ยนไปแค่ไหนใน 5 ปี? 🦠
ผ่านมา 5 ปี สถานการณ์เปลี่ยนไปมากครับ เหตุผลหลักที่อัตราป่วยตายลดลงขนาดนี้ไม่ใช่เพราะโรคหายไป แต่เป็นเพราะภูมิคุ้มกันหมู่จากทั้งวัคซีนและการติดเชื้อสะสม บวกกับสายพันธุ์ตระกูล Omicron ที่ครองพื้นที่อยู่ตอนนี้มักแบ่งตัวในทางเดินหายใจส่วนบนมากกว่าจะลงปอดเหมือนสายพันธุ์ก่อนหน้า อาการเลยออกไปทางคล้ายไข้หวัดเป็นส่วนใหญ่
ส่วนสายพันธุ์ NB.1.8.1 หรือที่เรียกกันว่า Nimbus ที่ครองสัดส่วนผู้ติดเชื้อในไทยเกินครึ่งตอนนี้ จุดเด่นของมันคือการกลายพันธุ์ที่ช่วยให้จับกับตัวรับ ACE2 บนเซลล์มนุษย์ได้ดีขึ้น ทำให้ติดเชื้อได้มีประสิทธิภาพกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้าถึง 2.5 เท่า แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้ป่วยรุนแรงขึ้นแต่อย่างใดครับ
สิ่งที่ยังต้องระวังคือภาวะลองโควิด เพราะทุกครั้งที่ติดเชื้อซ้ำ ความเสี่ยงจะเกิดอาการเรื้อรังหลังหายป่วยก็ยังมีอยู่ ไม่ได้หายไปพร้อมความรุนแรงของโรคที่ลดลง
📊 อัปเดตข้อมูล (ณ สิงหาคม 2569)
ระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล กรมควบคุมโรค รายงานว่าตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 สิงหาคม 2569 ไทยมีผู้ติดเชื้อสะสม 99,317 ราย เฉพาะเดือนสิงหาคมเดือนเดียวพุ่งถึง 57,009 ราย แต่ผู้เสียชีวิตสะสมทั้ง 8 เดือนอยู่ที่ 15 ราย กรมควบคุมโรคยืนยันว่าเป็นไปตามฤดูกาลที่คาดการณ์ไว้ ไม่ใช่การระบาดวิกฤต กลุ่มที่ยังต้องดูแลเป็นพิเศษคือผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค และคุณแม่ตั้งครรภ์ครับ
หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงและมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนนะครับ เพราะการใช้ยาต้านไวรัสและการดูแลจะต่างกันไปตามปัจจัยส่วนบุคคล
ที่มา : นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 491 (มี.ค. 2563)
และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (ข้อมูล ณ ส.ค. 2569)