แพทย์แผนไทยคมสัน ทินกร ณ อยุธยา เขียนไว้ในนิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 464 ว่า ภูมิปัญญาเรื่อง "9 รส 9 สรรพคุณ" นี้ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้กินแล้วไม่ป่วย และถ้าป่วยแล้วก็ใช้เป็นยาได้ในตัว
1️⃣
รสเปรี้ยว
ถ้าท้องผูก เอาน้ำรสเปรี้ยวทุกชนิด (มะนาว ส้มมะขาม ส้มแขก) มารวมกัน ตัดรสด้วยเกลือนิดหน่อย กินก่อนนอน
2️⃣
รสหวาน
ไม่ใช่แค่ให้พลังงาน น้ำผึ้งยังใช้รักษาแผลภายนอกได้ ส่วนหญ้าหวานชงชาแทนน้ำตาลช่วยลดน้ำตาลในเลือด เหมาะกับคนที่ต้องคุมน้ำตาล
3️⃣
รสมัน
จากน้ำมันมะพร้าวและแป้งเท้ายายม่อม ใช้ผสมน้ำอ้อยสดปั้นเป็นบัวลอย บำรุงกำลังแก้อ่อนเพลีย แถมน้ำมันมะพร้าวยังทาถูนวดแก้ปวดเมื่อยได้ด้วย
4️⃣
รสเค็ม
จากเกลือแกงและเกลือสินเธาว์ ต้นฉบับบอกว่าถ้าท้องเสียจนอ่อนเพลียหรือขาดน้ำจากเหงื่อออกมาก ให้ผสมเกลือทั้งสองชนิดกับน้ำตาลกรวด ชงละลายน้ำอุ่นดื่ม
5️⃣
รสขม
อย่างบอระเพ็ด มะระ ใบขี้เหล็ก ไม่ได้แค่ลดไข้ตัวร้อน แต่ยังบำรุงตับและน้ำดีโดยตรง ต้นฉบับบอกว่ายิ่งสมัยนี้คนเป็นโรคทางตับกันมาก ของขมยิ่งช่วยได้ครับ
6️⃣
รสฝาด
จากกล้วยน้ำว้าดิบและมะตูม ใช้สมานแผลได้ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ต้นฉบับแนะให้หั่นกล้วยน้ำว้าดิบตากแห้งเก็บไว้ชงกินยามท้องเสีย
7️⃣
รสเย็น
จากใบบัว นอกจากดับร้อนแล้ว ต้นฉบับยังระบุว่าน้ำใบบัวชงดื่มช่วยลดความดันโลหิตได้ดี เหมาะกับคนที่ต้องดูแลความดันเป็นพิเศษ
8️⃣
รสร้อน
อย่างขิงข่าตะไคร้ ต้นฉบับแยกละเอียดตามอาการ เช่น ท้องอืดใช้ขิงแก่ต้มน้ำดื่ม ปัสสาวะขัดใช้ตะไคร้ต้ม ปวดฟันเหงือกบวมใช้กานพลูต้มน้ำแทรกเกลืออม
9️⃣
รสเมา/เบื่อ
ฟังดูน่ากลัวแต่จริงๆ คือกลุ่มที่ช่วย "ถอนพิษ" อย่างรางจืด ใช้รากหรือเถาต้มน้ำดื่มถอนพิษเมาเบื่อได้
หลักคิดสำคัญที่ต้นฉบับเน้นย้ำคือ "ครัว" คือที่เก็บทั้งอาหารและยาไว้ในที่เดียวกัน กินให้ถูกรสตามฤดูกาลและตามร่างกาย คือการป้องกันโรคแบบง่ายที่สุด
หากมีโรคประจำตัวหรืออาการเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนปรับสูตรอาหาร-ยาด้วยตัวเองนะครับ
ที่มา : นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 464 ธันวาคม 2560
9 รสอาหาร ที่คนโบราณใช้เป็น "ยา" ติดครัวมาแต่ไหนแต่ไร 🌿
1️⃣ รสเปรี้ยว
ถ้าท้องผูก เอาน้ำรสเปรี้ยวทุกชนิด (มะนาว ส้มมะขาม ส้มแขก) มารวมกัน ตัดรสด้วยเกลือนิดหน่อย กินก่อนนอน
2️⃣ รสหวาน
ไม่ใช่แค่ให้พลังงาน น้ำผึ้งยังใช้รักษาแผลภายนอกได้ ส่วนหญ้าหวานชงชาแทนน้ำตาลช่วยลดน้ำตาลในเลือด เหมาะกับคนที่ต้องคุมน้ำตาล
3️⃣ รสมัน
จากน้ำมันมะพร้าวและแป้งเท้ายายม่อม ใช้ผสมน้ำอ้อยสดปั้นเป็นบัวลอย บำรุงกำลังแก้อ่อนเพลีย แถมน้ำมันมะพร้าวยังทาถูนวดแก้ปวดเมื่อยได้ด้วย
4️⃣ รสเค็ม
จากเกลือแกงและเกลือสินเธาว์ ต้นฉบับบอกว่าถ้าท้องเสียจนอ่อนเพลียหรือขาดน้ำจากเหงื่อออกมาก ให้ผสมเกลือทั้งสองชนิดกับน้ำตาลกรวด ชงละลายน้ำอุ่นดื่ม
5️⃣ รสขม
อย่างบอระเพ็ด มะระ ใบขี้เหล็ก ไม่ได้แค่ลดไข้ตัวร้อน แต่ยังบำรุงตับและน้ำดีโดยตรง ต้นฉบับบอกว่ายิ่งสมัยนี้คนเป็นโรคทางตับกันมาก ของขมยิ่งช่วยได้ครับ
6️⃣ รสฝาด
จากกล้วยน้ำว้าดิบและมะตูม ใช้สมานแผลได้ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ต้นฉบับแนะให้หั่นกล้วยน้ำว้าดิบตากแห้งเก็บไว้ชงกินยามท้องเสีย
7️⃣ รสเย็น
จากใบบัว นอกจากดับร้อนแล้ว ต้นฉบับยังระบุว่าน้ำใบบัวชงดื่มช่วยลดความดันโลหิตได้ดี เหมาะกับคนที่ต้องดูแลความดันเป็นพิเศษ
8️⃣ รสร้อน
อย่างขิงข่าตะไคร้ ต้นฉบับแยกละเอียดตามอาการ เช่น ท้องอืดใช้ขิงแก่ต้มน้ำดื่ม ปัสสาวะขัดใช้ตะไคร้ต้ม ปวดฟันเหงือกบวมใช้กานพลูต้มน้ำแทรกเกลืออม
9️⃣ รสเมา/เบื่อ
ฟังดูน่ากลัวแต่จริงๆ คือกลุ่มที่ช่วย "ถอนพิษ" อย่างรางจืด ใช้รากหรือเถาต้มน้ำดื่มถอนพิษเมาเบื่อได้
หลักคิดสำคัญที่ต้นฉบับเน้นย้ำคือ "ครัว" คือที่เก็บทั้งอาหารและยาไว้ในที่เดียวกัน กินให้ถูกรสตามฤดูกาลและตามร่างกาย คือการป้องกันโรคแบบง่ายที่สุด
หากมีโรคประจำตัวหรืออาการเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนปรับสูตรอาหาร-ยาด้วยตัวเองนะครับ
ที่มา : นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 464 ธันวาคม 2560