กระทู้ที่แล้วจขกท.ยกพระสูตรที่เกี่ยวกับ "ธรรมที่ไม่ประกอบด้วยกาล" มาอธิบายว่าตรงนั้นไม่ได้หมายถึง "ขณะเกิดมรรคจิตผลจิตเท่านั้น" ตามอัตโนมติของนักตำราหลายท่าน
แล้วก็มีนักตำราท่านนึงกล่าวคล้ายกับว่าจขกท.ไม่ได้อ่านข้อความครบทุกคำว่า "ธรรมอันผู้บรรลุหมายถึงอะไร" แม้จขกท.จะตอบท่านอื่นไปแล้วในความเห็นแรกๆ แต่ก็ยังมากล่าวเหมือนจขกท.ไม่ได้ตอบในประเด็นนี้ งั้นก็ตอบอีกครั้งดังนี้ว่า
จากการรู้ชัดขณะที่จิตมีโลภะ โทสะ โมหะ และรู้ชัดขณะที่จิตไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ ธรรมอันผู้บรรลุจะเห็นก็มีหลายระดับ เช่น
-มีสติรู้ทันกิเลสเหล่านั้น ทำให้กิเลสไม่ทันครอบงำ มีเวลายั้งคิดและเลือกที่จะไม่ก่ออกุศลธรรมได้
-เมื่อไม่ก่ออกุศลน้อยลง ชีวิตก็มีความร่มเย็นมากขึ้นจากกุศลกรรม เห็นชัดว่าสร้างเหตุอย่างไหนให้ผลเช่นไร
-เห็นรูปนามตามความเป็นจริงว่ามีเกิดขึ้น แปรปรวน เสื่อมไป ดับไปบ้าง ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาบ้าง แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย
-เมื่อเริ่มเห็นตามความเป็นจริงก็เกิดการละวางด้วยปัญญาไปเรื่อยๆ
สรุป "ธรรมที่ผู้บรรลุจะพึงเห็น" โดยใช้เครื่องมือคือสติปัฏฐาน ๔ ในการเห็น ก็คือสัจธรรม คือไตรลักษณ์ คืออิทัปปัจจยตา คือปฏิจจสมุปบาท คืออริยสัจ ๔ คือนิพพาน คือความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความไม่มีวิจิกิจฉาในคำสอน ในเส้นทาง ความไม่เห็นว่ารูปเป็นเรา ไม่เห็นว่านามเป็นเรา เป็นต้น แล้วแต่ปัญญาจะเห็น
หลักๆก็ประมาณนี้ ส่วนการเห็นอันละเอียดยิบย่อยและการสื่อออกมาก็แตกต่างไปตามแต่ละปัจเจก
"ธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง" คือสัจธรรม คืออิทัปปัจจยตา
แล้วก็มีนักตำราท่านนึงกล่าวคล้ายกับว่าจขกท.ไม่ได้อ่านข้อความครบทุกคำว่า "ธรรมอันผู้บรรลุหมายถึงอะไร" แม้จขกท.จะตอบท่านอื่นไปแล้วในความเห็นแรกๆ แต่ก็ยังมากล่าวเหมือนจขกท.ไม่ได้ตอบในประเด็นนี้ งั้นก็ตอบอีกครั้งดังนี้ว่า
จากการรู้ชัดขณะที่จิตมีโลภะ โทสะ โมหะ และรู้ชัดขณะที่จิตไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ ธรรมอันผู้บรรลุจะเห็นก็มีหลายระดับ เช่น
-มีสติรู้ทันกิเลสเหล่านั้น ทำให้กิเลสไม่ทันครอบงำ มีเวลายั้งคิดและเลือกที่จะไม่ก่ออกุศลธรรมได้
-เมื่อไม่ก่ออกุศลน้อยลง ชีวิตก็มีความร่มเย็นมากขึ้นจากกุศลกรรม เห็นชัดว่าสร้างเหตุอย่างไหนให้ผลเช่นไร
-เห็นรูปนามตามความเป็นจริงว่ามีเกิดขึ้น แปรปรวน เสื่อมไป ดับไปบ้าง ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาบ้าง แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย
-เมื่อเริ่มเห็นตามความเป็นจริงก็เกิดการละวางด้วยปัญญาไปเรื่อยๆ
สรุป "ธรรมที่ผู้บรรลุจะพึงเห็น" โดยใช้เครื่องมือคือสติปัฏฐาน ๔ ในการเห็น ก็คือสัจธรรม คือไตรลักษณ์ คืออิทัปปัจจยตา คือปฏิจจสมุปบาท คืออริยสัจ ๔ คือนิพพาน คือความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความไม่มีวิจิกิจฉาในคำสอน ในเส้นทาง ความไม่เห็นว่ารูปเป็นเรา ไม่เห็นว่านามเป็นเรา เป็นต้น แล้วแต่ปัญญาจะเห็น
หลักๆก็ประมาณนี้ ส่วนการเห็นอันละเอียดยิบย่อยและการสื่อออกมาก็แตกต่างไปตามแต่ละปัจเจก