สายน้ำเชื่อมสัมพันธ์ดัตช์-สยาม ตามรอยนายช่างไฮเด เบื้องหลังชลประทานสมัยพระปิยมหาราช
.
ลักษณะร่วมระหว่างไทยกับเนเธอร์แลนด์อย่างหนึ่งคือ การเป็นดินแดนที่ผู้คนอยู่ร่วมกับสายน้ำ ความเชื่อมโยงดังกล่าวมามีปฏิสัมพันธ์กันอย่างเป็นทางการในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อสยามเร่งพัฒนาการบริหารจัดการน้ำ โดยมี “นายช่างไฮเด” วิศวกรชาวดัตช์ เป็นมันสมองในภารกิจนี้
.
💠 รากฐานความก้าวหน้าด้านการจัดการน้ำของดัตช์
.
ประเทศเนเธอร์แลนด์ (Netherlands) หรือที่ในอดีตคนไทยเรียกว่า “ฮอลันดา” เป็นดินแดนของชาวดัตช์ ตั้งอยู่บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของภาคพื้นทวีปยุโรป ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม พื้นที่ประมาณ 1 ใน 4 อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เป็นที่มาของชื่อประเทศที่มีรากศัพท์จากคำว่า Neder รวมกับ Land หมายถึง “แผ่นดินต่ำ”
.
ผืนดินที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล บวกกับเป็นดินแดนปากแม่น้ำของลำน้ำหลายสาย และปริมาณฝนเฉลี่ย 700-900 มิลลิเมตรต่อปี (ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับลุ่มน้ำภาคกลางของไทย ซึ่งอยู่ในเขตมรสุม และฝนตกชุก มีปริมาณฝนอยู่ที่ 1,000-1,200 มิลลิเมตรต่อปี) ดังนั้น พอถึงช่วงน้ำหลาก เนเธอร์แลนด์จึงเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วมจากน้ำเอ่อล้นตลิ่ง น้ำทะเลหนุนสูง และภัยจากคลื่นพายุ
.
ถือได้ว่าเนเธอร์แลนด์จัดอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภูมิศาสตร์ของดินแดนแผ่นดินต่ำจึงเปราะบางต่อภัยพิบัติทางน้ำไม่ต่างจากไทย
.
ด้วยเหตุนี้เอง ชาวดัตช์จึงต้องต่อสู้กับวิกฤตการณ์น้ำท่วมอย่างต่อเนื่องตลอดประวัติศาสตร์ เป็นที่มาของภูมิปัญญาและวิทยาการด้านวิศวกรรมเกี่ยวเนื่องกับน้ำหลากหลายแขนง
.
ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมป้องกันไม่ให้แผ่นดินจมสู่บาดาล อย่างการสร้างเขื่อนกั้นทะเลยาวตลอดชายฝั่ง และจัดการพื้นที่ที่น้ำทะเลเคยท่วมให้เป็นแผ่นดินใหม่ เรียกว่า โพลเดอร์ (Polder) รวมถึงสร้างคันดิน ประตูน้ำ ทุ่งปศุสัตว์สำหรับหน่วงน้ำ หรือเป็นพื้นที่รองรับน้ำท่วม ระบบชลประทานเหล่านี้ทำให้ชาวดัตช์สามารถพลิกผืนดินได้มากถึงร้อยละ 66 จนสามารถทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
ด้วยชื่อเสียงการจัดการน้ำของชาวดัตช์ซึ่งเป็นที่รับรู้มาอย่างยาวนานนี้เอง ทำให้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่เริ่มมีโครงการบริหารจัดการน้ำแบบสมัยใหม่ จึงได้ไว้วางใจให้ชาวดัตช์เข้ามากำกับดูแล
.
💠 “โครงการรังสิต” ระบบชลประทานขนาดใหญ่โครงการแรก
.
ก่อนที่ชาวดัตช์จะได้เข้ามามีบทบาทด้านชลประทานของสยาม ในสมัยรัชกาลที่ 5 เคยมีโครงการบริหารจัดการน้ำมาก่อนแล้ว นั่นคือ “โครงการรังสิต”
.
โครงการนี้ดำเนินงานโดย บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม ที่ได้สัมปทานจากรัฐบาล สร้างระบบคลองในฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เขตเมืองปทุมธานี บริเวณทุ่งหลวง หรือทุ่งรังสิต เชื่อมกับแม่น้ำนครนายก ด้วยระบบคลองแบบตาข่าย มีประตูน้ำและทำนบสำหรับควบคุม กักเก็บ ส่งน้ำ และระบายน้ำ ผลตอบแทนที่บริษัทฯ ได้คือกรรมสิทธิ์ที่ดินสองฝั่งคลอง ส่วนรัฐบาลได้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทฯ ร้อยละ 20
.
โครงการรังสิตเป็นที่คาดหวังว่าจะแก้ปัญหาน้ำสำหรับการเพาะปลูกอย่างสมบูรณ์ คือทั้งช่วยรักษาและเพิ่มผลผลิตข้าว รวมถึงเป็นแบบอย่างสำหรับโครงการในแหล่งปลูกข้าวอื่น ๆ ทั่วที่ราบภาคกลาง เริ่มขุดคลองเมื่อ พ.ศ. 2433 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2440 แต่ไม่กี่ปีต่อมา ก็พบว่าโครงการไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้
.
ในแง่หนึ่ง โครงการรังสิตประสบความสำเร็จด้านการจัดสรรที่ดินปลูกข้าว เพราะบริษัทฯ ขายที่ดินทำรายได้อย่างงาม แต่ประโยชน์ด้านชลประทานกลับต่ำกว่าที่คาดไว้มาก เนื่องจากคลองไม่สามารถกักเก็บและส่งน้ำได้อย่างเพียงพอเหมาะสม และคลองก็ตื้นเขินอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการวางระบบคลองยังขาดความรู้และเทคนิค
.
💠 “นายช่างไฮเด” วางระบบชลประทานสยาม
.
หลังจากรัฐบาลเห็นปัญญาจากโครงการรังสิต ใน พ.ศ. 2442 พระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ ออกไปตรวจคลองรังสิตแล้วกลับมากราบบังคมทูลรัชกาลที่ 5 ว่า ควรจ้างวิศวกรชลประทานจากต่างประเทศมาเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาล
.
นายซี รีเว็ต คาร์แน็ค (C. Rivett Carnac) ชาวอังกฤษ ที่ปรึกษาการคลังของรัฐบาล เป็นอีกคนที่เสนอว่า ควรจ้างวิศวกรชลประทาน เขาแนะนำให้เลือกชาวอังกฤษที่ทำงานให้รัฐบาลอินเดีย (อาณานิคมของอังกฤษ) เพราะมีประสบการณ์ทำงานในดินแดนตะวันออก รวมถึงเสนอให้จัดตั้งกรมคลองเพื่อดำเนินงานพัฒนาด้านชลประทานโดยเฉพาะ เพราะรัฐควรมีบทบาทแทนบริษัทเอกชน เนื่องจากเป็นงานพัฒนาในระยะยาว
.
รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นชอบในประเด็นข้างต้น แต่ทรงเห็นว่าควรจ้างวิศวกรชาวดัตช์ ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านชลประทานมากกว่า อีกเหตุผลคือ ทรงเกรงว่าหากจ้างชาวอังกฤษมาเพิ่ม พวกเขาจะมีอิทธิพลในสยามมากเกินไป เพราะมีชาวอังกฤษมารับราชการอยู่มากแล้ว
.
รัฐบาลจึงเสาะหาวิศวกรชาวดัตช์จนได้บรรลุสัญญากับ นายเจ. โฮมาน ฟาน เดอร์ ไฮเด (J. Homan Van der Heide) วิศวกรจากบริษัท Waterstaat of Netherlands India ของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในชวา (ประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน) สัญญาจ้างฉบับแรกเป็นระยะสั้น 3 เดือน กำหนดความรับผิดชอบคือ
.
1) ให้คำแนะนำแก่รัฐบาลในปัญหาเกี่ยวกับชลประทาน 2) ใช้ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์มารับใช้รัฐบาลเกี่ยวกับการจัดตั้งกรมขุดคลอง 3) ตรวจสภาพบ้านเมือง ทำรายงานโครงการก่อสร้างระบบชลประทานสำหรับเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง พร้อมคำนวณค่าใช้จ่ายสำหรับการก่อสร้าง และ 4) เป็นผู้ดูแลการดำเนินงานตามโครงการที่รัฐบาลจัดทำขึ้น
.
ไฮเดมาถึงสยามในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2445 แล้วเริ่มงานในฐานะที่ปรึกษาด้านชลประทานของรัฐบาลทันที แต่ระยะสัญญาแรกยังไม่เพียงพอ จึงขยายสัญญาเพิ่ม โดยเขาใช้เวลา 8 เดือนลงพื้นที่สำรวจผืนดิน แหล่งน้ำ และเกษตรกรรมในเขตลุ่มน้ำต่าง ๆ ทั่วภาคกลาง พบว่าคลองบริเวณนี้มักขุดตามแนวขวางระหว่างแม่น้ำสองสาย เพื่อให้เชื่อมถึงกัน และส่งน้ำเข้าสู่นาข้าวที่อยู่ลึกเข้าไป มีคลองซอยเล็ก ๆ เป็นตาข่ายให้น้ำไหลทั่วถึงกันตลอด
.
ไฮเดชี้ว่า วิธีดังกล่าวเป็นระบบชลประทานขั้นต้นเท่านั้น แต่ในทัศนะของเขามองว่าประสิทธิภาพการทดน้ำยังไม่เพียงพอ
.
วิศวกรชาวดัตช์เห็นว่า คลองที่ขุดอยู่ก่อนแล้วไม่ได้ให้ประโยชน์สูงสุดทั้งในเรื่องการเก็บกัก ส่งน้ำ และระบายน้ำ เพราะคลองขุดสมัยก่อนมักใช้เพื่อคมนาคมขนส่งเป็นหลัก ส่วนการบุกเบิกที่ดินใหม่ ๆ สำหรับทำนาเป็นเพียงผลพลอยได้ แต่คลองในโครงการรังสิตเป็นข้อยกเว้น เนื่องจากมีประตูน้ำควบคุม ผืนนารอบคลองจึงสมบูรณ์กว่า แต่ประโยชน์ด้านชลประทานก็ยังไม่ยั่งยืนเท่าการคมนาคมขนส่ง
.
ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2445 ไฮเดนำเสนอรายงานต่อเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ มีรายละเอียดคือ แผนโครงการชลประทานในเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เรียกว่า รายงานโครงการทดน้ำไขน้ำแห่งลาดแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง หรือ “โครงการใหญ่” ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำตั้งแต่ชัยนาทลงมาจนถึงอ่าวไทย
.
ลักษณะงานคือใช้วิธีการทดน้ำและส่งน้ำเข้าระบบคลอง คล้ายระบบเหมืองฝาย สร้างเขื่อนทดน้ำในแม่น้ำสายใหญ่ แล้วจึงขุดคลองส่งน้ำจากแม่น้ำนั้นไปตามระดับความสูงของพื้นที่ โดยต้องสร้างเขื่อนที่ชัยนาท หรือ “สกีมชัยนาท” เขื่อนทดน้ำบนแม่น้ำเจ้าพระยา สำหรับส่งน้ำให้พื้นที่นาลงมาจรดทะเล รวมพื้นที่กว่า 4.5 ล้านไร่
.
รวมถึงต้องมีระบบคลองส่งน้ำทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งซ้ายคือคลองชัยนาท-ป่าสัก และคลองชัยนาท-อยุธยา ฝั่งขวาใช้แม่น้ำธรรมชาติ 2 สาย คือ แม่น้ำสุพรรณ หรือแม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำน้อย สาขาหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา
.
ไฮเดประเมินว่าต้องใช้งบประมาณมากถึง 47 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเงินที่สูงมากในเวลานั้น หรือถ้าลดขนาดโครงการลง อาจจะอยู่ที่ประมาณ 28 ล้านบาท ในระยะเวลาดำเนินงาน 12 ปี เขาเชื่อว่าประโยชน์ที่จะได้รับนั้นคุ้มค่ามาก เพราะจะทำให้ปลูกข้าวได้ผลผลิตอย่างสม่ำเสมอ ทำนาได้ตลอดทั้งปี มีพื้นที่นาเพิ่มขึ้น และเส้นทางคมนาคมก็สะดวกขึ้นด้วย
.
อย่างไรก็ตาม โครงการของไฮเดไม่ผ่านการพิจารณาจากรัฐบาล ปัจจัยหลักเพราะเงินลงทุนสูงเกินไป และรัฐบาลไม่มั่นใจในผลประโยชน์ที่จะได้รับ สิ่งที่พอจะดำเนินการได้จึงมีเพียงการขุดซ่อมคลองเก่า ๆ เท่านั้น
.
อีกประเด็นที่รัฐบาลกังวลคือ โครงการของไฮเดเป็นระบบชลประทานแบบไม่จำกัดที่ดิน คือสร้างคลองส่งน้ำแล้วปล่อยให้น้ำท่วมที่ดิน จากนั้นจึงขุดคูคลองระบายน้ำไปตามทิศทางการไหลของน้ำตามธรรมชาติ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาคลองตื้นเขินอีก แม้วิธีนี้จะถูกต้องตามทฤษฎี แต่รัฐบาลเกรงว่าจะทำให้ที่ดินสำหรับเพาะปลูกเพิ่มขึ้นเร็วเกินไป จนอาจส่งผลต่อการควบคุมคนที่เคลื่อนย้ายไปตั้งหลักแหล่ง
.
อีกเหตุผลที่รัฐบาลไม่สามารถทุ่มเทพัฒนาชลประทานได้อย่างเต็มที่ เพราะขณะนั้นต้องให้ความสำคัญกับการสร้าง “ทางรถไฟ” ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่ก็มีความจำเป็นในด้านการเมืองและยุทธศาสตร์มากกว่านั่นเอง
.
💠 ยุคแรกกรมคลอง สู่ “กรมชลประทาน”
.
แม้โครงการจะไม่ผ่านการพิจารณา แต่รัฐบาลได้ตั้ง “กรมคลอง” ขึ้นโดยให้ไฮเดดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหรือ “เจ้ากรมคลอง” คนแรกเมื่อ พ.ศ. 2447 ภาระงานหลัก ๆ คือการขุดซ่อมคลอง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามีส่วนส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากพอสมควร แม้ไม่ถึงกับพลิกชีวิตชาวนา แต่ก็เหมาะสมสำหรับสถานการณ์ขณะนั้น งานของกรมคลองในยุคไฮเด มีดังนี้
.
1. โครงการขุดซ่อมคลองเก่าฝั่งตะวันตก ได้แก่ คลองภาษีเจริญและดำเนินสะดวก จัดสร้างประตูน้ำ เพื่อประโยชน์ด้านคมนาคม ทำให้การติดต่อระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำลำคลองในฤดูแล้งสะดวกขึ้น
.
2. โครงการขุดซ่อมคลองในกรุงเทพฯ ได้แก่ คลองราชดำริ และคลองไผ่สิงห์โต เพื่อส่งน้ำแก่ฟาร์มเลี้ยงไหมที่รัฐบาลตั้งขึ้น
.
3. โครงการเล็กฝั่งตะวันออก ขุดซ่อมและสร้างประตูน้ำสำหรับเรือสัญจรที่ปลายคลองสำคัญ ๆ ในที่ราบฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ได้แก่ คลองแสนแสบ คลองบางขนาก คลองท่าไข่ คลองประเวศ คลองสำโรง และคลองบาง

(ปัจจุบันคือ คลองด่าน)
.
จุดมุ่งหมายของโครงการคือ เพื่อช่วยระบายน้ำให้แก่นาข้าวในบริเวณดังกล่าวอย่างเหมาะสม ช่วยการคมนาคมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะกง และเพื่อกันไม่ให้น้ำเค็มไหลเข้าพื้นที่ได้สะดวก จะเห็นว่าเป้าหมายในภารกิจกรมคลองยุคแรกจะเน้นที่การคมนาคมขนส่ง มากกว่าชลประทานเพื่อประโยชน์ในด้านเกษตรกรรม
.
นอกจากการขุดคลองแล้ว กรมคลองยังมีงานอื่นอีก เช่น งานสำรวจระดับน้ำสำหรับขุดซ่อมคลองและสร้างประตูน้ำ การสำรวจเพื่อวางโครงการชลประทานโครงการใหม่ ๆ ในหลายพื้นที่ และงานพิเศษอีกงานหนึ่งคือ การจัดทำน้ำประปาสำหรับพระนคร ซึ่งเริ่มใน พ.ศ. 2451 โดยกรมคลองทำหน้าที่ขุดคลองบางหลวงเป็นคลองเก็บกักน้ำ แล้วขุดคลองส่งน้ำต่อมายังคลองสามเสน และซื้อเครื่องจักรหลายเครื่องสำหรับใช้ขุดซ่อมคลอง
.
ไฮเดดำรงตำแหน่งเจ้ากรมคลองอยู่ 7 ปี ก่อนมีหนังสือกราบบังคมทูลลาออกจากราชการ แล้วกลับไปชวาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2452 เป็นอันสิ้นสุดบทบาทและภารกิจเจ้ากรมคลองคนแรกของสยาม
.
แม้ “โครงการใหญ่” ที่ไฮเดเสนอและผลักดันมาแต่แรกจะถูกพับเก็บไว้ แต่เขาก็มีบทบาทวางรากฐานการปฏิบัติงานของกรมคลองมากมาย ซึ่งต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กรมชลประทาน” และยังใช้ระบบงานที่พัฒนาและต่อยอดจากพื้นฐานที่ไฮเดสร้างไว้นั่นเอง
.
คุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่ “นายช่างไฮเด” ฝากไว้บนแผ่นดินสยาม ไม่เพียงแต่วางรากฐานความมั่นคงให้กรมชลประทานไทย แต่ยังเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นถึงจุดร่วมอันลึกซึ้งของสองดินแดน นั่นคือการเป็นชนชาติที่ผูกพันกับสายน้ำอย่างแยกไม่ออก
.
หากเรื่องราวของนายช่างไฮเดทำให้คุณประทับใจในความเชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำของชาวดัตช์ การได้ไปเยือนกรุงอัมสเตอร์ดัมเพื่อสัมผัสสิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่า เพราะเมืองแห่งนี้คือข้อพิสูจน์ว่าผู้คนอยู่ร่วมกับสายน้ำได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนได้รับการยกย่องให้เป็น “เวนิสแห่งทิศเหนือ” ที่โดดเด่นด้วยโครงข่ายคูคลองและสถาปัตยกรรมที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างอัศจรรย์
.
เรื่อง : ธนกฤต ก้องเวหา
ตามรอย"นายช่างไฮเด"! บุกเบิกงานชลประทานไทย?
.
ลักษณะร่วมระหว่างไทยกับเนเธอร์แลนด์อย่างหนึ่งคือ การเป็นดินแดนที่ผู้คนอยู่ร่วมกับสายน้ำ ความเชื่อมโยงดังกล่าวมามีปฏิสัมพันธ์กันอย่างเป็นทางการในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อสยามเร่งพัฒนาการบริหารจัดการน้ำ โดยมี “นายช่างไฮเด” วิศวกรชาวดัตช์ เป็นมันสมองในภารกิจนี้
.
💠 รากฐานความก้าวหน้าด้านการจัดการน้ำของดัตช์
.
ประเทศเนเธอร์แลนด์ (Netherlands) หรือที่ในอดีตคนไทยเรียกว่า “ฮอลันดา” เป็นดินแดนของชาวดัตช์ ตั้งอยู่บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของภาคพื้นทวีปยุโรป ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม พื้นที่ประมาณ 1 ใน 4 อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เป็นที่มาของชื่อประเทศที่มีรากศัพท์จากคำว่า Neder รวมกับ Land หมายถึง “แผ่นดินต่ำ”
.
ผืนดินที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล บวกกับเป็นดินแดนปากแม่น้ำของลำน้ำหลายสาย และปริมาณฝนเฉลี่ย 700-900 มิลลิเมตรต่อปี (ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับลุ่มน้ำภาคกลางของไทย ซึ่งอยู่ในเขตมรสุม และฝนตกชุก มีปริมาณฝนอยู่ที่ 1,000-1,200 มิลลิเมตรต่อปี) ดังนั้น พอถึงช่วงน้ำหลาก เนเธอร์แลนด์จึงเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วมจากน้ำเอ่อล้นตลิ่ง น้ำทะเลหนุนสูง และภัยจากคลื่นพายุ
.
ถือได้ว่าเนเธอร์แลนด์จัดอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภูมิศาสตร์ของดินแดนแผ่นดินต่ำจึงเปราะบางต่อภัยพิบัติทางน้ำไม่ต่างจากไทย
.
ด้วยเหตุนี้เอง ชาวดัตช์จึงต้องต่อสู้กับวิกฤตการณ์น้ำท่วมอย่างต่อเนื่องตลอดประวัติศาสตร์ เป็นที่มาของภูมิปัญญาและวิทยาการด้านวิศวกรรมเกี่ยวเนื่องกับน้ำหลากหลายแขนง
.
ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมป้องกันไม่ให้แผ่นดินจมสู่บาดาล อย่างการสร้างเขื่อนกั้นทะเลยาวตลอดชายฝั่ง และจัดการพื้นที่ที่น้ำทะเลเคยท่วมให้เป็นแผ่นดินใหม่ เรียกว่า โพลเดอร์ (Polder) รวมถึงสร้างคันดิน ประตูน้ำ ทุ่งปศุสัตว์สำหรับหน่วงน้ำ หรือเป็นพื้นที่รองรับน้ำท่วม ระบบชลประทานเหล่านี้ทำให้ชาวดัตช์สามารถพลิกผืนดินได้มากถึงร้อยละ 66 จนสามารถทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
ด้วยชื่อเสียงการจัดการน้ำของชาวดัตช์ซึ่งเป็นที่รับรู้มาอย่างยาวนานนี้เอง ทำให้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่เริ่มมีโครงการบริหารจัดการน้ำแบบสมัยใหม่ จึงได้ไว้วางใจให้ชาวดัตช์เข้ามากำกับดูแล
.
💠 “โครงการรังสิต” ระบบชลประทานขนาดใหญ่โครงการแรก
.
ก่อนที่ชาวดัตช์จะได้เข้ามามีบทบาทด้านชลประทานของสยาม ในสมัยรัชกาลที่ 5 เคยมีโครงการบริหารจัดการน้ำมาก่อนแล้ว นั่นคือ “โครงการรังสิต”
.
โครงการนี้ดำเนินงานโดย บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม ที่ได้สัมปทานจากรัฐบาล สร้างระบบคลองในฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เขตเมืองปทุมธานี บริเวณทุ่งหลวง หรือทุ่งรังสิต เชื่อมกับแม่น้ำนครนายก ด้วยระบบคลองแบบตาข่าย มีประตูน้ำและทำนบสำหรับควบคุม กักเก็บ ส่งน้ำ และระบายน้ำ ผลตอบแทนที่บริษัทฯ ได้คือกรรมสิทธิ์ที่ดินสองฝั่งคลอง ส่วนรัฐบาลได้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทฯ ร้อยละ 20
.
โครงการรังสิตเป็นที่คาดหวังว่าจะแก้ปัญหาน้ำสำหรับการเพาะปลูกอย่างสมบูรณ์ คือทั้งช่วยรักษาและเพิ่มผลผลิตข้าว รวมถึงเป็นแบบอย่างสำหรับโครงการในแหล่งปลูกข้าวอื่น ๆ ทั่วที่ราบภาคกลาง เริ่มขุดคลองเมื่อ พ.ศ. 2433 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2440 แต่ไม่กี่ปีต่อมา ก็พบว่าโครงการไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้
.
ในแง่หนึ่ง โครงการรังสิตประสบความสำเร็จด้านการจัดสรรที่ดินปลูกข้าว เพราะบริษัทฯ ขายที่ดินทำรายได้อย่างงาม แต่ประโยชน์ด้านชลประทานกลับต่ำกว่าที่คาดไว้มาก เนื่องจากคลองไม่สามารถกักเก็บและส่งน้ำได้อย่างเพียงพอเหมาะสม และคลองก็ตื้นเขินอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการวางระบบคลองยังขาดความรู้และเทคนิค
.
💠 “นายช่างไฮเด” วางระบบชลประทานสยาม
.
หลังจากรัฐบาลเห็นปัญญาจากโครงการรังสิต ใน พ.ศ. 2442 พระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ ออกไปตรวจคลองรังสิตแล้วกลับมากราบบังคมทูลรัชกาลที่ 5 ว่า ควรจ้างวิศวกรชลประทานจากต่างประเทศมาเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาล
.
นายซี รีเว็ต คาร์แน็ค (C. Rivett Carnac) ชาวอังกฤษ ที่ปรึกษาการคลังของรัฐบาล เป็นอีกคนที่เสนอว่า ควรจ้างวิศวกรชลประทาน เขาแนะนำให้เลือกชาวอังกฤษที่ทำงานให้รัฐบาลอินเดีย (อาณานิคมของอังกฤษ) เพราะมีประสบการณ์ทำงานในดินแดนตะวันออก รวมถึงเสนอให้จัดตั้งกรมคลองเพื่อดำเนินงานพัฒนาด้านชลประทานโดยเฉพาะ เพราะรัฐควรมีบทบาทแทนบริษัทเอกชน เนื่องจากเป็นงานพัฒนาในระยะยาว
.
รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นชอบในประเด็นข้างต้น แต่ทรงเห็นว่าควรจ้างวิศวกรชาวดัตช์ ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านชลประทานมากกว่า อีกเหตุผลคือ ทรงเกรงว่าหากจ้างชาวอังกฤษมาเพิ่ม พวกเขาจะมีอิทธิพลในสยามมากเกินไป เพราะมีชาวอังกฤษมารับราชการอยู่มากแล้ว
.
รัฐบาลจึงเสาะหาวิศวกรชาวดัตช์จนได้บรรลุสัญญากับ นายเจ. โฮมาน ฟาน เดอร์ ไฮเด (J. Homan Van der Heide) วิศวกรจากบริษัท Waterstaat of Netherlands India ของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในชวา (ประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน) สัญญาจ้างฉบับแรกเป็นระยะสั้น 3 เดือน กำหนดความรับผิดชอบคือ
.
1) ให้คำแนะนำแก่รัฐบาลในปัญหาเกี่ยวกับชลประทาน 2) ใช้ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์มารับใช้รัฐบาลเกี่ยวกับการจัดตั้งกรมขุดคลอง 3) ตรวจสภาพบ้านเมือง ทำรายงานโครงการก่อสร้างระบบชลประทานสำหรับเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง พร้อมคำนวณค่าใช้จ่ายสำหรับการก่อสร้าง และ 4) เป็นผู้ดูแลการดำเนินงานตามโครงการที่รัฐบาลจัดทำขึ้น
.
ไฮเดมาถึงสยามในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2445 แล้วเริ่มงานในฐานะที่ปรึกษาด้านชลประทานของรัฐบาลทันที แต่ระยะสัญญาแรกยังไม่เพียงพอ จึงขยายสัญญาเพิ่ม โดยเขาใช้เวลา 8 เดือนลงพื้นที่สำรวจผืนดิน แหล่งน้ำ และเกษตรกรรมในเขตลุ่มน้ำต่าง ๆ ทั่วภาคกลาง พบว่าคลองบริเวณนี้มักขุดตามแนวขวางระหว่างแม่น้ำสองสาย เพื่อให้เชื่อมถึงกัน และส่งน้ำเข้าสู่นาข้าวที่อยู่ลึกเข้าไป มีคลองซอยเล็ก ๆ เป็นตาข่ายให้น้ำไหลทั่วถึงกันตลอด
.
ไฮเดชี้ว่า วิธีดังกล่าวเป็นระบบชลประทานขั้นต้นเท่านั้น แต่ในทัศนะของเขามองว่าประสิทธิภาพการทดน้ำยังไม่เพียงพอ
.
วิศวกรชาวดัตช์เห็นว่า คลองที่ขุดอยู่ก่อนแล้วไม่ได้ให้ประโยชน์สูงสุดทั้งในเรื่องการเก็บกัก ส่งน้ำ และระบายน้ำ เพราะคลองขุดสมัยก่อนมักใช้เพื่อคมนาคมขนส่งเป็นหลัก ส่วนการบุกเบิกที่ดินใหม่ ๆ สำหรับทำนาเป็นเพียงผลพลอยได้ แต่คลองในโครงการรังสิตเป็นข้อยกเว้น เนื่องจากมีประตูน้ำควบคุม ผืนนารอบคลองจึงสมบูรณ์กว่า แต่ประโยชน์ด้านชลประทานก็ยังไม่ยั่งยืนเท่าการคมนาคมขนส่ง
.
ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2445 ไฮเดนำเสนอรายงานต่อเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ มีรายละเอียดคือ แผนโครงการชลประทานในเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เรียกว่า รายงานโครงการทดน้ำไขน้ำแห่งลาดแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง หรือ “โครงการใหญ่” ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำตั้งแต่ชัยนาทลงมาจนถึงอ่าวไทย
.
ลักษณะงานคือใช้วิธีการทดน้ำและส่งน้ำเข้าระบบคลอง คล้ายระบบเหมืองฝาย สร้างเขื่อนทดน้ำในแม่น้ำสายใหญ่ แล้วจึงขุดคลองส่งน้ำจากแม่น้ำนั้นไปตามระดับความสูงของพื้นที่ โดยต้องสร้างเขื่อนที่ชัยนาท หรือ “สกีมชัยนาท” เขื่อนทดน้ำบนแม่น้ำเจ้าพระยา สำหรับส่งน้ำให้พื้นที่นาลงมาจรดทะเล รวมพื้นที่กว่า 4.5 ล้านไร่
.
รวมถึงต้องมีระบบคลองส่งน้ำทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งซ้ายคือคลองชัยนาท-ป่าสัก และคลองชัยนาท-อยุธยา ฝั่งขวาใช้แม่น้ำธรรมชาติ 2 สาย คือ แม่น้ำสุพรรณ หรือแม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำน้อย สาขาหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา
.
ไฮเดประเมินว่าต้องใช้งบประมาณมากถึง 47 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเงินที่สูงมากในเวลานั้น หรือถ้าลดขนาดโครงการลง อาจจะอยู่ที่ประมาณ 28 ล้านบาท ในระยะเวลาดำเนินงาน 12 ปี เขาเชื่อว่าประโยชน์ที่จะได้รับนั้นคุ้มค่ามาก เพราะจะทำให้ปลูกข้าวได้ผลผลิตอย่างสม่ำเสมอ ทำนาได้ตลอดทั้งปี มีพื้นที่นาเพิ่มขึ้น และเส้นทางคมนาคมก็สะดวกขึ้นด้วย
.
อย่างไรก็ตาม โครงการของไฮเดไม่ผ่านการพิจารณาจากรัฐบาล ปัจจัยหลักเพราะเงินลงทุนสูงเกินไป และรัฐบาลไม่มั่นใจในผลประโยชน์ที่จะได้รับ สิ่งที่พอจะดำเนินการได้จึงมีเพียงการขุดซ่อมคลองเก่า ๆ เท่านั้น
.
อีกประเด็นที่รัฐบาลกังวลคือ โครงการของไฮเดเป็นระบบชลประทานแบบไม่จำกัดที่ดิน คือสร้างคลองส่งน้ำแล้วปล่อยให้น้ำท่วมที่ดิน จากนั้นจึงขุดคูคลองระบายน้ำไปตามทิศทางการไหลของน้ำตามธรรมชาติ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาคลองตื้นเขินอีก แม้วิธีนี้จะถูกต้องตามทฤษฎี แต่รัฐบาลเกรงว่าจะทำให้ที่ดินสำหรับเพาะปลูกเพิ่มขึ้นเร็วเกินไป จนอาจส่งผลต่อการควบคุมคนที่เคลื่อนย้ายไปตั้งหลักแหล่ง
.
อีกเหตุผลที่รัฐบาลไม่สามารถทุ่มเทพัฒนาชลประทานได้อย่างเต็มที่ เพราะขณะนั้นต้องให้ความสำคัญกับการสร้าง “ทางรถไฟ” ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่ก็มีความจำเป็นในด้านการเมืองและยุทธศาสตร์มากกว่านั่นเอง
.
💠 ยุคแรกกรมคลอง สู่ “กรมชลประทาน”
.
แม้โครงการจะไม่ผ่านการพิจารณา แต่รัฐบาลได้ตั้ง “กรมคลอง” ขึ้นโดยให้ไฮเดดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหรือ “เจ้ากรมคลอง” คนแรกเมื่อ พ.ศ. 2447 ภาระงานหลัก ๆ คือการขุดซ่อมคลอง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามีส่วนส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากพอสมควร แม้ไม่ถึงกับพลิกชีวิตชาวนา แต่ก็เหมาะสมสำหรับสถานการณ์ขณะนั้น งานของกรมคลองในยุคไฮเด มีดังนี้
.
1. โครงการขุดซ่อมคลองเก่าฝั่งตะวันตก ได้แก่ คลองภาษีเจริญและดำเนินสะดวก จัดสร้างประตูน้ำ เพื่อประโยชน์ด้านคมนาคม ทำให้การติดต่อระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำลำคลองในฤดูแล้งสะดวกขึ้น
.
2. โครงการขุดซ่อมคลองในกรุงเทพฯ ได้แก่ คลองราชดำริ และคลองไผ่สิงห์โต เพื่อส่งน้ำแก่ฟาร์มเลี้ยงไหมที่รัฐบาลตั้งขึ้น
.
3. โครงการเล็กฝั่งตะวันออก ขุดซ่อมและสร้างประตูน้ำสำหรับเรือสัญจรที่ปลายคลองสำคัญ ๆ ในที่ราบฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ได้แก่ คลองแสนแสบ คลองบางขนาก คลองท่าไข่ คลองประเวศ คลองสำโรง และคลองบาง
.
จุดมุ่งหมายของโครงการคือ เพื่อช่วยระบายน้ำให้แก่นาข้าวในบริเวณดังกล่าวอย่างเหมาะสม ช่วยการคมนาคมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะกง และเพื่อกันไม่ให้น้ำเค็มไหลเข้าพื้นที่ได้สะดวก จะเห็นว่าเป้าหมายในภารกิจกรมคลองยุคแรกจะเน้นที่การคมนาคมขนส่ง มากกว่าชลประทานเพื่อประโยชน์ในด้านเกษตรกรรม
.
นอกจากการขุดคลองแล้ว กรมคลองยังมีงานอื่นอีก เช่น งานสำรวจระดับน้ำสำหรับขุดซ่อมคลองและสร้างประตูน้ำ การสำรวจเพื่อวางโครงการชลประทานโครงการใหม่ ๆ ในหลายพื้นที่ และงานพิเศษอีกงานหนึ่งคือ การจัดทำน้ำประปาสำหรับพระนคร ซึ่งเริ่มใน พ.ศ. 2451 โดยกรมคลองทำหน้าที่ขุดคลองบางหลวงเป็นคลองเก็บกักน้ำ แล้วขุดคลองส่งน้ำต่อมายังคลองสามเสน และซื้อเครื่องจักรหลายเครื่องสำหรับใช้ขุดซ่อมคลอง
.
ไฮเดดำรงตำแหน่งเจ้ากรมคลองอยู่ 7 ปี ก่อนมีหนังสือกราบบังคมทูลลาออกจากราชการ แล้วกลับไปชวาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2452 เป็นอันสิ้นสุดบทบาทและภารกิจเจ้ากรมคลองคนแรกของสยาม
.
แม้ “โครงการใหญ่” ที่ไฮเดเสนอและผลักดันมาแต่แรกจะถูกพับเก็บไว้ แต่เขาก็มีบทบาทวางรากฐานการปฏิบัติงานของกรมคลองมากมาย ซึ่งต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กรมชลประทาน” และยังใช้ระบบงานที่พัฒนาและต่อยอดจากพื้นฐานที่ไฮเดสร้างไว้นั่นเอง
.
คุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่ “นายช่างไฮเด” ฝากไว้บนแผ่นดินสยาม ไม่เพียงแต่วางรากฐานความมั่นคงให้กรมชลประทานไทย แต่ยังเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นถึงจุดร่วมอันลึกซึ้งของสองดินแดน นั่นคือการเป็นชนชาติที่ผูกพันกับสายน้ำอย่างแยกไม่ออก
.
หากเรื่องราวของนายช่างไฮเดทำให้คุณประทับใจในความเชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำของชาวดัตช์ การได้ไปเยือนกรุงอัมสเตอร์ดัมเพื่อสัมผัสสิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่า เพราะเมืองแห่งนี้คือข้อพิสูจน์ว่าผู้คนอยู่ร่วมกับสายน้ำได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนได้รับการยกย่องให้เป็น “เวนิสแห่งทิศเหนือ” ที่โดดเด่นด้วยโครงข่ายคูคลองและสถาปัตยกรรมที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างอัศจรรย์
.
เรื่อง : ธนกฤต ก้องเวหา