ว่างงานแตะ 4 แสนคน แต่ตำแหน่งที่ว่างกลับหา ‘คนไทย’ มาทำไม่ได้ จนธุรกิจต้องพึ่ง ‘แรงงานต่างชาติ’ 4.3 ล้านคน

HIGHLIGHTS

ปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานถูกกฎหมายราว 4.3 ล้านคน คิดเป็น 10.3% ของผู้มีงานทำทั้งหมด หรือในคนทำงานทุก 100 คน จะมีแรงงานต่างชาติราว 10 คน โดยเมียนมาเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดที่ 86%

อุตสาหกรรมที่ขาดคนหนักที่สุดคือกลุ่มที่ใช้แรงงานเข้มข้น ตั้งแต่ประมงแปรรูป สิ่งทอ ไปจนถึงชิ้นส่วนยานยนต์ ขณะที่พนักงานขับรถบรรทุกมีอายุเฉลี่ย 54-55 ปี และอาจกลายเป็นวิกฤตภายใน 5 ปีข้างหน้า

ผู้ประกอบการยืนยันตรงกันว่าสาเหตุไม่ได้อยู่ที่ค่าแรงถูกกว่า แต่เป็นงานที่ต้องเข้ากะ เปิดทุกวันรวมวันหยุด บางวันยาวถึง 12 ชั่วโมง ไปจนถึงงานหน้า
เตาอบที่ต้องทนอุณหภูมิสูง โดยเครือรวยไม่หยุด กรุ๊ป มีแรงงานต่างชาติสูงถึง 90% ส่วนร้านอาหารกับโรงแรมเริ่มแข่งกันดึงตัวแรงงานกลุ่มเดียวกัน

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่สภาพัฒน์ระบุว่า ผู้ว่างงานไตรมาส 2 ปี 2569 แตะ 4 แสนคน สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส และค่าจ้างที่แท้จริงหลังหักเงินเฟ้อลดลง 2.88%

การเติมแรงงานใหม่ทำได้ยากขึ้น ข้อมูลของ ILO ระบุว่าจากแรงงานข้ามชาติที่มีเอกสารถูกต้อง 4.04 ล้านคน มีเพียง 545,153 คนที่เข้ามาผ่านข้อตกลงระหว่างรัฐบาลสองประเทศ ที่เหลือคือคนที่อยู่ในไทยอยู่แล้ว

ตลาดแรงงานไทยปี 2569 กำลังอยู่ในภาวะที่ดูขัดกันเอง ด้านหนึ่งจำนวน ‘ผู้ว่างงาน’ เพิ่มขึ้นและค่าจ้างที่แท้จริง ‘ติดลบ’ แต่อีกด้านหนึ่งภาคธุรกิจตั้งแต่โรงงานแปรรูปอาหาร, ค้าปลีก, ร้านอาหาร ไปจนถึงโลจิสติกส์ กลับหาคนเข้าทำงานไม่ได้ จนต้องหันไปพึ่งพาแรงงานต่างชาติในสัดส่วนที่สูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะแรงงานเมียนมาที่กลายเป็นกำลังหลักของหลายอุตสาหกรรมไปแล้ว

ดร. ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ฉายภาพกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ปัจจุบันไทยมีผู้มีงานทำรวมประมาณ 42.3 ล้านคน และในช่วง 6 เดือนแรกของปี ตั้งแต่มกราคมถึงมิถุนายน มีผู้มีงานทำเพิ่มขึ้นถึง 9 แสนคน



หากนับเฉพาะแรงงานที่เข้ามาทำงานอย่างถูกกฎหมาย ไทยมีแรงงานต่างชาติรวมประมาณ 4.3 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นสัดส่วนราว 10.3% ของผู้มีงานทำทั้งหมด หรือกล่าวได้ว่าในผู้มีงานทำทุกๆ 100 คน จะมีแรงงานต่างชาติอยู่ราว 10 คน


เมื่อ 10 ใน 100 คน คือแรงงานต่างชาติ


เมื่อแยกดูโครงสร้างแรงงานไทยจะพบว่า กลุ่มแรงงานนอกระบบและแรงงานอิสระ เช่น ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ยังเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดราว 13.3 ล้านคน รองลงมาคือภาคเกษตรกรรมประมาณ 13 ล้านคน ขณะที่ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 มีมากกว่า 12.23 ล้านคน และบุคลากรภาครัฐอีกราว 3.6 ล้านคน



สำหรับสัญชาติของแรงงานต่างชาติ ดร. ธนิต ระบุว่าเมียนมายังเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 86% หรือประมาณ 3.4 ล้านคน โดยเดินทางมาจากหลายพื้นที่ของเมียนมา ตั้งแต่รัฐทางตอนใต้ พื้นที่ใกล้ชายแดนอินเดีย รัฐยะไข่ ไปจนถึงรัฐฉานทางตอนเหนือ



ส่วนแรงงานกัมพูชาปัจจุบันเหลืออยู่ราว 2.5 แสนคน ลดลงครึ่งหนึ่งจากเดิมที่เคยมีประมาณ 5 แสนคน ก่อนเกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ขณะที่ลาวยังเป็นหนึ่งในสามสัญชาติหลัก ซึ่งเมื่อรวมทั้งสามสัญชาติจะมีจำนวนราว 4 ล้านคน ส่วนแรงงานเวียดนามมีเพียงราว 1.1 หมื่นคนเท่านั้น



อย่างไรก็ตาม ตัวเลขแรงงานต่างชาติในไทยยังมีความต่างกันตามแหล่งที่มาและวิธีนับ โดยข้อมูลของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่าไทยมีแรงงานต่างด้าวมากกว่า 3.9 ล้านคน ขณะที่ตัวเลขขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่ปรากฏในรายงานของ South China Morning Post ระบุว่า ณ เดือนพฤษภาคม ไทยมีแรงงานข้ามชาติที่มีเอกสารถูกต้อง 4.04 ล้านคน

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD



กรณีที่ตัวเลขห่างกันมากที่สุดคือแรงงานกัมพูชา รายงานของ South China Morning Post ระบุว่าขนาดที่แท้จริงของการไหลออกยังเป็นที่ถกเถียง เนื่องจากแต่ละหน่วยงานใช้วิธีคำนวณไม่เหมือนกัน โดยเมื่อเดือนมีนาคม กรมการจัดหางานบันทึกแรงงานกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตไว้ 495,271 คน ต่อมาอีก 6 เดือน บทวิเคราะห์ของกระทรวงแรงงานอ้างประมาณการจากฝั่งกัมพูชาว่ามีผู้เดินทางกลับราว 780,000 คน ซึ่งรวมทั้งแรงงานที่ไม่มีเอกสารและสมาชิกครอบครัวเข้าไปด้วย



ขณะที่รายงานของ Reuters เมื่อเดือนพฤษภาคม อ้างคำให้สัมภาษณ์ของ วิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ในฐานะตัวแทน กกร. ว่าจำนวนแรงงานกัมพูชาลดลงจาก 550,000 คน เหลือ 194,000 คน



ขาดคนตั้งแต่สายพานผลิตถึงหน้าร้าน


แม้จำนวนผู้มีงานทำจะเพิ่มขึ้น แต่หลายอุตสาหกรรมยังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้แรงงานเข้มข้นหรือ ‘Labor Intensive’ ซึ่งต้องพึ่งพาแรงงานคนในกระบวนการผลิตจำนวนมาก



ดร. ธนิต ยกตัวอย่างกลุ่มแรกคือประมงแปรรูป เกษตรแปรรูป และการแปรรูปปศุสัตว์อย่างเนื้อหมูและเนื้อไก่, ตามด้วยอิเล็กทรอนิกส์, แผงวงจรไฟฟ้า, ถุงมือยาง, สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ แม้สายการประกอบรถจะทยอยเปลี่ยนไปใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้น แต่การผลิตอะไหล่และชิ้นส่วนยังต้องใช้คนจำนวนมาก ทำให้ธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ยังขาดแรงงานต่อเนื่อง



ตัวอย่างที่ ดร. ธนิต หยิบมาอธิบายคืออุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกทูน่ากระป๋อง, ปลากระป๋อง และผลไม้แปรรูปอย่างสับปะรดกระป๋องรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ขั้นตอนอย่างการแล่ปลา, การตัดหัวปลา และการควักไส้ปลาเพื่อเตรียมบรรจุลงกระป๋อง ยังต้องอาศัยแรงงานคน เครื่องจักรเข้ามาช่วยได้เพียงบางส่วนเท่านั้น



ปัญหาเดียวกันลามไปถึงภาคบริการและโลจิสติกส์ ทั้งพนักงานคลังสินค้า แรงงานแบกหาม พนักงานบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ และพนักงานขับรถบรรทุก ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตามการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซและการขนส่งสินค้า

คนขับรถบรรทุกวัยเฉลี่ย 55 ปี กับตำแหน่งที่ไม่มีคนรุ่นใหม่มาแทน


จุดที่ ดร. ธนิต ระบุว่าน่ากังวลที่สุดคือพนักงานขับรถบรรทุก ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของคนขับรถบรรทุกในไทยอยู่ที่ประมาณ 54-55 ปี และเมื่ออายุครบ 60 ปีก็อาจทำงานต่อไม่ได้ เพราะเป็นอาชีพที่ต้องใช้แรงกายหนัก ขณะที่ไม่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาทดแทน ทุกวันนี้หลายอุตสาหกรรมเริ่มเจอปัญหารถบรรทุกจอดทิ้งไว้เพราะไม่มีคนขับแล้ว และหากไม่มีมาตรการรองรับ อาจกลายเป็นวิกฤตที่รุนแรงขึ้นภายใน 5 ปีข้างหน้า

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD



ความขาดแคลนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแรงงานระดับปฏิบัติการ เพราะตลาดแรงงานไทยยังขาดบุคลากรวิชาชีพเฉพาะทางและแรงงานทักษะสูงอีกหลายกลุ่ม โดยเฉพาะพนักงานบัญชีและสมุห์บัญชีซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความต้องการสูงมาก จนผู้จบใหม่ที่มีความรู้ด้านบัญชีและขึ้นทะเบียนกับกรมสรรพากรแล้ว อาจได้เงินเดือนเริ่มต้นสูงถึง 4-5 หมื่นบาท



อีกกลุ่มที่ขาดแคลนไม่ต่างกันคือบุคลากรทางการแพทย์อย่างแพทย์และพยาบาล, ผู้ควบคุมคุณภาพ และวิศวกร รวมถึงธุรกิจดูแลผู้สูงอายุที่กำลังขยายตัวตามโครงสร้างประชากร แต่หาคนทำได้ยาก เพราะเป็นงานที่ต้องใช้แรงกายและมีภาระความรับผิดชอบสูง



ค่าแรงถูกไม่ใช่คำตอบ ธุรกิจเริ่มแย่งคนกันเอง


ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การจ้างแรงงานต่างชาติยังมีข้อจำกัดด้านลักษณะงาน เพราะแรงงานกลุ่มนี้ไม่สามารถทำงานที่เกี่ยวข้องกับการรับเงิน ทอนเงิน หรือดูแลด้านการเงินโดยตรงได้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงมอบหมายให้ทำงานเบื้องหลัง เช่น จัดเรียงสินค้า เติมสินค้า และจัดหมวดหมู่สินค้า



ในฝั่งร้านอาหาร ชุติมา เปรื่องเมธางกูร ประธานบริหาร บริษัท รวยไม่หยุด จำกัด ระบุว่า โครงสร้างพนักงานของเครือรวยไม่หยุด กรุ๊ป มีแรงงานต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 90% แบ่งเป็นชาวเมียนมาราว 87% และลาวอีก 3% ซึ่งสัดส่วนนี้อาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาของการถ่ายโอนพนักงาน



“ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้แรงงานต่างชาติคือกำลังสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเดินต่อไปได้ และขยายสาขาได้อย่างต่อเนื่อง” ชุติมากล่าว



ชุติมาอธิบายว่า สาเหตุที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติไม่ได้มาจากเรื่องค่าแรงถูกกว่าอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นผลจากข้อจำกัดของตลาดแรงงานไทยเอง เพราะงานร้านอาหารโดยเฉพาะร้านปิ้งย่างเป็นงานหนัก ต้องเปิดบริการทุกวันรวมถึงเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องใช้กำลังคนมากที่สุด ขณะที่คนไทยรุ่นใหม่มีแนวโน้มหันไปทำงานที่ยืดหยุ่นกว่า ทั้งฟรีแลนซ์ งานดิจิทัล และอาชีพไรเดอร์



ชุติมายังชี้ว่าการจ้างแรงงานราคาถูกอาจทำให้อัตราการลาออกสูง และธุรกิจต้องแบกต้นทุนแฝงทั้งเวลาและงบประมาณในการสรรหาและฝึกอบรมคนใหม่ ทางเครือจึงเลือกตั้งทีม HR เฉพาะกิจขึ้นมาดูแลโดยตรง ต่างจากกรณีน้องชายของเธอที่ทำร้านอาหารโดยใช้แรงงานไทยเกือบ 100% ซึ่งเจ้าของต้องทุ่มเทเวลาสรรหาคนเอง เพื่อเลี่ยงความยุ่งยากด้านเอกสารของแรงงานต่างชาติ

ด้าน ภิญญาพัชญ์ วิวัฒธนาศักดิ์ เจ้าของแบรนด์ chicky chic ร้านไก่ทอดสัญชาติไทยที่มีสาขาแล้วราว 300 สาขา กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ร้านไก่ทอดใช้พนักงานคนไทยทั้งหมด แต่ธุรกิจร้านไอศกรีมแบรนด์ Scrump gelato มีการใช้พนักงานหน้าร้านชาวเมียนมาราว 80% เพราะลักษณะงานต่างกัน



สาขาของ Scrump gelato ส่วนใหญ่อยู่ในศูนย์การค้า ซึ่งพนักงานต้องทำงานตามเวลาศูนย์ราววันละ 9 ชั่วโมง และต้องยืดหยุ่นเรื่อง OT ในบางวัน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่อาจยาวถึง 12 ชั่วโมงต่อวัน เงื่อนไขแบบนี้ทำให้หาคนไทยได้ยาก ขณะที่แรงงานต่างชาติมีอัตราการลาออกต่ำมากจนแทบไม่มีหลังรับเข้าทำงานแล้ว



ความท้าทายที่เหลืออยู่คือเรื่องภาษาและทักษะการเชียร์ขาย เพราะแรงงานที่พูดไทยไม่ชัดมักขาดความมั่นใจและพูดเสียงเบา ซึ่งกระทบยอดขายโดยตรง แต่ในทางกลับกัน แรงงานที่อยู่ในไทยมานับ 10 ปี มักสื่อสารภาษาไทยได้ดีและบางรายพูดภาษาอังกฤษได้ด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์มากกับสาขาในศูนย์การค้าที่มีลูกค้าต่างชาติสูงถึง 80%



ภิญญาพัชญ์ ยังสะท้อนว่าตลาดแรงงานตอนนี้อยู่ในภาวะแย่งชิงตัวกันเอง โดยเฉพาะระหว่างธุรกิจร้านอาหารกับโรงแรม ทางร้านจึงเลือกไม่ใช้สวัสดิการทั่วไปเป็นเครื่องมือหลัก แต่หันไปออกแบบผลตอบแทนผ่าน Incentive Level, เบี้ยขยัน และค่าเดินทาง จนแพ็กเกจโดยรวมอยู่สูงกว่าอัตราตลาดประมาณ 30%



ขณะที่ วิเชียร เจนตระกูลโรจน์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด จำกัด เจ้าของแบรนด์ศรีฟ้าเบเกอรี่ ยืนยันกับ THE STANDARD WEALTH ว่าบริษัทไม่ได้จ้างแรงงานต่างชาติเพื่อลดต้นทุน โดยกำหนดให้ทำงานเฉพาะในสายการผลิตเบเกอรีภายในโรงงาน ส่วนหน้าร้านใช้พนักงานคนไทยทั้งหมด จุดที่หาคนยากที่สุดคืองานหน้าเตาอบซึ่งต้องทำท่ามกลางอุณหภูมิสูงและใช้ความอดทนต่อเนื่อง ทำให้ตำแหน่งนี้มีอัตราการลาออกและการหมุนเวียนสูงเมื่อใช้แรงงานไทย จนบางช่วงหาคนมาทดแทนไม่ทัน

ว่างงานเพิ่ม ค่าจ้างแท้จริงหด แต่ตำแหน่งงานยังว่าง


ข้อมูลล่าสุดของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ระบุว่า อัตราการว่างงานไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 0.95% เพิ่มจาก 0.91% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส โดยผู้ว่างงานแตะ 4.0 แสนคน เพิ่มขึ้น 9.7%
.
.
.
ต่อ คห.2
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่