ช่วงนี้ผมอยากชวนทุกคนสังเกตอาการตัวเองและคนในบ้านให้ละเอียดขึ้นอีกนิดครับ เพราะพอมีโรคติดเชื้อหลายตัวหมุนเวียนพร้อมกัน อาการช่วงแรกมันคล้ายกันมาก
ไข้
ปวดหัว
ปวดเมื่อย
อ่อนเพลีย
กินได้น้อย
บางคนเลยคิดว่า “คงเป็นไข้หวัด เดี๋ยวพักก็หาย”
แต่ ไข้เลือดออก หรือ Dengue มีจุดที่ต่างและมีช่วงอันตรายของมัน โดยเฉพาะสิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ อาการหนักอาจเริ่มตอนที่ไข้กำลังลดลง ไม่ใช่ตอนที่ไข้สูงที่สุดครับ อาการเตือนของไข้เลือดออกรุนแรงมักเกิดในช่วง 24–48 ชั่วโมงหลังไข้เริ่มลง และถ้าเข้าสู่ระยะรุนแรง อาการสามารถเปลี่ยนเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงได้
เพราะฉะนั้นบ้านไหนมีเด็ก ผู้สูงอายุ หรือมีใครกำลังมีไข้ช่วงนี้ ผมอยากให้ช่วยกันดูมากกว่าแค่ว่า “วันนี้ไข้กี่องศา”
วันนี้ผมจะพาเช็ก 5 สัญญาณที่ช่วงแรกอาจดูเหมือนไข้ธรรมดา แต่ถ้าเริ่มมาเป็นชุด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีไข้เลือดออก ควรคิดถึงโรคนี้และไปประเมินครับ
1. ไข้สูงร่วมกับปวดหัว ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยมาก — อย่าเพิ่งเหมาว่าเป็นไข้หวัด
ไข้เลือดออกช่วงแรกสามารถดูเหมือนไข้จากไวรัสทั่วไปมากครับ โดยอาการที่พบได้คือไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีผื่น และบางคนจะบอกว่าปวดลึก ๆ บริเวณหลังลูกตา โดยเฉพาะเวลาเหลือบตา
ลองนึกภาพครับ
เมื่อวานยังปกติ
วันนี้ไข้ 39–40°C
ปวดหัวมาก
เมื่อยเหมือนโดนทุบทั้งตัว
ไม่ค่อยอยากกินข้าว
ถ้ามองแค่นี้จะคิดว่าไข้หวัดใหญ่ก็ได้ โควิดก็ได้ หรือไวรัสอื่นก็ได้จริงครับ
ดังนั้นผมไม่ได้อยากให้ใช้คำว่า “ปวดกระบอกตา = ไข้เลือดออก” แล้วฟันธง เพราะอาการอย่างเดียวแยกไม่ได้แน่นอน
สิ่งที่ควรทำคือดู รูปแบบอาการต่อเนื่องในอีก 2–3 วัน และถ้าไข้สูงต่อเนื่อง อาการหนักขึ้น หรือมีอาการเตือนข้อถัด ๆ ไป ให้ไปตรวจครับ
อีกอย่างที่ผมอยากให้สังเกตคือ ไข้เลือดออกจำนวนมากไม่มีอาการไอหรือน้ำมูกเด่นแบบโรคทางเดินหายใจ แต่ก็ไม่ใช่กฎตายตัว เพราะบางคนอาจมีอาการอื่นร่วมได้
เลยต้องดูทั้งภาพครับ ไม่ใช่จับอาการเดียวมาตัดสิน
2. คลื่นไส้ อาเจียน กินอะไรไม่ได้ — ถ้าอาเจียนซ้ำ ๆ เริ่มไม่ใช่อาการเล็กแล้ว
คนเป็นไข้ทั่วไปอาจเบื่ออาหารหรือคลื่นไส้ได้ครับ แต่ในไข้เลือดออก ถ้าเริ่ม อาเจียนต่อเนื่อง เราจะให้ความสำคัญมากขึ้น
เพราะอาเจียนทำให้เสียทั้งน้ำและเกลือแร่ ขณะที่ไข้เลือดออกเองก็มีช่วงที่พลาสมาจากหลอดเลือดสามารถรั่วออกไปยังเนื้อเยื่อได้
ถ้าสองอย่างมาชนกัน ปริมาตรเลือดที่ไหลเวียนก็ยิ่งมีโอกาสลดลง
จุดที่ผมอยากให้คนในบ้านช่วยกันดูคือ จากเดิมแค่ “ไม่อยากกิน” เริ่มเปลี่ยนเป็น “กินน้ำก็อาเจียน” หรืออาเจียนหลายครั้งขึ้นเรื่อย ๆ
คำแนะนำทางคลินิกถือว่า อาเจียนต่อเนื่อง เป็นหนึ่งใน warning signs ของไข้เลือดออก และ CDC ยกตัวอย่างความถี่ที่น่ากังวล เช่น 3 ครั้งขึ้นไปใน 1 ชั่วโมง หรือ 4 ครั้งขึ้นไปใน 6 ชั่วโมงในแนวทางสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ครับ
แต่ผมไม่อยากให้รอครบตัวเลขเป๊ะก่อนค่อยไปโรงพยาบาลนะครับ
ถ้าอาเจียนจนกินน้ำแทบไม่ได้ ปากแห้ง ปัสสาวะน้อย ซึม หรือหน้ามืด ควรไปประเมินเร็วกว่าเดิม
3. ปวดท้องมาก โดยเฉพาะปวดต่อเนื่องหรือกดเจ็บ — เป็นสัญญาณที่ต้องจริงจัง
อันนี้เป็นหนึ่งในอาการเตือนสำคัญของไข้เลือดออกครับ
บางคนช่วงแรกมีแค่ไข้กับปวดเมื่อย แต่พอเข้าสู่ช่วงประมาณวันที่ 3–7 ของโรค ไข้เริ่มลงแล้วกลับมี ปวดท้องมากขึ้น
ตรงนี้แหละครับที่หลายบ้านเผลอสบายใจ
“ไข้ลงแล้ว น่าจะดีขึ้น”
แต่ในไข้เลือดออก ช่วงหลังไข้ลดเป็นช่วงที่ต้องจับตาอย่างมาก เพราะอาจกำลังเข้าสู่ critical phase ซึ่งมักเกิดประมาณวันที่ 3–8 หลังเริ่มมีไข้
ถ้ามีอาการปวดท้องหรือกดเจ็บมาก โดยเฉพาะปวดต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่จุกเล็กน้อยหลังอาหาร ถือเป็น warning sign ที่ควรไปโรงพยาบาลครับ
เหตุผลคือช่วงนี้หลอดเลือดฝอยอาจมีการรั่วของพลาสมา ทำให้เลือดที่อยู่ในระบบไหลเวียนลดลง และในรายรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะช็อกได้
เพราะฉะนั้นจำประโยคนี้ไว้เลยครับ
ไข้ลง แต่คนดูแย่ลง = อย่าเพิ่งดีใจ
นี่เป็นจุดที่สำคัญมากของไข้เลือดออก
4. มีเลือดออกง่าย จุดแดง เลือดกำเดา หรือเลือดออกตามไรฟัน — ต้องดูร่วมกับอาการอื่นทันที
ไข้เลือดออกมีผลทั้งต่อเกล็ดเลือดและระบบการแข็งตัวของเลือดครับ
บางคนเริ่มเห็นจุดเลือดออกเล็ก ๆ ตามผิวหนัง บางคนมีเลือดกำเดา เลือดออกตามไรฟัน ประจำเดือนมากผิดปกติ หรือช้ำง่ายขึ้น
ถ้ารุนแรงขึ้นอาจมี อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ/ถ่ายเป็นเลือด ซึ่งต้องไปโรงพยาบาลทันทีครับ
แต่อีกเรื่องที่ผมอยากให้เข้าใจคือ อย่ารอให้เลือดออกก่อนถึงจะคิดว่าเป็นไข้เลือดออก
หลายคนเข้าใจชื่อโรคแล้วคิดว่า
“ถ้ายังไม่มีเลือดออก ก็คงไม่ใช่”
อันนี้ไม่ใช่ครับ
คนจำนวนมากเป็นไข้เลือดออกโดยไม่มีเลือดออกชัดเลย และบางรายอันตรายจาก พลาสมารั่วจนช็อก มากกว่าจากการเสียเลือดด้วยซ้ำ
เพราะฉะนั้นเวลาเฝ้าดู อย่าดูแค่ผื่นหรือจุดแดง แต่ดูทั้งปวดท้อง อาเจียน ซึม ปัสสาวะ และสภาพโดยรวมครับ
5. ไข้ลดแล้วแต่ซึม มือเท้าเย็น กระสับกระส่าย หรือปัสสาวะน้อย — อันนี้คือช่วงที่ผมไม่อยากให้รอดู
ข้อนี้ผมอยากให้จำมากที่สุดครับ
บางคนมีไข้สูงมา 3–4 วัน พอวันที่ 4 ไข้ลง ครอบครัวคิดว่าโรคกำลังหาย
แต่คนกลับ ซึมลง อ่อนแรงมาก กระสับกระส่าย ตัวเย็น มือเท้าเย็น หิวน้ำมาก ปัสสาวะน้อย หรือดูไม่เหมือนเดิม
นี่เป็นสัญญาณที่น่ากังวลเรื่องการไหลเวียนเลือดและภาวะช็อกจากไข้เลือดออกครับ
WHO ระบุอาการเตือนของไข้เลือดออกรุนแรง เช่น อ่อนเพลียมากหรือกระสับกระส่าย กระหายน้ำมาก ผิวซีดเย็น หายใจเร็ว ปวดท้องมาก อาเจียนต่อเนื่อง และมีเลือดออกผิดปกติ
ลองนึกภาพต่างกันครับ
ไข้ลงแล้ว ลุกมากินข้าวได้ คุยเล่นได้ ปัสสาวะปกติ
อันนี้ทิศทางหนึ่ง
กับ
ไข้ลงแล้ว แต่นอนนิ่ง พูดน้อย หน้ามืด มือเย็น กินไม่ได้ ปัสสาวะน้อย
อันนี้คนละเรื่องเลยครับ
อย่าใช้แค่เทอร์โมมิเตอร์ตัดสินว่า “ไข้ลง = ปลอดภัยแล้ว”
เราต้องดู คนทั้งคน
แล้วถ้าสงสัยไข้เลือดออก ต้องเช็กเกล็ดเลือดอย่างเดียวไหม?
ไม่ใช่ครับ
เวลาแพทย์ประเมินไข้เลือดออก จะดูทั้งอาการ วันของโรค ความดัน ชีพจร การดื่มน้ำ ปัสสาวะ และผลเลือด
ผล CBC มักดูทั้ง เกล็ดเลือด และ Hematocrit หรือ Hct ร่วมกัน เพราะช่วงที่พลาสมารั่ว Hct สามารถสูงขึ้นจากเลือดที่เข้มข้นขึ้น ขณะที่เกล็ดเลือดอาจลดลง
หนึ่งใน warning signs ทางห้องปฏิบัติการคือ Hct เพิ่มขึ้นพร้อมกับเกล็ดเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว ครับ
เพราะฉะนั้นเกล็ดเลือด 120,000 ไม่ได้แปลว่า “ยังปลอดภัยแน่นอน” และเกล็ดเลือด 80,000 ก็ไม่ได้ตัดสินความรุนแรงจากตัวเลขนี้อย่างเดียว
ต้องดูแนวโน้มและสภาพของคนร่วมกันครับ
ถ้ามีไข้ช่วงนี้ ผมอยากให้ทำ 6 อย่างนี้
• วัดไข้และจดวันที่เริ่มป่วยไว้ เพราะ “วันนี้เป็นวันที่เท่าไรของไข้” มีความหมายมากในการติดตามไข้เลือดออก
• ดื่มน้ำและสารน้ำให้เพียงพอ ถ้ากินได้ โดยจิบบ่อย ๆ มากกว่าฝืนทีเดียวเยอะ ๆ
• ถ้าจะลดไข้ ใช้ พาราเซตามอลตามขนาดที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยง aspirin, ibuprofen และยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เมื่อสงสัยไข้เลือดออก เพราะเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกได้
• สังเกตปัสสาวะ ถ้าน้อยลงชัดเจน กินน้ำไม่ได้ หรือเริ่มซึม ควรไปประเมิน
• ถ้าไข้ลดลงแล้ว อย่าเพิ่งหยุดสังเกต ให้ดูต่ออย่างใกล้ชิดอีกอย่างน้อยช่วง 24–48 ชั่วโมง เพราะเป็นช่วงที่ warning signs มักเริ่มปรากฏ
• ระหว่างป่วยพยายามป้องกันยุงกัดด้วย เพราะยุงสามารถรับเชื้อจากคนที่มีไวรัสในเลือดแล้วนำไปแพร่ต่อให้คนอื่นได้ครับ
ช่วงที่โรคติดเชื้อกำลังหมุนเวียนเยอะ อาการไข้ช่วงแรกแยกกันยากจริงครับ
ไข้หวัดใหญ่ก็ไข้
โควิดก็ไข้
ไข้เลือดออกก็ไข้
สิ่งที่ผมอยากให้ทุกบ้านจำไว้คือ 5 สัญญาณนี้
ไข้สูงปวดเมื่อยมาก
อาเจียนต่อเนื่อง
ปวดท้องมาก
มีเลือดออกผิดปกติ
และไข้ลงแล้วแต่กลับซึม มือเท้าเย็น หรือปัสสาวะน้อย
โดยเฉพาะข้อสุดท้าย
อย่าคิดว่าไข้ลงแล้วแปลว่าหายเสมอครับ
ไข้เลือดออกมีช่วงอันตรายที่มักเริ่ม หลังไข้ลด และอาการสามารถเปลี่ยนเร็วได้ในบางคน
ช่วงนี้ถ้ามีใครในบ้านเป็นไข้ ผมอยากให้ช่วยกันถามง่าย ๆ ทุกวันว่า
วันนี้เป็นวันที่เท่าไรของไข้
กินน้ำได้ไหม
อาเจียนไหม
ปวดท้องไหม
มีเลือดออกไหม
ปัสสาวะยังปกติหรือเปล่า
แล้วตอนที่ไข้ลง เขาดูดีขึ้นจริงไหม
แค่สังเกตละเอียดขึ้นอีกนิด บางครั้งเราจับความผิดปกติได้ก่อนที่จะเข้าสู่ภาวะรุนแรงครับ
ยิ่งช่วงระบาด ผมไม่ได้อยากให้ทุกคนกลัวไข้ทุกครั้ง แต่ผมอยากให้ รู้ว่าเมื่อไรควรรอดู และเมื่อไรไม่ควรรอ
เพราะกับไข้เลือดออก ความต่างระหว่าง “กลับไปพักที่บ้านได้” กับ “ต้องรีบให้แพทย์ประเมิน” บางครั้งอยู่ในอาการเล็ก ๆ ที่คนในบ้านเป็นคนเห็นก่อนใครครับ
Cr. FBหมอเจด
ยิ่งระบาด ยิ่งต้องระวัง! 5 สัญญาณไข้เลือดออก ที่มักคิดว่าเป็นไข้ธรรมดา!