ลูกสาว เรียนอยู่ เกรด 12 (ม.6) ในอเมริกา กำลังจะยื่นสมัครมหาวิทยาลัยอีก 2 เดือนนี้ โดย ต้องการสมัครเรียน "อักษรศาสตร์"
กลายเป็นวาระแห่งบ้านทันที
ย้อนความโดยย่อ ผมเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่มีลูกสาวตัวแสบ ได้ไปเรียนแลกเปลี่ยนต่างประเทศตอน ม.4 เกิดไปเข้าตาครูที่ปรึกษาโรงเรียน ให้ยื่นขอทุนเรียนต่อไฮสคูล และได้ทุนสมทบเรียนมาก้อนนึง จึงกลายเป็นเด็กไฮสคูลเมืองนอกไปแบบไม่คาดฝัน กำลังจะถึงจุดเลี้ยว(ห้ามผวน เพราะเป็นลูกสาวแท้ๆ ไม่ใช่ลูกสาวอย่างที่เราเข้าใจ ฮ่าาา) ที่สำคัญอีกครั้ง
ทางบ้านไม่ใช่ฐานะดี เป็นชนชั้นกลาง แบบ กลางๆเลย ขับรถจีน มีบ้านบนที่ดินกลางเมืองกรุง ที่รุ่นก่อนๆสั่งสมไว้ เครือญาติ รับราชการเก่าแก่ สะสมที่ดินรอบนอกเมืองไว้ ทางอดีตภรรยา นังแม่ของลูกสาว ทำงานด้านการลงทุน ชีวิตอยู่กับการเงิน ความมั่งคั่ง อยู่คอนโดแพงกลางกรุงขับรถคันใหญ่ แต่ก็มาจากครอบครัวชนชั้นกลางต่างจังหวัดที่ถีบตัวเองมาได้
การเรียนนอก ไม่ใช่เป้าหมายหรือฝัน ได้อย่างมากก็แลกเปลี่ยน เรียน EP ก็ตอนมัธยม เพราะประถมจะสอนกันเอง ประหยัดเงิน ก็พอจะส่งเรียนมหาวิทยาลัยในไทยหลักสูตรนานาชาติได้ ยอมรับว่าไม่ลำบากแต่ก็ ไม่ถึงขั้นเลือกที่ไหนก็ได้ การจะรเียนต่อมหาลัยเมืองนอก ทางเดียวคือต้องได้ทุน จะทุนเรียน ทุนกินอยู่ อย่างน้อยๆต้องได้เกินครึ่ง ไม่งั้น เงินหมดก่อนเรียนจบแน่นอน และ นี่คือ เส้นทางที่ ครูที่ปรึกษาของเค้าวางไว้ให้ หลังจากที่ได้คุยจริงจังมาก ตอนจะจบเรียนแลกเปลี่ยน
เรียนให้จบที่นั่น .. จากแนะนำให้ทำงานกับมหาลัยรัฐในเมือง.. ทำกิจกรรม ชิงรางวัล ทำผลงานให้ดี .. มีโอกาสได้จดหมายแนะนำตัวจากโปรเฟสเซอร์มหาลัย และ ใช้สิ่งนั้น ไขว่คว้าหาโอกาสเอา
"ตกลงเธอจะเรียนอะไร?"
คำถามจาก ย่า (แม่ของกระผม)
"วรรณกรรมค่ะ" ตำอบ อย่างมั่นคงหลังจากที่ได้กลับไทยมาอย่างเร่งด่วน (เนื้อหาอยู่ในโพสต์ก่อน)
คำตอบนี้ ทำให้ มนุษย์ย่า .. ถึงกับเครียด
"เธอจะเรียนไปตกงานหรอ?" ย่าเอ่ยไว้ หลังจากที่ เป็นมนุษย์ย่าที่คิดว่าตัวเองคือ ย่าไฮเท็ค เล่นไลน์ ดูยูทูบ
"ชั้นเห็นเอไอ มันมาแทนหมดแล้ว เธอควรเรียนไปทำงานที่เอไอแย่งเธอไม่ได้สิ" ย่าให้ความเห็นก่อนจะเสริมว่า ถ้าไม่งั้น ก็ไปเรียนสายไอทีไปเลย จะได้เป็นเจ้านายเอไออีกที
"ย่าคะ หนูเรียนสายศิลป์"
จากนั้น ย่าจึงเปลี่ยนเป้าหมายมาด่าตัวพ่อแทน
"ชั้นบอกแล้ว ให้มันเรียนสายวิทย์ไว้ก่อน" ย้อนไปตอนจะขึ้นมัธยมปลาย ผมคือคนเดียวในบ้านที่ยันว่า ลูกสาว ต้องเรียนสายศิลป์เท่านั้น หลังากที่เค้าสอบเลขร่อแร่ ตกบ้างรอดบ้างมาตลอด 6 เทอมของ ม.ต้น และคะแนนวิทย์ค่อนข้างกลางๆ
แต่สำคัญกว่านั้น เค้าถนัดวิชาสังคม อังกฤษ ประวัติศาสตร์ และ มีวามคิด วิเคราะห์แบบสายศิลป์ ไปทดสอบกับนักจิตวิทยาวัยรุ่น ก็ได้ผลออกมาเป็นเด็กที่มีโครงสร้างแบบสายศิลปะอย่างมาก
เด็กคนที่สอบเลขได้ที่โหล่ของระดับ แต่ ได้ท็อปอังกฤษโรงเรียน ที่เรียนเป็น EP ที่แซงชนะเด็กมาจากอินเตอร์ประถมได้ และเป็นการท็อปแบบ "เต็ม 100" คะแนนสอบ เต็ม 2 ครั้ง (มิด/ปลายเทอม) กับทุกใบงานเต็ม 10 โครงงานเต็ม และ มีส่วนโดดเด่นในห้อง จนครูฝรั่งเอ่ยปากว่า ในวิชาอังกฤษ ที่เกี่ยวกับการตีความ วิเคราะห์เนื้อหา เธอคือคนที่ โดดเด่น แม้แต่ ในมาตรฐานเด็กฝรั่ง หรืออินเตอร์ เพราะ นอกจากการอ่านที่เข้าใจได้ ยังคิดวิเคราะห์ถึงบริบทสังคมของงานเขียน สามารถเขียนอธิบายสิ่งในหัวออกมาได้ชัดเจน พูด โต้เถียง อธิบายครูได้อย่างมั่นใจ ใช้คำศัพท์สำคัญได้แม่นยำ
วันนั้น ทำให้คุยกับลูกเลย ลูกก็อยากเรียนสายศิลป์ ซึ่ง ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าจะเรียนอะไร รู้แต่ว่า ไม่อยากเรียนวิทย์ และผมคือ ผู้ต่อสู้เพื่อสิ่งนี้ ใช้สิทธิ์คนจ่ายค่าเทอม เรียกว่า งัดกันถึงขั้น มนุษย์ย่า จะออกค่าเทอมให้ก็ได้ แต่ ต้องเอาเรียนสายวิทย์
คงเป็น pain point ของย่า จนถึงวันนี้ ที่หลานสาว จะเรียนสายวิชาชีพที่แกมองว่า "ไร้อนาคต" พื้นฐานมนุษย์ย่า คือ "ผู้บริหาร" เรียนด้านสายการตลาดยุคบุกเบิก เรียนบริหาร และ ทำงานบริหารระดับสูงจนเกษียณอายุ มนุษย์ย่า พยยามให้เรียนการจัดการก็ยังดี เรียนบริหารต่อ แล้ว รอสอบราชการ สอบรัฐวิสาหกิจก็ได้ งานมั่นคง อนาคตสบาย หรือ เข้าองค์กรใหญ่ๆระดับมหาชน
แต่นี่ หลาน อยากเรียน วรรณกรรม
ที่มาของแรงบันดาลใจ
(มีเล่าในตอนก่อนๆไว้)
สั้นๆคือ ตอนเกรด 11 เค้าประกวดบทละครเวทีของโรงเรียน ชนะเลิศ ได้รับเลือกไปทำละครแสดงจริง แสดงเสร็จไปตอนปิดเทอมหน้าร้อนที่ผ่านมา ได้รับเสียงชื่นชมจากแวดวงด้านนี้ของเมืองเค้า ในเมือง มีการให้รางวัลงานละครเวทีระดับมัธยม ทั้งด้านการประพันธ์ งานออกแบบ(กำกับศิลป์) การแสดง ดนตรีประกอบ เรียกว่า พรีเมียร์ลีกของวงการแสดงละครเวทีมัธยมของรัฐก็ว่าได้ เธอ ไม่ได้เอี่ยวกับรางวัลนี้หรอกครับเพราะเธอไม่ได้อยู่ในชมรมนี้ แต่ เป็นม้ามืด ไปส่งบท(พล็อต) ละครแล้วชนะซะงั้น
ละครประเพณีของโรงเรียนนี้ มีชื่อเสียงและคนติดตามตรงที่ จะไปคว้าเอา "ผู้ชนะ" จากรางวัลที่ว่านี่แหละ มารวมตัวกัน ฝ่ายศิลป์ก็มาจาก ยอดฝีมืองานศิลป์ระดับมัธยมของรัฐ นักแสดงก็คือ เด็กมัธยมที่สนใจการแสดง ที่ได้รางวัลมารวมตัวกัน ร่วมกับรุ่นพี่ระดับมหาวิทยาลัยของรัฐ ด้านการแสดงและงานละครเวที มาร่วมทำ ร่วมให้คำปรึกษา ประมาณ รวมดาว แม้จะไม่มีการส่งประกวด ไม่ร่วมชิงรางวัลใดๆ แต่ก็ขายบัตรกับมีสปอนเซอร์ดีเยี่ยมจากภาคท้องถิ่น และเอกชน
จริงๆลูกสาว ขโมยพล็อตคู่กรรมไปแปลงเป็นเรื่องย่อหนึ่งหน้ากระดาษ เมื่อชนะและถูกนำไปพัฒนาต่อ เธอก็กลายเป็นหนึ่งในทีมเขียนบท ร่วมกับ เพื่อนและรุ่นพี่ ที่ต่างก็เป็นดาวเด่นรางวัลนี้กันมาทั้งนั้น
ทั้งสุข สนุก ร้องไห้ กว่าจะละครจบ แต่เมื่อละครทำไปได้ซักระยะหนึ่ง นางบอกกับผมเลยว่า ชอบมาก ไม่ได้ชอบงานแสดง ไม่ได้ชอบละครเวทีนะ แต่ชอบ การเขียนเรื่อง การถ่ายทอด อยากเรียนด้านนี้ จะวรรณกรรม งานละคร งานเขียน หรือไปถึงบทหนัง บทซีรีย์ก็ได้
ย้อนกลับไป หรือนี่คือสิ่งที่เราแอบใส่ให้นางไว้แบบไม่รู้ตัว?
ตั้งแต่เด็ก ผมกับลูกสาวชอบดูหนัง ดูซีรีย์ และ "เถียง" กัน "ทำไมพระเอกไม่ยอมบอกความจริง?" "ถ้าไควกอนจินไม่ตาย อนาคินจะเข้าด้านมืดมั้ย" แม้แต่ "ตกลงโนบิตะฉลาดหรือโง่?" นั่งถกเถียงแบบนี้กันมาตั้งแต่เล็กๆ
แถม ปู่แท้ๆของนางก็เป็นนักเขียน ที่บ้านปู่จึงมีหนังสือเก่ามากมาย ทั้งนิยาย หนังสือแนวคิด ลูกสาวจึงเป็นเด็กตัวน้อย 7-8 ขวบ ที่นั่งอ่านคู่กรรม นิกกับพิม ข้างหลังภาพ ไผ่แดง เวลาในขวดแก้ว โดยจะได้รับหนังสือจากปู่กลับมาอ่านเสมอ แล้วต้องอ่านให้จบจริงๆนะ อ่านแล้ว ไปนั่งเล่าให้ปู่ฟังด้วย ปู่(หลอกว่า)ลืมไปหมดแล้ว (จริงๆ ปู่ หลอกให้หลานเล่าและวิเคราะห์ให้ฟัง)
ตัดภาพมาที่ มนุษย์แม่บ้าง (แม่ของนาง) เป็นคนสายเงิน เน้นการเงินการลงทุน อยากให้ลูกเรียนบริหารมาก แม้จะแยกทางกันไปแต่เร่องนี้เข้ากับอดีตแม่สามีเป็นปี่และขลุ่ยเลย (ก่อนนี้ตีกันจะตาย) ผม เกริ่นๆไว้นานแล้วว่า ท่าทางลูกสาวเรา จะไปทางนี้นะ มนุษย์แม่ ไม่เห็นด้วยเลย โดยเฉพาะในส่วนการเรียนเอกภาษาอังกฤษ เธอมองว่า "ภาษา" เป็นแค่ทักษะ เรียนเสริมเรียนเพิ่มก็ได้ แต่ วิชาชีพมันต้องลึกซึ้งและงอกงาม สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยได้ เรียนบริหาร แล้วเสิรมภาษาเอาดีกว่า
แต่ ต้องขอบคุณ ละครเวทีนี้แหละครับ เพราะมนุษย์แม่มีเงิน บินไปดุละครของลูกสาว (ราวกับลูกได้เป็นนางเอก) ภาพที่เค้าเห็นคือ ลูกสาวตัวเอง เดินออกมากับทีมบท ตอนละครจบ ฟินาเล่ในโรงละคร เสียงปรบมือกึกก้อง เรียกชื่อของเธอเป็นคนสุดท้ายพร้อมเครดิทว่า "บทละครตั้งต้นโดย..." ภาพลูกสาวยืนจับมือกับฝรั่งอีก 4 คน กลางเวที ยืนโค้งให้กับคนดู เสียงปรบมือ เป่าปาก โห่ร้อง ทำเอาหล่อน น้ำตาไหล เธอโทรมาหาผมแทบจะทันทีที่จบละคร
"ชั้นยอมแล้ว ให้นางเรียนทางนี้ไปเลยนะ" เสียงเครือ เล่าสิ่งทีเ่กิดแบบ ตื่นเต้นสุดๆ
ผมก็ฟังแล้วอินตื่นเต้นไปด้วย แม้จะถูกปลุกมากลางดึก ว่าจะขอคุยกับแม่นักเขียนคนเก่ง
"เค้าสัมภาษณ์อยู่" เธอได้สัมภาษณ์ลงสื่อท้องถิ่น ยืนเด่นหน้าแบ็คดร็ฮปของละคร มีไฟ มีกล้องมาถ่าย มีคนยืนสัมภาษณ์ สหน้า มีความสุข แบบที่ นังแม่ไม่เคยเห็นมาก่อน ขนาดที่ ไปยืนแทรก ชูโทรศัพท์ถ่ายลูกตัวเองเบียดกับพวกสื่อทั้งงานละคร งานการศึกษา งานกิจกรรม ไปรอคิวถ่ายรูปต่อจากแขกสำคัญ ถึงขนาดย ายกเทศมนตรีเมือง มาถ่ายรูปกับทีมเขียนบท ผู้กำกับ นักแสดง
ผมว่า นังแม่คงยืน เรียกคนรอบตัว ชี้แล้วบอก "นั่นลูกชั้นๆๆ ชั้นแม่เค้าๆๆ"
ช้าก่อนครับ
ยัง ยังเข้าไม่ได้ ยังแค่ "เจอ" ทางที่อยากเรียน หนทางยังอีกยาวไกลมาก จะได้เรียนมั้ย อีกเรื่อง
ณ ตอนนี้ ทำงานอยู่กับสถาบันเอเชียศึกษาของมหาลัยรัฐนี้แหละ งานธุรการ และ ศาสตราจารย์ จะเป็นคนเขียนจดหมายแนะนำให้เอง (รับปากกันแล้ว) ส่วนจะยื่นพิจารณารอบ Early และยื่นของทุนได้มั้ย มันก็ไม่ใช่เรื่องที่นายจะมามีอำนาจได้ ต้องผ่านคณะพิจารณา ตามเกณฑ์ แน่นอนว่า นางก็จะยื่นที่นี่แน่นอนรอบแรกเลย พร้อมผลงานที่พอจะเกีย่วข้อง อันน้อยนิด
ตัวแทนโรงเรียนตอบคำถามวิชาการสายสังคม ... ชนะประกวดบทละคร และ หัวหน้าทีมทำละครประเพณี หนึ่งครั้งถ้วน
ถ้าจะเอารางวัลทางนี้เพิ่ม ต้องรอพฤษภาคมปีหน้าเลย ซึ่งแปลว่า ไม่ทันแล้วครับ ที่นาจจะเขียนบทไปประกวดอีกเพื่อคว้ารางวัลระดับรัฐ
รู้ตัวช้า.. น่าจะเป็นคำที่ชัดที่สุดแล้ว
ในขณะที่เด็กบางคน อยู่กับสิ่งนี้มา 5-6 ปี อยากเข้าเรียนที่โรงเรียนที่เด่นดังด้านงานประพันธ์ เพื่อให้ได้โอกาสทำงานดีๆ นำพาสู่โอกาสในการได้มหาวิทยาลัย ได้ทุนการศึกษา แม่สาวจากสยามแดน เพิ่งพบตัวเองเอาตอนไม่กี่เดือนนี้เอง ผมก็เผื่อใจไว้ว่า โอกาสได้ คงจะน้อย
สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือ การสอบคะแนนที่จะยื่น ต้อง สูงโดดเด่น และแน่นอนว่า จะเข้าไปเรียนวรรณกรรม จดหมายแนะนำตัว คืองานเขียนชี้ชะตาชิ้นแรก ขายตัวเองให้ได้ว่าทำไม มหาลัยต้องรับนาง แถมต้องให้ทุนนางเรียนด้วยอกต่างหาก
"ถ้าไม่ได้ กลับไทยได้นะ" คือสิ่งที่ผมบอกตรงๆกับนาง ตลอดที่ได้คุยกันและดูเครียดๆ
แค่นี้กลับมาสมัครที่ไทย เชื่อว่า มีโอกาสได้มหาลัยดังๆในไทย ที่บ้านก็ส่งเรียนไหว หรือแม้แต่ จะ gap year หนึ่งปี แล้วหาทุนหามหาลัยประเทศที่สามก็ได้ เพราะเราก็เคยดูเยอรมัน จีน ญี่ปุ่น ในส่วนของมหาลัยอินเตอร์กันไว้
"หนูจะเอาให้ได้" คือคำตอบของนาง
กระทู้เห่อลูก : "เรียนอันนี้แล้สจะไปทำอะไรกิน?" เมื่อลูกฉันอยากเรียน วรรณกรรม
กลายเป็นวาระแห่งบ้านทันที
ย้อนความโดยย่อ ผมเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่มีลูกสาวตัวแสบ ได้ไปเรียนแลกเปลี่ยนต่างประเทศตอน ม.4 เกิดไปเข้าตาครูที่ปรึกษาโรงเรียน ให้ยื่นขอทุนเรียนต่อไฮสคูล และได้ทุนสมทบเรียนมาก้อนนึง จึงกลายเป็นเด็กไฮสคูลเมืองนอกไปแบบไม่คาดฝัน กำลังจะถึงจุดเลี้ยว(ห้ามผวน เพราะเป็นลูกสาวแท้ๆ ไม่ใช่ลูกสาวอย่างที่เราเข้าใจ ฮ่าาา) ที่สำคัญอีกครั้ง
ทางบ้านไม่ใช่ฐานะดี เป็นชนชั้นกลาง แบบ กลางๆเลย ขับรถจีน มีบ้านบนที่ดินกลางเมืองกรุง ที่รุ่นก่อนๆสั่งสมไว้ เครือญาติ รับราชการเก่าแก่ สะสมที่ดินรอบนอกเมืองไว้ ทางอดีตภรรยา นังแม่ของลูกสาว ทำงานด้านการลงทุน ชีวิตอยู่กับการเงิน ความมั่งคั่ง อยู่คอนโดแพงกลางกรุงขับรถคันใหญ่ แต่ก็มาจากครอบครัวชนชั้นกลางต่างจังหวัดที่ถีบตัวเองมาได้
การเรียนนอก ไม่ใช่เป้าหมายหรือฝัน ได้อย่างมากก็แลกเปลี่ยน เรียน EP ก็ตอนมัธยม เพราะประถมจะสอนกันเอง ประหยัดเงิน ก็พอจะส่งเรียนมหาวิทยาลัยในไทยหลักสูตรนานาชาติได้ ยอมรับว่าไม่ลำบากแต่ก็ ไม่ถึงขั้นเลือกที่ไหนก็ได้ การจะรเียนต่อมหาลัยเมืองนอก ทางเดียวคือต้องได้ทุน จะทุนเรียน ทุนกินอยู่ อย่างน้อยๆต้องได้เกินครึ่ง ไม่งั้น เงินหมดก่อนเรียนจบแน่นอน และ นี่คือ เส้นทางที่ ครูที่ปรึกษาของเค้าวางไว้ให้ หลังจากที่ได้คุยจริงจังมาก ตอนจะจบเรียนแลกเปลี่ยน
เรียนให้จบที่นั่น .. จากแนะนำให้ทำงานกับมหาลัยรัฐในเมือง.. ทำกิจกรรม ชิงรางวัล ทำผลงานให้ดี .. มีโอกาสได้จดหมายแนะนำตัวจากโปรเฟสเซอร์มหาลัย และ ใช้สิ่งนั้น ไขว่คว้าหาโอกาสเอา
"ตกลงเธอจะเรียนอะไร?"
คำถามจาก ย่า (แม่ของกระผม)
"วรรณกรรมค่ะ" ตำอบ อย่างมั่นคงหลังจากที่ได้กลับไทยมาอย่างเร่งด่วน (เนื้อหาอยู่ในโพสต์ก่อน)
คำตอบนี้ ทำให้ มนุษย์ย่า .. ถึงกับเครียด
"เธอจะเรียนไปตกงานหรอ?" ย่าเอ่ยไว้ หลังจากที่ เป็นมนุษย์ย่าที่คิดว่าตัวเองคือ ย่าไฮเท็ค เล่นไลน์ ดูยูทูบ
"ชั้นเห็นเอไอ มันมาแทนหมดแล้ว เธอควรเรียนไปทำงานที่เอไอแย่งเธอไม่ได้สิ" ย่าให้ความเห็นก่อนจะเสริมว่า ถ้าไม่งั้น ก็ไปเรียนสายไอทีไปเลย จะได้เป็นเจ้านายเอไออีกที
"ย่าคะ หนูเรียนสายศิลป์"
จากนั้น ย่าจึงเปลี่ยนเป้าหมายมาด่าตัวพ่อแทน
"ชั้นบอกแล้ว ให้มันเรียนสายวิทย์ไว้ก่อน" ย้อนไปตอนจะขึ้นมัธยมปลาย ผมคือคนเดียวในบ้านที่ยันว่า ลูกสาว ต้องเรียนสายศิลป์เท่านั้น หลังากที่เค้าสอบเลขร่อแร่ ตกบ้างรอดบ้างมาตลอด 6 เทอมของ ม.ต้น และคะแนนวิทย์ค่อนข้างกลางๆ
แต่สำคัญกว่านั้น เค้าถนัดวิชาสังคม อังกฤษ ประวัติศาสตร์ และ มีวามคิด วิเคราะห์แบบสายศิลป์ ไปทดสอบกับนักจิตวิทยาวัยรุ่น ก็ได้ผลออกมาเป็นเด็กที่มีโครงสร้างแบบสายศิลปะอย่างมาก
เด็กคนที่สอบเลขได้ที่โหล่ของระดับ แต่ ได้ท็อปอังกฤษโรงเรียน ที่เรียนเป็น EP ที่แซงชนะเด็กมาจากอินเตอร์ประถมได้ และเป็นการท็อปแบบ "เต็ม 100" คะแนนสอบ เต็ม 2 ครั้ง (มิด/ปลายเทอม) กับทุกใบงานเต็ม 10 โครงงานเต็ม และ มีส่วนโดดเด่นในห้อง จนครูฝรั่งเอ่ยปากว่า ในวิชาอังกฤษ ที่เกี่ยวกับการตีความ วิเคราะห์เนื้อหา เธอคือคนที่ โดดเด่น แม้แต่ ในมาตรฐานเด็กฝรั่ง หรืออินเตอร์ เพราะ นอกจากการอ่านที่เข้าใจได้ ยังคิดวิเคราะห์ถึงบริบทสังคมของงานเขียน สามารถเขียนอธิบายสิ่งในหัวออกมาได้ชัดเจน พูด โต้เถียง อธิบายครูได้อย่างมั่นใจ ใช้คำศัพท์สำคัญได้แม่นยำ
วันนั้น ทำให้คุยกับลูกเลย ลูกก็อยากเรียนสายศิลป์ ซึ่ง ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าจะเรียนอะไร รู้แต่ว่า ไม่อยากเรียนวิทย์ และผมคือ ผู้ต่อสู้เพื่อสิ่งนี้ ใช้สิทธิ์คนจ่ายค่าเทอม เรียกว่า งัดกันถึงขั้น มนุษย์ย่า จะออกค่าเทอมให้ก็ได้ แต่ ต้องเอาเรียนสายวิทย์
คงเป็น pain point ของย่า จนถึงวันนี้ ที่หลานสาว จะเรียนสายวิชาชีพที่แกมองว่า "ไร้อนาคต" พื้นฐานมนุษย์ย่า คือ "ผู้บริหาร" เรียนด้านสายการตลาดยุคบุกเบิก เรียนบริหาร และ ทำงานบริหารระดับสูงจนเกษียณอายุ มนุษย์ย่า พยยามให้เรียนการจัดการก็ยังดี เรียนบริหารต่อ แล้ว รอสอบราชการ สอบรัฐวิสาหกิจก็ได้ งานมั่นคง อนาคตสบาย หรือ เข้าองค์กรใหญ่ๆระดับมหาชน
แต่นี่ หลาน อยากเรียน วรรณกรรม
ที่มาของแรงบันดาลใจ
(มีเล่าในตอนก่อนๆไว้)
สั้นๆคือ ตอนเกรด 11 เค้าประกวดบทละครเวทีของโรงเรียน ชนะเลิศ ได้รับเลือกไปทำละครแสดงจริง แสดงเสร็จไปตอนปิดเทอมหน้าร้อนที่ผ่านมา ได้รับเสียงชื่นชมจากแวดวงด้านนี้ของเมืองเค้า ในเมือง มีการให้รางวัลงานละครเวทีระดับมัธยม ทั้งด้านการประพันธ์ งานออกแบบ(กำกับศิลป์) การแสดง ดนตรีประกอบ เรียกว่า พรีเมียร์ลีกของวงการแสดงละครเวทีมัธยมของรัฐก็ว่าได้ เธอ ไม่ได้เอี่ยวกับรางวัลนี้หรอกครับเพราะเธอไม่ได้อยู่ในชมรมนี้ แต่ เป็นม้ามืด ไปส่งบท(พล็อต) ละครแล้วชนะซะงั้น
ละครประเพณีของโรงเรียนนี้ มีชื่อเสียงและคนติดตามตรงที่ จะไปคว้าเอา "ผู้ชนะ" จากรางวัลที่ว่านี่แหละ มารวมตัวกัน ฝ่ายศิลป์ก็มาจาก ยอดฝีมืองานศิลป์ระดับมัธยมของรัฐ นักแสดงก็คือ เด็กมัธยมที่สนใจการแสดง ที่ได้รางวัลมารวมตัวกัน ร่วมกับรุ่นพี่ระดับมหาวิทยาลัยของรัฐ ด้านการแสดงและงานละครเวที มาร่วมทำ ร่วมให้คำปรึกษา ประมาณ รวมดาว แม้จะไม่มีการส่งประกวด ไม่ร่วมชิงรางวัลใดๆ แต่ก็ขายบัตรกับมีสปอนเซอร์ดีเยี่ยมจากภาคท้องถิ่น และเอกชน
จริงๆลูกสาว ขโมยพล็อตคู่กรรมไปแปลงเป็นเรื่องย่อหนึ่งหน้ากระดาษ เมื่อชนะและถูกนำไปพัฒนาต่อ เธอก็กลายเป็นหนึ่งในทีมเขียนบท ร่วมกับ เพื่อนและรุ่นพี่ ที่ต่างก็เป็นดาวเด่นรางวัลนี้กันมาทั้งนั้น
ทั้งสุข สนุก ร้องไห้ กว่าจะละครจบ แต่เมื่อละครทำไปได้ซักระยะหนึ่ง นางบอกกับผมเลยว่า ชอบมาก ไม่ได้ชอบงานแสดง ไม่ได้ชอบละครเวทีนะ แต่ชอบ การเขียนเรื่อง การถ่ายทอด อยากเรียนด้านนี้ จะวรรณกรรม งานละคร งานเขียน หรือไปถึงบทหนัง บทซีรีย์ก็ได้
ย้อนกลับไป หรือนี่คือสิ่งที่เราแอบใส่ให้นางไว้แบบไม่รู้ตัว?
ตั้งแต่เด็ก ผมกับลูกสาวชอบดูหนัง ดูซีรีย์ และ "เถียง" กัน "ทำไมพระเอกไม่ยอมบอกความจริง?" "ถ้าไควกอนจินไม่ตาย อนาคินจะเข้าด้านมืดมั้ย" แม้แต่ "ตกลงโนบิตะฉลาดหรือโง่?" นั่งถกเถียงแบบนี้กันมาตั้งแต่เล็กๆ
แถม ปู่แท้ๆของนางก็เป็นนักเขียน ที่บ้านปู่จึงมีหนังสือเก่ามากมาย ทั้งนิยาย หนังสือแนวคิด ลูกสาวจึงเป็นเด็กตัวน้อย 7-8 ขวบ ที่นั่งอ่านคู่กรรม นิกกับพิม ข้างหลังภาพ ไผ่แดง เวลาในขวดแก้ว โดยจะได้รับหนังสือจากปู่กลับมาอ่านเสมอ แล้วต้องอ่านให้จบจริงๆนะ อ่านแล้ว ไปนั่งเล่าให้ปู่ฟังด้วย ปู่(หลอกว่า)ลืมไปหมดแล้ว (จริงๆ ปู่ หลอกให้หลานเล่าและวิเคราะห์ให้ฟัง)
ตัดภาพมาที่ มนุษย์แม่บ้าง (แม่ของนาง) เป็นคนสายเงิน เน้นการเงินการลงทุน อยากให้ลูกเรียนบริหารมาก แม้จะแยกทางกันไปแต่เร่องนี้เข้ากับอดีตแม่สามีเป็นปี่และขลุ่ยเลย (ก่อนนี้ตีกันจะตาย) ผม เกริ่นๆไว้นานแล้วว่า ท่าทางลูกสาวเรา จะไปทางนี้นะ มนุษย์แม่ ไม่เห็นด้วยเลย โดยเฉพาะในส่วนการเรียนเอกภาษาอังกฤษ เธอมองว่า "ภาษา" เป็นแค่ทักษะ เรียนเสริมเรียนเพิ่มก็ได้ แต่ วิชาชีพมันต้องลึกซึ้งและงอกงาม สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยได้ เรียนบริหาร แล้วเสิรมภาษาเอาดีกว่า
แต่ ต้องขอบคุณ ละครเวทีนี้แหละครับ เพราะมนุษย์แม่มีเงิน บินไปดุละครของลูกสาว (ราวกับลูกได้เป็นนางเอก) ภาพที่เค้าเห็นคือ ลูกสาวตัวเอง เดินออกมากับทีมบท ตอนละครจบ ฟินาเล่ในโรงละคร เสียงปรบมือกึกก้อง เรียกชื่อของเธอเป็นคนสุดท้ายพร้อมเครดิทว่า "บทละครตั้งต้นโดย..." ภาพลูกสาวยืนจับมือกับฝรั่งอีก 4 คน กลางเวที ยืนโค้งให้กับคนดู เสียงปรบมือ เป่าปาก โห่ร้อง ทำเอาหล่อน น้ำตาไหล เธอโทรมาหาผมแทบจะทันทีที่จบละคร
"ชั้นยอมแล้ว ให้นางเรียนทางนี้ไปเลยนะ" เสียงเครือ เล่าสิ่งทีเ่กิดแบบ ตื่นเต้นสุดๆ
ผมก็ฟังแล้วอินตื่นเต้นไปด้วย แม้จะถูกปลุกมากลางดึก ว่าจะขอคุยกับแม่นักเขียนคนเก่ง
"เค้าสัมภาษณ์อยู่" เธอได้สัมภาษณ์ลงสื่อท้องถิ่น ยืนเด่นหน้าแบ็คดร็ฮปของละคร มีไฟ มีกล้องมาถ่าย มีคนยืนสัมภาษณ์ สหน้า มีความสุข แบบที่ นังแม่ไม่เคยเห็นมาก่อน ขนาดที่ ไปยืนแทรก ชูโทรศัพท์ถ่ายลูกตัวเองเบียดกับพวกสื่อทั้งงานละคร งานการศึกษา งานกิจกรรม ไปรอคิวถ่ายรูปต่อจากแขกสำคัญ ถึงขนาดย ายกเทศมนตรีเมือง มาถ่ายรูปกับทีมเขียนบท ผู้กำกับ นักแสดง
ผมว่า นังแม่คงยืน เรียกคนรอบตัว ชี้แล้วบอก "นั่นลูกชั้นๆๆ ชั้นแม่เค้าๆๆ"
ช้าก่อนครับ
ยัง ยังเข้าไม่ได้ ยังแค่ "เจอ" ทางที่อยากเรียน หนทางยังอีกยาวไกลมาก จะได้เรียนมั้ย อีกเรื่อง
ณ ตอนนี้ ทำงานอยู่กับสถาบันเอเชียศึกษาของมหาลัยรัฐนี้แหละ งานธุรการ และ ศาสตราจารย์ จะเป็นคนเขียนจดหมายแนะนำให้เอง (รับปากกันแล้ว) ส่วนจะยื่นพิจารณารอบ Early และยื่นของทุนได้มั้ย มันก็ไม่ใช่เรื่องที่นายจะมามีอำนาจได้ ต้องผ่านคณะพิจารณา ตามเกณฑ์ แน่นอนว่า นางก็จะยื่นที่นี่แน่นอนรอบแรกเลย พร้อมผลงานที่พอจะเกีย่วข้อง อันน้อยนิด
ตัวแทนโรงเรียนตอบคำถามวิชาการสายสังคม ... ชนะประกวดบทละคร และ หัวหน้าทีมทำละครประเพณี หนึ่งครั้งถ้วน
ถ้าจะเอารางวัลทางนี้เพิ่ม ต้องรอพฤษภาคมปีหน้าเลย ซึ่งแปลว่า ไม่ทันแล้วครับ ที่นาจจะเขียนบทไปประกวดอีกเพื่อคว้ารางวัลระดับรัฐ
รู้ตัวช้า.. น่าจะเป็นคำที่ชัดที่สุดแล้ว
ในขณะที่เด็กบางคน อยู่กับสิ่งนี้มา 5-6 ปี อยากเข้าเรียนที่โรงเรียนที่เด่นดังด้านงานประพันธ์ เพื่อให้ได้โอกาสทำงานดีๆ นำพาสู่โอกาสในการได้มหาวิทยาลัย ได้ทุนการศึกษา แม่สาวจากสยามแดน เพิ่งพบตัวเองเอาตอนไม่กี่เดือนนี้เอง ผมก็เผื่อใจไว้ว่า โอกาสได้ คงจะน้อย
สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือ การสอบคะแนนที่จะยื่น ต้อง สูงโดดเด่น และแน่นอนว่า จะเข้าไปเรียนวรรณกรรม จดหมายแนะนำตัว คืองานเขียนชี้ชะตาชิ้นแรก ขายตัวเองให้ได้ว่าทำไม มหาลัยต้องรับนาง แถมต้องให้ทุนนางเรียนด้วยอกต่างหาก
"ถ้าไม่ได้ กลับไทยได้นะ" คือสิ่งที่ผมบอกตรงๆกับนาง ตลอดที่ได้คุยกันและดูเครียดๆ
แค่นี้กลับมาสมัครที่ไทย เชื่อว่า มีโอกาสได้มหาลัยดังๆในไทย ที่บ้านก็ส่งเรียนไหว หรือแม้แต่ จะ gap year หนึ่งปี แล้วหาทุนหามหาลัยประเทศที่สามก็ได้ เพราะเราก็เคยดูเยอรมัน จีน ญี่ปุ่น ในส่วนของมหาลัยอินเตอร์กันไว้
"หนูจะเอาให้ได้" คือคำตอบของนาง