กัวลาลัมเปอร์ หากจะบอกว่ามีฐานะเป็น ‘ดูไบแห่งอาเซียน’ ก็คงจะไม่ผิด เพราะทุกวันนี้กัวลาลัมเปอร์กำลังอยู่ในฐานะหนึ่งในเมืองใหญ่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วของอาเซียน หรือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบกับศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจที่สูง จึงอยู่ในฐานะหนึ่งในเป้าหมายทั้งการท่องเที่ยวและการลงทุนอย่างแน่นหนา
กัวลาลัมเปอร์เริ่มต้นในฐานะเมืองใหม่ในรัฐเซอลาโงร์ โดยก่อตั้งในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ชื่อเมืองมีที่มาจากจุดบรรจบระหว่างแม่น้ำกมบะก์ (Gombak) และแม่น้ำกลัง (Klang) ซึ่งบริเวณที่บรรจบเป็นโคลนตม ทำให้มีชื่อว่า กัวลาลุมปูร์ (หรือที่เรียกต่อๆ กันในปัจจุบันว่า กัวลาลัมเปอร์) ซึ่งแปลว่า จุดบรรจบแม่น้ำที่เป็นโคลนตม แต่เดิมเป็นพื้นที่สำหรับทำเหมืองดีบุกและมีชาวจีนเข้าไปเป็นแรงงานจำนวนมาก หนึ่งในผู้มีบทบาทต่อกลุ่มแรงงานดังกล่าวคือ ยัปอาโหล่ย (Yap Ah Loy) ซึ่งเป็นหัวหน้าผู้ควบคุมคนงานจีนและมีบทบาทในการพัฒนาเมืองแห่งนี้ โดยหลังจากสงครามกลางเมืองเซอลาโงร์ กัวลาลัมเปอร์ถูกทำลายจนย่อยยับ ยัปอาโหล่ยได้สร้างเมืองขึ้นใหม่ร่วมกับอังกฤษ ก่อนที่ต่อมา ปี 1874 สุลต่านเซอลาโงร์จะยอมเข้าเป็นรัฐในอารักขาอังกฤษและอังกฤษได้ย้ายเมืองหลวงของรัฐมาที่กัวลาลัมเปอร์ในปี 1888 พร้อมกับเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการปกครองของอังกฤษในสหพันธรัฐมลายูซึ่งก่อตั้งในปี 1896
ต่อมา กัวลาลัมเปอร์รุ่งเรืองขึ้นมาก ไม่เพียงแต่พึ่งพาเหมืองดีบุก แต่ยังมีอุตสาหกรรมยางพาราในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ทำให้ตัวเมืองเติบโตขึ้นอย่างมาก จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อญี่ปุ่นเข้ายึดครองมาลายา และส่งผลให้ประชากรส่วนหนึ่งโดยเฉพาะชาวจีนถูกปราบปรามอย่างหนัก ขณะที่ชาวอินเดียถูกใช้เป็นแรงงานในพื้นที่ต่างๆ (รวมถึงเป็นแรงงานก่อสร้างสะพานมรณะที่กาญจนบุรี) เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามและอังกฤษกลับมาปกครอง จึงได้วางแผนจะก่อตั้งรัฐใหม่อย่าง สหภาพมาลายา แต่ถูกคัดค้านโดยชาวมลายูซึ่งมองว่าเป็นการริดรอนอำนาจของสุลต่านและมีผลต่อการพิทักษ์รักษาศาสนา ทำให้แผนดังกล่าวถูกพับไป แต่ถึงกระนั้น ช่วงเหตุการณ์ดังกล่าวก็ทำให้เกิดพรรคใหม่ซึ่งเป็นที่รู้จักต่อมาในชื่อ อัมโน (UMNO)
เมื่อมาเลเซียได้รับเอกราชในปี 1957 (พ.ศ. 2500) จึงมีการประกาศเอกราชที่สนามเมอะร์เดกา โดยกัวลาลัมเปอร์มีฐานะเป็นเมืองหลวงของสหพันธรัฐใหม่ โดยมีเหตุการณ์สำคัญในปี 1969 ซึ่งเกิดการจราจลระหว่างเชื้อชาติทำให้เกิดผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ดังกล่าวยังเป็นแผลในใจของกลุ่มชาติพันธุ์หลักอย่างมลายู และชนกลุ่มน้อยกลุ่มใหญ่อย่างชาวจีน และอินเดีย จนถึงทุกวันนี้
ในปี 1972 กัวลาลัมเปอร์ประกาศจัดตั้งเป็นนคร ก่อนที่ปีต่อมาในปี 1974 จะประกาศแยกออกมาจากรัฐเซอลาโงร์อย่างเป็นทางการ ว่ากันว่าในวันที่มอบกัวลาลัมเปอร์นั้น สุลต่านซาลาฮุดดิน ซึ่งเป็นสุลต่านผู้เป็นประมุขรัฐเซอลาโงร์ในเวลานั้น ทรงเศร้าพระทัยเพราะทรงรักและหวงแหนเมืองนี้มาก แต่ก็ต้องทรงยอมทำเพื่อชาติบ้านเมือง ซึ่งเซอลาโงร์ได้ให้เมืองกลัง เป็นเมืองหลวงชั่วคราว ก่อนสถาปนาเมืองชาห์อะลัมขึ้นเป็นเมืองหลวงใหม่ของรัฐเซอลาโงร์ตั้งแต่ปี 1978 จนถึงปัจจุบัน โดยในยุคของมหาธีร์ กัวลาลัมเปอร์เติบโตเร็วมาก มีการก่อสร้างตึกแฝดที่ยังเป็นตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลกจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงตึกเมอะร์เดกา 118 ซึ่งเป็นตึงสูงอันดับ 2 รองจาก Burj Khalifa ในดูไบเท่านั้น
ความเจริญรุ่งเรืองของกัวลาลัมเปอร์ ยังทำให้เป็นจุดดึงดูดแรงงานต่างชาติเข้ามา ซึ่งรวมถึงชาวไทย, ชาวพม่า, ชาวบังกลาเทศ, ชาวปากีสถาน, ชาวอินโดนีเซีย และชาวฟิลิปปินส์ ให้เข้ามาเป็นแรงงานในระดับต่างๆ ในเมืองหลวงที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วแห่งนี้
กัวลาลัมเปอร์ กับเป้าหมายต่อไปในฐานะ "ดูไบแห่งอาเซียน"