ซื้อเครื่องช่วยฟังจากต่างประเทศได้ไหม?

รู้จักการนำเข้าเครื่องมือแพทย์เพื่อใช้เฉพาะตัวตามมาตรา 27 (5)

ทุกวันนี้การซื้อเครื่องช่วยฟังจากต่างประเทศไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ลองค้นหาเครื่องช่วยฟังรุ่นเดียวกับที่มีจำหน่ายในประเทศไทยจากเว็บไซต์ในอังกฤษ ยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา เราอาจพบว่าราคาที่แสดงบนเว็บไซต์แตกต่างจากราคาที่พบในประเทศไทยค่อนข้างมาก
ตัวอย่างเช่น Signia Pure Charge&Go 7 IX ซึ่งเป็นเครื่องช่วยฟังระดับสูงของ Signia ในรูปแบบ RIC ก็มีจำหน่ายผ่านผู้จำหน่ายในต่างประเทศสำหรับลูกค้าทั่วโลก

คำถามที่หลายคนจึงเริ่มสงสัยคือ
ถ้าเราซื้อเครื่องช่วยฟังจากต่างประเทศด้วยตัวเอง แล้วนำกลับมาใช้ในประเทศไทยได้หรือไม่?
คำตอบคือ มีช่องทางตามกฎหมายสำหรับการนำเข้าเครื่องมือแพทย์เพื่อใช้เฉพาะตัว
หนึ่งในช่องทางที่เกี่ยวข้องคือ มาตรา 27 (5) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์

แต่คำว่าใช้เฉพาะตัวไม่ได้หมายความว่าเพียงสั่งซื้อจากเว็บไซต์ต่างประเทศแล้วส่งเข้าประเทศได้ทันที
การนำเข้ายังต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และผ่านพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้อง
ดังนั้น ถ้ากำลังคิดจะซื้อเครื่องช่วยฟังจากต่างประเทศ เรื่องสำคัญไม่ใช่เพียงว่า
ซื้อที่ไหนถูกกว่า
แต่ต้องรู้ด้วยว่า
นำเข้าอย่างไรให้ถูกต้อง และหลังจากเครื่องมาถึงแล้ว ใครจะช่วยดูแลเรา



มาตรา 27 (5) คืออะไร?
มาตรา 27 (5) เป็นช่องทางที่กฎหมายเปิดให้สามารถนำเข้าเครื่องมือแพทย์ในปริมาณเท่าที่จำเป็นเพื่อใช้เฉพาะตัวได้ ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ อย. กำหนด
สำหรับผู้ที่ต้องการนำเข้าเครื่องช่วยฟังด้วยตัวเอง เรื่องนี้น่าสนใจมาก เพราะเราไม่ได้กำลังพูดถึงการนำเข้าสินค้าเพื่อขายต่อ
แต่เป็นการนำเข้าเพื่อใช้กับตัวเราเอง
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามีระบบ e-Submission สำหรับการยื่นคำขอ และเมื่อได้รับอนุมัติ จะมีการออกเลข LPI หรือ License Per Invoice เพื่อใช้ประกอบพิธีการทางศุลกากร
ดังนั้นกระบวนการจึงไม่ใช่
สั่งซื้อ → ส่งมาไทย → รับของ
แต่ควรเป็น
ตรวจสอบเงื่อนไข → เตรียมเอกสาร → ยื่นขออนุญาต → ได้ LPI → ดำเนินพิธีการศุลกากร → รับสินค้า



ก่อนซื้อ ควรเริ่มจาก Audiogram ไม่ใช่ราคา
สิ่งแรกที่ควรมีคือข้อมูลการได้ยินของตัวเอง
โดยเฉพาะ Audiogram ที่แสดงระดับการได้ยินของหูแต่ละข้าง
เพราะเครื่องช่วยฟังไม่ใช่สินค้าที่เลือกรุ่นจากราคา หรือเลือกจากระดับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
คนที่มีการสูญเสียการได้ยินเหมือนกันในภาพรวม อาจมีปัญหาในการฟังแตกต่างกันมาก
บางคนฟังในบ้านได้ดี แต่ฟังร้านอาหารไม่ได้
บางคนได้ยินเสียงคนพูด แต่แยกคำพูดออกจากเสียงรอบข้างไม่ได้
บางคนรู้สึกว่าเครื่องเดิมเสียงดังเกินไป
และบางคนมีปัญหาที่คนมักอธิบายง่าย ๆ ว่า
ได้ยิน แต่ฟังไม่รู้เรื่อง
ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญในการเลือกเครื่องมากกว่าการถามว่า
รุ่นไหนดีที่สุด



แล้วควรเลือกเครื่องแบบไหน?
ตัวอย่างเช่น Signia มีเครื่องช่วยฟังหลายรูปแบบและหลายระดับเทคโนโลยี
Signia Pure Charge&Go IX
เป็นเครื่องช่วยฟังแบบ RIC ที่เหมาะกับผู้ใช้จำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่ต้องการเครื่องขนาดไม่ใหญ่ รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ และต้องการเทคโนโลยีประมวลผลเสียงในระดับสูง
สำหรับคนที่กำลังมองหารุ่นระดับสูง Pure Charge&Go 7 IX เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ
Signia Silk Charge&Go IX
เป็นเครื่องแบบ CIC ที่มีขนาดเล็กและใช้ Click Sleeves ซึ่งเป็นแนวทาง instant fit
จุดนี้ทำให้การซื้อจากต่างประเทศสะดวกกว่าเครื่องบางประเภทที่ต้องทำ ear impression หรือสร้าง shell แบบเฉพาะบุคคล
แต่ instant fit ไม่ได้หมายความว่าเหมาะกับทุกคน
ยังต้องพิจารณาระดับการสูญเสียการได้ยิน รูปร่างช่องหู และลักษณะการใช้งานจริงด้วย
Signia AX รุ่นก่อนหน้า
หากต้องการควบคุมงบประมาณ รุ่นในตระกูล Augmented Xperience หรือ AX ก็ยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะเป็น platform รุ่นก่อนหน้าที่อาจพบราคาลดลงจากผู้จำหน่ายต่างประเทศ
ดังนั้นการเลือกเครื่องไม่ควรเริ่มจาก
รุ่นใหม่ที่สุด
แต่ควรเริ่มจาก
รุ่นไหนตอบโจทย์การได้ยินของเรามากที่สุด



ขั้นตอนการนำเข้าเครื่องช่วยฟังเพื่อใช้เฉพาะตัว
หากต้องการดำเนินการด้วยตัวเอง สามารถมองกระบวนการออกเป็นขั้นตอนใหญ่ ๆ ได้ดังนี้
1. ตรวจการได้ยิน
ควรมีผลตรวจการได้ยินที่เป็นปัจจุบัน
หากมีผลตรวจจากโรงพยาบาลหรือคลินิกอยู่แล้ว ก็ควรเก็บเอกสารเหล่านี้ไว้ เพราะอาจเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับทั้งการเลือกเครื่องและการยื่นเอกสาร



2. เลือกเครื่องและผู้จำหน่าย
ตรวจสอบว่าเครื่องรุ่นที่ต้องการเป็นรุ่นอะไร
เลือกข้างซ้าย ข้างขวา หรือเป็นคู่
ตรวจสอบ receiver, dome, charger และอุปกรณ์ที่รวมอยู่ในชุด
และที่สำคัญ ควรเลือกผู้จำหน่ายที่สามารถออกเอกสารการซื้อขายได้อย่างชัดเจน
โดยเฉพาะ Commercial Invoice
รายละเอียดใน Invoice ควรสอดคล้องกับสินค้าที่นำเข้าจริง



3. ตรวจสอบเอกสารกับ อย.
ก่อนสั่งซื้อ ควรตรวจสอบหลักเกณฑ์และเอกสารที่ อย. กำหนดสำหรับการนำเข้าเครื่องมือแพทย์เพื่อใช้เฉพาะตัวในช่วงเวลานั้น
เอกสารที่เกี่ยวข้องอาจรวมถึงข้อมูลผู้ขอ ผลตรวจทางการแพทย์หรือใบรับรองจากผู้ประกอบวิชาชีพในกรณีที่กำหนด Invoice และรายละเอียดผลิตภัณฑ์
จุดนี้สำคัญ เพราะหลักเกณฑ์และรายการเอกสารสามารถเปลี่ยนแปลงได้
ไม่ควรอาศัยข้อมูลจากประสบการณ์ของคนอื่นเพียงอย่างเดียว



4. ยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission
การนำเข้าเพื่อใช้เฉพาะตัวสามารถดำเนินการผ่านระบบที่ อย. กำหนด
เมื่อคำขอได้รับอนุมัติ จะได้รับเลข LPI เพื่อนำไปใช้ประกอบกระบวนการทางศุลกากร



5. ดำเนินพิธีการศุลกากร
เมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทย บริษัทขนส่ง เช่น DHL, FedEx หรือ UPS อาจติดต่อเพื่อดำเนินพิธีการนำเข้า
เลข LPI และเอกสารที่เกี่ยวข้องจะถูกใช้ประกอบกระบวนการดังกล่าว
ส่วนอากรและภาษีที่ต้องชำระ ควรตรวจสอบตามพิกัดสินค้า มูลค่า และหลักเกณฑ์ของกรมศุลกากรในขณะที่นำเข้า
ไม่ควรสรุปว่าการนำเข้าเพื่อใช้เฉพาะตัวจะปลอดภาษีหรือ VAT ทุกกรณี



แต่ปัญหายังไม่จบเมื่อเครื่องมาถึงประเทศไทย
นี่เป็นจุดที่คนซื้อเครื่องจากต่างประเทศมักมองข้าม
เพราะการนำเข้าเครื่องได้สำเร็จ ไม่ได้หมายความว่า
เครื่องพร้อมใช้งานอย่างเหมาะสมที่สุดสำหรับคุณแล้ว
เครื่องช่วยฟังต้องผ่านกระบวนการ fitting และ adjustment
และตรงนี้เองที่ HearLab สามารถเข้ามาช่วยได้



HearLab ช่วยอะไรได้บ้าง?
แนวคิดของ HearLab คือ
คุณสามารถเลือกซื้อเครื่องจากที่ไหนก็ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องดูแลทุกอย่างด้วยตัวเอง

ก่อนสั่งซื้อ
HearLab ให้บริการ ปรึกษาและช่วยเลือกเครื่องช่วยฟัง
เราสามารถช่วยดู Audiogram และความต้องการในการใช้งาน เพื่อช่วยประเมินว่า
เครื่องรูปแบบไหนเหมาะกับเรา
รุ่นไหนเหมาะกับระดับการสูญเสียการได้ยิน
ควรเลือก receiver แบบไหน
ควรใช้ dome แบบใด
configuration ที่กำลังจะสั่งเหมาะสมหรือไม่
เป้าหมายคือช่วยลดความเสี่ยงจากการซื้อเครื่องที่ไม่เหมาะกับตัวเอง



ระหว่างการสั่งซื้อ
หากตัดสินใจซื้อจากผู้จำหน่ายต่างประเทศ HearLab สามารถให้คำปรึกษาเกี่ยวกับรายละเอียดของเครื่องและ configuration ที่ควรสั่ง
รวมถึงช่วยตรวจสอบข้อมูลของเครื่องก่อนที่คุณจะสั่งซื้อ
เพราะรายละเอียดเล็ก ๆ บางอย่างในขั้นตอนสั่งซื้อ อาจมีผลต่อการ fitting ภายหลัง



หลังเครื่องมาถึงประเทศไทย
นี่คือบริการที่สำคัญที่สุด
HearLab ให้บริการ Hearing Aid Fitting และ Sound Adjustment
เพื่อปรับเครื่องให้เหมาะกับการได้ยินและความรู้สึกในการฟังของผู้ใช้แต่ละคน
เพราะเครื่องที่ออกจากกล่องไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเครื่องที่ปรับเหมาะกับคุณแล้ว



ปรับเสียงให้เหมาะกับชีวิตจริง
การตั้งเครื่องตาม Audiogram เป็นจุดเริ่มต้น
แต่ชีวิตจริงมีเสียงมากกว่าที่อยู่ในห้องตรวจ
เสียงในร้านอาหาร
เสียงบนรถ
เสียงในห้าง
การประชุม
การพูดคุยหลายคน
หรือแม้แต่เสียงจานชามในบ้าน
HearLab จึงให้ความสำคัญกับสิ่งที่ผู้ใช้รู้สึกและพบเจอระหว่างการใช้งานจริง
เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่
ทำให้ได้ยินเสียงมากขึ้น
แต่คือ
ทำให้ฟังสิ่งที่ต้องการฟังได้ง่ายขึ้น



และถ้าใช้ไปแล้วเสียงไม่เหมือนเดิม?
เครื่องช่วยฟังไม่ใช่อุปกรณ์ที่ตั้งครั้งเดียวแล้วจบตลอดอายุการใช้งาน
เมื่อเราเริ่มใช้ อาจพบว่า
เสียงบางอย่างดังเกินไป
เสียงพูดยังไม่ชัด
เสียงรบกวนมากเกินไป
เสียงตัวเองแปลก
หรือในบางสถานการณ์ยังฟังไม่รู้เรื่อง
HearLab สามารถช่วย fine-tuning และปรับแต่งเสียง ตามประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงระหว่างการใช้งาน
เพราะบางครั้งเราไม่สามารถรู้ได้จากวันแรกว่า setting แบบไหนจะเหมาะกับเราในระยะยาว



Maintenance ก็เป็นส่วนหนึ่งของการดูแล
เครื่องช่วยฟังต้องสัมผัสกับเหงื่อ ความชื้น ขี้หู และฝุ่นอยู่เป็นประจำ
เมื่อใช้ไปนาน ๆ ประสิทธิภาพของเครื่องอาจเปลี่ยนไป
HearLab จึงมีบริการ Maintenance และตรวจสภาพเครื่องช่วยฟัง
ทั้งการทำความสะอาด ตรวจสอบสภาพ เปลี่ยนชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน และตรวจหาสาเหตุเมื่อเครื่องทำงานผิดปกติ
บางครั้งสิ่งที่เรารู้สึกว่า
เครื่องเริ่มไม่ดีแล้ว
อาจไม่ได้หมายความว่าเครื่องเสีย
แต่อาจเกิดจาก receiver, wax filter, dome หรือส่วนประกอบบางอย่างที่ต้องได้รับการดูแล



ดังนั้น ซื้อจากต่างประเทศหรือซื้อในไทยดี?
คำตอบไม่ได้มีเพียงแบบเดียว
ถ้าคุณมีความรู้ มี Audiogram และสามารถจัดการขั้นตอนการนำเข้าได้ การซื้อเครื่องจากต่างประเทศก็เป็นทางเลือกหนึ่ง
แต่ถ้าคุณไม่ต้องการจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง
HearLab สามารถเข้ามาเป็นผู้ช่วยในกระบวนการตั้งแต่ต้นจนถึงหลังการใช้งาน

ก่อนซื้อ
ปรึกษาและช่วยเลือกเครื่อง

ก่อนสั่ง
ช่วยตรวจสอบรุ่นและ configuration

หลังได้รับเครื่อง
Fitting และปรับแต่งเสียง

ระหว่างใช้งาน
Fine-tuning ตามปัญหาที่เกิดขึ้นจริง

ระยะยาว
Maintenance และดูแลสภาพเครื่อง



คุณไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องจาก HearLab เพื่อให้ HearLab ช่วยดูแลคุณ
นี่คือสิ่งที่เราอยากให้คนรู้
ถ้าคุณพบเครื่องช่วยฟังจากต่างประเทศที่ต้องการซื้อ
คุณสามารถนำข้อมูลรุ่นและ Audiogram มาปรึกษากับเราได้ก่อน
เราไม่ได้ต้องการให้คุณซื้อเครื่องที่แพงที่สุด
และไม่ได้ต้องการให้คุณซื้อเครื่องจากเราเพียงเพราะเราเป็นผู้ให้บริการ

สิ่งที่สำคัญกว่าคือ
เครื่องนั้นเหมาะกับคุณหรือไม่
และเมื่อคุณซื้อมาแล้ว
จะทำอย่างไรให้เครื่องนั้นทำงานได้ดีที่สุดกับการได้ยินของคุณ



เครื่องช่วยฟังที่ดี ไม่ได้จบที่วันที่เปิดกล่อง
การซื้อเครื่องช่วยฟังจากต่างประเทศอาจช่วยให้เรามีทางเลือกมากขึ้น
แต่ราคาของเครื่องเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมการ
เพราะเครื่องช่วยฟังที่ดีต้องมีทั้ง

เครื่องที่เหมาะสม
การตั้งค่าที่เหมาะสม
การปรับแต่งจากประสบการณ์จริง
การดูแลในระยะยาว

มาตรา 27 (5) ทำให้ผู้บริโภคมีช่องทางในการนำเข้าเครื่องมือแพทย์เพื่อใช้เฉพาะตัวได้ภายใต้หลักเกณฑ์ของ อย.
แต่หลังจากเครื่องผ่านด่านศุลกากรและมาอยู่ที่หูของเราแล้ว
เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งเพิ่งเริ่มต้น
ทำอย่างไรให้เราได้ยิน และฟังได้ดีขึ้นจริง
ตรงนั้นคือส่วนที่ HearLab อยากเข้ามาช่วยดูแล

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนการสั่งหรือการเลือกเครื่องที่เหมาะสมได้ทางเพจ https://www.facebook.com/hearlaboratory นะครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่