จริงไหมครับว่าการเจริญสติปัฏฐาน4ไม่ว่าจะฐานใดก็ตามเนี่ยเป็นทั้งสมถะและวิปัสสนาอยู่ในตัวแม้แต่การรู้ทันจิตก็ด้วยใช่ไหม

จริงไหมครับว่าการเจริญสติปัฏฐาน4ไม่ว่าจะฐานใดก็ตามเนี่ยเป็นทั้งสมถะและวิปัสสนาอยู่ในตัวแม้แต่การรู้ทันจิตก็ด้วยใช่ไหม
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 6
จริงๆ มันมีรายละเอียดย่อยๆ อยู่หลายประเด็นครับ
ซึ่งมันขึ้นอยู่กับเทคนิค/วิธีในการฝึกของคุณ และปัจจัยอื่นๆ ด้วยครับ

ถ้าคุณฝึกฝนสติปัฏฐานอยู่  คุณอาจจะพอเข้าใจได้บ้าง
เพราะเคยประสบอะไรบางอย่างด้วยตนเอง
และ/หรือมีครูอาจารย์แนะนำอย่างถูกทาง  

แต่ถ้าคุณไม่เคยฝึก หรือไม่ฝึกมากพอ หรือไม่มีผู้รู้คอยแนะนำ
คุณก็อาจจะยังไม่เข้าใจ  
หรืออาจจะคิดว่าตัวเองเข้าใจ เพราะเคยได้รับรู้ข้อมูลมาจากที่เคยได้อ่านได้ฟังมา
แต่ไม่เคยประสบกับมันจริงๆ  

หากคุณฝึกอย่างถูกต้องไปเรื่อยๆ  
คุณจะพบเจออะไรบางอย่างให้สังเกตได้
โดยที่ไม่จำเป็นต้องเข้าขั้นลึกล้ำสูงส่งอะไรครับ

เช่น
- ถ้าพอจะเข้าใจความแตกต่างของ "สมถภาวนา" และ "วิปัสสนาภาวนา"
เข้าใจในที่นี้หมายถึง การลงมือฝึกฝนจริงๆ นะครับ แล้วไปประสบผลจริงๆ  
(ไม่ใช่การอ่านการฟังแล้วมาคิดวิเคราะห์เอา)

สมมติ คุณใช้เทคนิควิธีฝึกของอาจารย์ A  
โดยเริ่มต้นด้วยการตั้งสติ "ระลึกรู้ลมหายใจ"
การเอาจิตใจมากำหนดที่ลมหายใจ หรือมารับรู้ลมหายใจ
มันก็คือการใช้สมถะ  กำหนดให้ใจรับรู้ลมหายใจ

...อะไรแบบนี้ เป็นต้น

ทีนี้ พอพาใจมาระลึกรู้ลมหายใจได้สักพัก
มันก็เป็นธรรมชาติของใจที่จะเผลอแว๊บไปสนใจเรื่องอื่นๆ
คิดโน่นนี่  สงสัยโน่นนี่   ใจไม่ได้ตั้งอยู่กับลมหายใจแล้ว
พอเรารู้ตัวว่าเผลอคิดนอกเรื่องไปแล้ว  เราก็ทิ้งความคิด
แล้วก็กลับมาระลึกรู้กับลมหายใจ

นี่เป็นขั้นตอนพื้นฐานที่ครูอาจารย์หลายเทคนิค ก็สอนประมาณนี้ครับ

หมายความว่า ขณะฝึกด้วยเทคนิควิธีนี้
จิตใจคุณจะไม่ได้รับรู้เรื่องเดียวเท่านั้น!!!
ใจมันถูกฝึกให้รับรู้ที่ "อารมณ์กรรมฐาน" ที่คุณตั้งไว้ คือ ลมหายใจ
แล้วใจมันก็ถูกฝึกให้รู้ทันว่า "เมื่อไหร่ที่ใจเผลอออกไปนอกฐาน ไม่ได้ระลึกรู้ลมหายใจ"

....ผมอธิบายสั้นๆ ประมาณนี้ละกันครับ
ถ้าพอจะเข้าใจ ก็จะเห็นว่า   ใจที่ถูกฝึกแนวทางนี้
วันนึงพอพัฒนาไปเรื่อยๆ   ใจมันจะ "รู้ทัน" ความคิด อารมณ์ ความรู้สึกต่างๆ  หรืออาการทางจิตต่างๆ ที่ผุดขึ้นในใจ
สติมันจะว่องไวมากขึ้น   สมาธิมันจะมั่นคงมากขึ้น
มันจะไปเห็นการเกิดดับของอารมณ์ต่างๆ ความคิดต่างๆ  
นี่มันเดินไปตามเส้นทางวิปัสสนา

เพราะฉะนั้น  เทคนิควิธีในการฝึกนั้น  ครูอาจารย์หลายท่าน ก็ผสมผสานทั้งสมถะและวิปัสสนาเข้าด้วยกัน
โดยอาจจะเริ่มที่สมถะก่อน  แล้วตามด้วยวิปัสสนา  หรืออื่นๆ
มันผสมกันไป  บางทีเราก็แยกยาก   แต่ก็กล่าวรวมๆ ว่า  มันผสมปนกันอยู่ในวิธีการฝึกนั้น

เหมือนคุณฝึกหัดว่ายน้ำ
ครูจะไม่ได้ให้คุณว่ายน้ำเลยทันที
เริ่มต้นก็อาจจะให้คุณเอาขาตีน้ำ เอามือตีน้ำ  ฝึกลอยตัว  หรืออื่นๆ

จะเรียกให้เจาะจงลงไป ว่า เป็นการฝึก เพื่อไปสู่การว่ายน้ำเป็น
คือ ยังไม่ได้ว่ายน้ำเลย แต่ต้องฝึกพื้นฐานไปก่อน
ซึ่งมันก็จะเชื่อมโยงไปสู่ "การว่ายน้ำเป็น" ในที่สุด

ถ้าจะแยกย่อยว่า การตีขา การตีแขน การลอยตัว  ....ยังไม่ใช่การว่ายน้ำ
...นี่ก็ถูกในมุมมองนึง

หรือจะมองอีกมุมว่า มันก็คือ ขั้นตอนหนึ่ง เป็นการเริ่มต้นในกระบวนการ (process)
เพื่อที่จะพัฒนาไปสู่การว่ายน้ำเป็น นั่นแหละ


การฝึกสมถะเป็นตัวตั้งตนในทางสติปัฏฐาน
ก็เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การ "รู้ทันจิตหรือเห็นจิต" หรือศัพท์ในหลักการก็เรียกว่า วิปัสสนา อะไรอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ได้จะเอาดีทางหลักวิชาการ ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องแยกแยะรายละเอียดในแง่หลักการก็ได้ครับ


ถ้าใครอ่านถึงตรงนี้ แล้วยังไม่เข้าใจ ก็ไม่เป็นไรครับ
ถือว่าเป็นความบกพร่องในการอธิบายของผมละกันครับ^^

ว่าจะเขียนสั้นๆ คร่าวๆ  แต่แค่คร่าวๆ มันก็ยาวซะแล้ว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่