ช่วงหลายปีที่ผ่านมา
“ปลาหมอคางดำมาจากไหน” กลายเป็นคำถามใหญ่ของสังคมไทย
เท่าที่มีข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณะ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้
นำเข้าปลาหมอคางดำอย่างถูกกฎหมายเพื่อการวิจัยเพียงรายเดียวในปี 2553 ชื่อของบริษัทจึงมักถูกเชื่อมโยงกับคำถามเรื่องต้นตอการระบาด
อย่างไรก็ตาม การเป็นผู้ได้รับอนุญาตนำเข้าเพียงรายเดียว
ไม่ได้หมายความว่าเป็นหลักฐานยืนยันว่าปลาที่ระบาดในธรรมชาติหลุดออกมาจากแหล่งดังกล่าว เพราะต้นตอการหลุดรอด จำนวนครั้งของการนำเข้า และเส้นทางการแพร่กระจาย ยังต้องตรวจสอบจากหลักฐานด้านอื่นประกอบกัน ทั้งข้อมูล DNA เอกสารการนำเข้า การซื้อขาย และการเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำ
แต่คำถามคือ ถ้าปลาหมอคางดำทั้งหมดมาจากประชากรตั้งต้นกลุ่มเดียวจริง ปลาที่พบในแต่ละจังหวัดควรมี DNA คล้ายกันมากน้อยแค่ไหน?
งานวิจัยล่าสุดจึงลองย้อนดูประวัติการแพร่กระจายผ่าน “ร่องรอยทางพันธุกรรม” ของปลา และพบว่าคำตอบอาจซับซ้อนกว่าที่เคยเข้าใจกัน
งานวิจัยนี้ศึกษาอะไร?
งานวิจัยมีชื่อว่า
“Genetic diversity, population structure and multiple introductions of invasive blackchin tilapia Sarotherodon melanotheron in Thailand” ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Aquaculture Reports ของสำนักพิมพ์ Elsevier เล่มที่ 48 วันที่ 15 กรกฎาคม 2026 บทความหมายเลข 103575
ทีมวิจัยเก็บตัวอย่างปลาหมอคางดำจำนวน 466 ตัว จาก 20 พื้นที่ในประเทศไทย แล้ววิเคราะห์ DNA ไมโทคอนเดรียบริเวณที่เรียกว่า mitochondrial control region
พูดง่าย ๆ คือ นักวิจัยกำลังตรวจ “รหัสประจำสายตระกูล” ของปลาแต่ละตัว เพื่อนำมาเปรียบเทียบว่า
• ปลาจากพื้นที่ต่าง ๆ มีความใกล้ชิดกันแค่ไหน
• ประชากรในแต่ละจังหวัดมีต้นทางร่วมกันหรือไม่
• รูปแบบการกระจายสอดคล้องกับการแพร่ตามธรรมชาติหรือไม่
• ปลาที่พบในไทยเชื่อมโยงกับประชากรจากพื้นที่ใดในแอฟริกาตะวันตก
Haplotype คืออะไร?
คำสำคัญที่ปรากฏในงานวิจัยนี้คือ “Haplotype” หรือรูปแบบทางพันธุกรรม
ถ้าเปรียบ DNA เป็นบาร์โค้ดประจำสายตระกูล haplotype ก็คือบาร์โค้ดแต่ละรูปแบบที่นักวิจัยพบ
ปลาที่มี haplotype เหมือนกันย่อมมีความเชื่อมโยงทางสายพันธุ์บางอย่าง ส่วนปลาที่มี haplotype ต่างกันอาจมาจากประชากรตั้งต้นคนละกลุ่ม หรือมีประวัติการแยกตัวและเคลื่อนย้ายแตกต่างกัน
Fig. 1. Haplotype network of CR of blackchin tilapia from Thailand (S. melanotheron)
การพบหลาย haplotypes จึงไม่ได้แปลว่าปลาเป็นคนละชนิด แต่หมายความว่าปลาชนิดเดียวกันมีความแตกต่างทางพันธุกรรมภายในประชากร
ผลวิจัยสำคัญ : พบ DNA ถึง 19 รูปแบบ
จากตัวอย่าง 466 ตัว นักวิจัยพบ haplotypes ทั้งหมด 19 รูปแบบ
ในจำนวนนี้มี 13 รูปแบบที่เป็น private haplotypes หรือรูปแบบพันธุกรรมที่พบเฉพาะในประชากรบางพื้นที่
บางรูปแบบยังพบในสัดส่วนค่อนข้างสูงในพื้นที่สำคัญ เช่น สมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์ และสุราษฎร์ธานี
Fig. 2. Sampling locations covering distribution of S melanotheron (20 populations) in Thailand.
รูปแบบดังกล่าวทำให้นักวิจัยเสนอว่า ประชากรปลาหมอคางดำในประเทศไทยอาจไม่ได้เกิดจากการนำเข้าหรือการหลุดรอดเพียงเหตุการณ์เดียว แต่สอดคล้องกับสมมติฐานเรื่อง “multiple introductions” หรือการเข้ามาหลายครั้งจากแหล่งประชากรที่แตกต่างกัน
ปลาหมอคางดำในไทยมาจากไหน?
ผลการวิเคราะห์ยืนยันว่า ปลาหมอคางดำที่พบในประเทศไทยอยู่ในกลุ่มย่อย Sarotherodon melanotheron melanotheron ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตะวันตก เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลพันธุกรรมจากถิ่นกำเนิด นักวิจัยพบความเชื่อมโยงกับประชากรจากมากกว่าหนึ่งพื้นที่ เช่น กานาและโกตดิวัวร์ รวมถึงอาจมีความเชื่อมโยงกับประชากรจากแอฟริกาตะวันตกที่ยังไม่มีตัวอย่างเพียงพอให้เปรียบเทียบ
งานวิจัยพบ “หลักฐานทางพันธุกรรมที่สนับสนุนการเข้ามาหลายครั้งและหลายแหล่ง”
แต่ DNA เพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถบอกได้ว่า
• มีการนำเข้าทั้งหมดกี่ครั้ง
• นำเข้าปีใดบ้าง
• ใครเป็นผู้นำเข้า
• ปลาหลุดออกจากระบบที่ใดและเมื่อใด
• การเคลื่อนย้ายแต่ละครั้งเกิดขึ้นโดยบุคคลหรือกิจกรรมใด
คำถามเหล่านี้ต้องตรวจสอบร่วมกับเอกสารการนำเข้า เส้นทางการค้า ข้อมูลฟาร์ม การซื้อขายและการขนส่งสัตว์น้ำ
พูดให้ชัดที่สุดคือ DNA ช่วยอธิบาย “เส้นทางของปลา” แต่ไม่ได้ระบุ “ชื่อคนที่พาปลาไป”
ทำไมปลาจากพื้นที่ไกลกันจึงมี DNA คล้ายกัน?
อีกข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ ประชากรปลาหมอคางดำไม่ได้กระจายตัวตามระยะทางภูมิศาสตร์อย่างง่ายเสมอไป
บางพื้นที่อยู่ใกล้กันและมีระบบน้ำเชื่อมต่อกัน แต่ประชากรปลากลับมีความแตกต่างทางพันธุกรรม ขณะที่บางจังหวัดซึ่งอยู่ห่างกันมากกลับพบรูปแบบพันธุกรรมร่วมกัน
Fig. 5. Predicted genetic signature of S. melanotheron in Thailand based on different introduction scenarios from West Africa (restrictively distributed from Côte d′Ivoire, Ghana, Togo and Benin)
ตัวอย่างเช่น มีการพบรูปแบบพันธุกรรมที่แพร่หลายในจังหวัดภาคตะวันออกและภาคใต้ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี ชุมพร นครศรีธรรมราช และสงขลา รูปแบบนี้สอดคล้องกับข้อเสนอว่า การแพร่กระจายของปลาหมอคางดำไม่ได้เกิดจากการว่ายไปตามแหล่งน้ำธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่อาจมี
“การเคลื่อนย้ายโดยมนุษย์” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
การเคลื่อนย้ายดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น การขนส่งสัตว์น้ำ การซื้อขาย การย้ายพันธุ์ปลา หรือปลาปะปนไปกับสัตว์น้ำชนิดอื่น แต่ผล DNA ไม่สามารถระบุได้ว่าเกิดจากช่องทางใดโดยเฉพาะ
ความหลากหลายทางพันธุกรรมทำให้ปลาระบาดเก่งขึ้นจริงหรือ?
โดยทั่วไป การเข้ามาจากหลายแหล่งสามารถเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมให้ประชากรสัตว์ต่างถิ่น ทำให้ประชากรมีวัตถุดิบทางพันธุกรรมสำหรับการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
ความหลากหลายทางพันธุกรรมจึงอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้ปลาหมอคางดำตั้งถิ่นฐานและกระจายตัวในประเทศไทยได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าการพบ 19 haplotypes เป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้ปลาระบาด เพราะยังมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น
• ความสามารถในการอาศัยได้ทั้งน้ำจืดและน้ำกร่อย
• การขยายพันธุ์ได้ดี
• ความทนทานต่อสภาพแวดล้อม
• การขาดศัตรูธรรมชาติที่ควบคุมประชากรได้เพียงพอ
• การเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ใหม่
• การตรวจพบและควบคุมที่ล่าช้า
งานวิจัยเสนอทางออกอย่างไร?
สิ่งสำคัญจากงานวิจัยไม่ได้มีเพียงการค้นหาต้นทาง แต่ยังชี้ให้เห็นว่าการควบคุมปลาหมอคางดำต้องทำมากกว่าการจับปลาออกจากแหล่งน้ำ
แนวทางสำคัญประกอบด้วย
1. เร่งจับและลดจำนวนปลาในพื้นที่ที่มีการระบาด
2. เฝ้าระวังไม่ให้ปลาเคลื่อนย้ายไปยังแหล่งน้ำใหม่
3. เพิ่มมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพในการนำเข้า เพาะเลี้ยง ซื้อขาย และขนส่งสัตว์น้ำต่างถิ่น
4. ใช้ข้อมูลพันธุกรรมติดตามเส้นทางการแพร่กระจาย
5. ศึกษาเทคโนโลยีควบคุมการสืบพันธุ์ เช่น ปลาตัวผู้ที่เป็นหมันแบบ triploid หรือ tetraploid
อย่างไรก็ตาม การนำปลาที่ผ่านการปรับจำนวนชุดโครโมโซมไปปล่อยในธรรมชาติยังต้องผ่านการวิจัยและประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบ ไม่ควรเข้าใจว่าเป็นวิธีที่สามารถนำไปใช้ได้ทันทีโดยไม่มีความเสี่ยง
สรุปแล้ว ปลาหมอคางดำในไทยมาจากไหนกันแน่?
คำตอบที่ตรงกับหลักฐานในเวลานี้คือ
• ปลาหมอคางดำที่พบในประเทศไทยมีถิ่นกำเนิดเชื่อมโยงกับประชากรในแอฟริกาตะวันตก แต่ข้อมูล DNA สนับสนุนว่า ประชากรที่ระบาดในไทยอาจไม่ได้มาจากการนำเข้าเพียงครั้งเดียวหรือแหล่งเดียว
• หลังจากเข้ามาแล้ว รูปแบบพันธุกรรมยังสอดคล้องกับการเคลื่อนย้ายภายในประเทศโดยกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งน่าจะมีบทบาทต่อการกระจายไปยังพื้นที่ห่างไกล
แต่งานวิจัยนี้ไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้นำเข้า ไม่ได้บอกจำนวนครั้งและวันที่นำเข้าที่แน่นอน และไม่ได้ชี้ตัวผู้ที่ทำให้ปลาเข้าสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ
ดังนั้น หากต้องการหาคำตอบให้ครบถ้วน จำเป็นต้องนำหลักฐาน DNA ไปตรวจสอบร่วมกับข้อมูลการนำเข้า การเพาะเลี้ยง การซื้อขาย การขนส่ง และการบังคับใช้กฎหมาย
สิ่งที่งานวิจัยทำให้เห็นชัดขึ้นคือ ปัญหาปลาหมอคางดำอาจไม่ใช่เรื่องของปลาเพียงกลุ่มเดียวที่ว่ายออกจากจุดหนึ่งแล้วกระจายไปทั่วประเทศ แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบการนำเข้าและเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำต่างถิ่นทั้งห่วงโซ่
และหากประเทศไทยต้องการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเช่นนี้ซ้ำ การตามหาต้นตอเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ แต่ต้องปิดช่องโหว่ของระบบที่เปิดโอกาสให้สัตว์ต่างถิ่นเดินทางเข้าสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้ด้วย
แหล่งอ้างอิง : [งานวิจัยฉบับเต็มใน
Aquaculture Reports :
Genetic diversity, population structure and multiple introductions of invasive blackchin tilapia Sarotherodon melanotheron in Thailand] (
https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2352513426002152)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้










สรุปงานวิจัย DNA ปลาหมอคางดำ : ตรวจ 466 ตัว พบ 19 รูปแบบ บอกอะไรเรื่องต้นตอการระบาดในไทย❓
เท่าที่มีข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณะ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้นำเข้าปลาหมอคางดำอย่างถูกกฎหมายเพื่อการวิจัยเพียงรายเดียวในปี 2553 ชื่อของบริษัทจึงมักถูกเชื่อมโยงกับคำถามเรื่องต้นตอการระบาด
อย่างไรก็ตาม การเป็นผู้ได้รับอนุญาตนำเข้าเพียงรายเดียว ไม่ได้หมายความว่าเป็นหลักฐานยืนยันว่าปลาที่ระบาดในธรรมชาติหลุดออกมาจากแหล่งดังกล่าว เพราะต้นตอการหลุดรอด จำนวนครั้งของการนำเข้า และเส้นทางการแพร่กระจาย ยังต้องตรวจสอบจากหลักฐานด้านอื่นประกอบกัน ทั้งข้อมูล DNA เอกสารการนำเข้า การซื้อขาย และการเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำ
แต่คำถามคือ ถ้าปลาหมอคางดำทั้งหมดมาจากประชากรตั้งต้นกลุ่มเดียวจริง ปลาที่พบในแต่ละจังหวัดควรมี DNA คล้ายกันมากน้อยแค่ไหน?
งานวิจัยล่าสุดจึงลองย้อนดูประวัติการแพร่กระจายผ่าน “ร่องรอยทางพันธุกรรม” ของปลา และพบว่าคำตอบอาจซับซ้อนกว่าที่เคยเข้าใจกัน
งานวิจัยมีชื่อว่า “Genetic diversity, population structure and multiple introductions of invasive blackchin tilapia Sarotherodon melanotheron in Thailand” ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Aquaculture Reports ของสำนักพิมพ์ Elsevier เล่มที่ 48 วันที่ 15 กรกฎาคม 2026 บทความหมายเลข 103575
ทีมวิจัยเก็บตัวอย่างปลาหมอคางดำจำนวน 466 ตัว จาก 20 พื้นที่ในประเทศไทย แล้ววิเคราะห์ DNA ไมโทคอนเดรียบริเวณที่เรียกว่า mitochondrial control region
พูดง่าย ๆ คือ นักวิจัยกำลังตรวจ “รหัสประจำสายตระกูล” ของปลาแต่ละตัว เพื่อนำมาเปรียบเทียบว่า
• ปลาจากพื้นที่ต่าง ๆ มีความใกล้ชิดกันแค่ไหน
• ประชากรในแต่ละจังหวัดมีต้นทางร่วมกันหรือไม่
• รูปแบบการกระจายสอดคล้องกับการแพร่ตามธรรมชาติหรือไม่
• ปลาที่พบในไทยเชื่อมโยงกับประชากรจากพื้นที่ใดในแอฟริกาตะวันตก
Haplotype คืออะไร?
คำสำคัญที่ปรากฏในงานวิจัยนี้คือ “Haplotype” หรือรูปแบบทางพันธุกรรม
ถ้าเปรียบ DNA เป็นบาร์โค้ดประจำสายตระกูล haplotype ก็คือบาร์โค้ดแต่ละรูปแบบที่นักวิจัยพบ
ปลาที่มี haplotype เหมือนกันย่อมมีความเชื่อมโยงทางสายพันธุ์บางอย่าง ส่วนปลาที่มี haplotype ต่างกันอาจมาจากประชากรตั้งต้นคนละกลุ่ม หรือมีประวัติการแยกตัวและเคลื่อนย้ายแตกต่างกัน
ทำไมปลาจากพื้นที่ไกลกันจึงมี DNA คล้ายกัน?
อีกข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ ประชากรปลาหมอคางดำไม่ได้กระจายตัวตามระยะทางภูมิศาสตร์อย่างง่ายเสมอไป
บางพื้นที่อยู่ใกล้กันและมีระบบน้ำเชื่อมต่อกัน แต่ประชากรปลากลับมีความแตกต่างทางพันธุกรรม ขณะที่บางจังหวัดซึ่งอยู่ห่างกันมากกลับพบรูปแบบพันธุกรรมร่วมกัน
การเคลื่อนย้ายดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น การขนส่งสัตว์น้ำ การซื้อขาย การย้ายพันธุ์ปลา หรือปลาปะปนไปกับสัตว์น้ำชนิดอื่น แต่ผล DNA ไม่สามารถระบุได้ว่าเกิดจากช่องทางใดโดยเฉพาะ
ความหลากหลายทางพันธุกรรมทำให้ปลาระบาดเก่งขึ้นจริงหรือ?
โดยทั่วไป การเข้ามาจากหลายแหล่งสามารถเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมให้ประชากรสัตว์ต่างถิ่น ทำให้ประชากรมีวัตถุดิบทางพันธุกรรมสำหรับการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
ความหลากหลายทางพันธุกรรมจึงอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้ปลาหมอคางดำตั้งถิ่นฐานและกระจายตัวในประเทศไทยได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าการพบ 19 haplotypes เป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้ปลาระบาด เพราะยังมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น
• ความสามารถในการอาศัยได้ทั้งน้ำจืดและน้ำกร่อย
• การขยายพันธุ์ได้ดี
• ความทนทานต่อสภาพแวดล้อม
• การขาดศัตรูธรรมชาติที่ควบคุมประชากรได้เพียงพอ
• การเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ใหม่
• การตรวจพบและควบคุมที่ล่าช้า
งานวิจัยเสนอทางออกอย่างไร?
สิ่งสำคัญจากงานวิจัยไม่ได้มีเพียงการค้นหาต้นทาง แต่ยังชี้ให้เห็นว่าการควบคุมปลาหมอคางดำต้องทำมากกว่าการจับปลาออกจากแหล่งน้ำ
แนวทางสำคัญประกอบด้วย
1. เร่งจับและลดจำนวนปลาในพื้นที่ที่มีการระบาด
2. เฝ้าระวังไม่ให้ปลาเคลื่อนย้ายไปยังแหล่งน้ำใหม่
3. เพิ่มมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพในการนำเข้า เพาะเลี้ยง ซื้อขาย และขนส่งสัตว์น้ำต่างถิ่น
4. ใช้ข้อมูลพันธุกรรมติดตามเส้นทางการแพร่กระจาย
5. ศึกษาเทคโนโลยีควบคุมการสืบพันธุ์ เช่น ปลาตัวผู้ที่เป็นหมันแบบ triploid หรือ tetraploid
อย่างไรก็ตาม การนำปลาที่ผ่านการปรับจำนวนชุดโครโมโซมไปปล่อยในธรรมชาติยังต้องผ่านการวิจัยและประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบ ไม่ควรเข้าใจว่าเป็นวิธีที่สามารถนำไปใช้ได้ทันทีโดยไม่มีความเสี่ยง
สรุปแล้ว ปลาหมอคางดำในไทยมาจากไหนกันแน่?
คำตอบที่ตรงกับหลักฐานในเวลานี้คือ
• ปลาหมอคางดำที่พบในประเทศไทยมีถิ่นกำเนิดเชื่อมโยงกับประชากรในแอฟริกาตะวันตก แต่ข้อมูล DNA สนับสนุนว่า ประชากรที่ระบาดในไทยอาจไม่ได้มาจากการนำเข้าเพียงครั้งเดียวหรือแหล่งเดียว
• หลังจากเข้ามาแล้ว รูปแบบพันธุกรรมยังสอดคล้องกับการเคลื่อนย้ายภายในประเทศโดยกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งน่าจะมีบทบาทต่อการกระจายไปยังพื้นที่ห่างไกล
แต่งานวิจัยนี้ไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้นำเข้า ไม่ได้บอกจำนวนครั้งและวันที่นำเข้าที่แน่นอน และไม่ได้ชี้ตัวผู้ที่ทำให้ปลาเข้าสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ
ดังนั้น หากต้องการหาคำตอบให้ครบถ้วน จำเป็นต้องนำหลักฐาน DNA ไปตรวจสอบร่วมกับข้อมูลการนำเข้า การเพาะเลี้ยง การซื้อขาย การขนส่ง และการบังคับใช้กฎหมาย
สิ่งที่งานวิจัยทำให้เห็นชัดขึ้นคือ ปัญหาปลาหมอคางดำอาจไม่ใช่เรื่องของปลาเพียงกลุ่มเดียวที่ว่ายออกจากจุดหนึ่งแล้วกระจายไปทั่วประเทศ แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบการนำเข้าและเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำต่างถิ่นทั้งห่วงโซ่
และหากประเทศไทยต้องการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเช่นนี้ซ้ำ การตามหาต้นตอเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ แต่ต้องปิดช่องโหว่ของระบบที่เปิดโอกาสให้สัตว์ต่างถิ่นเดินทางเข้าสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้ด้วย
แหล่งอ้างอิง : [งานวิจัยฉบับเต็มใน Aquaculture Reports : Genetic diversity, population structure and multiple introductions of invasive blackchin tilapia Sarotherodon melanotheron in Thailand] (https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2352513426002152)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้