Duty Free ขาเข้า…ยกเลิกก็เสีย กลับมาก็โดน

จากกระทู้เดิมที่มีผู้สนใจเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันพอสมควร วันนี้ จึงมาพูดต่อกับอีกมุมมองกัน
https://pantip.com/topic/44200939

มีอีกมุมหนึ่งของเรื่อง Duty Free ขาเข้าที่น่าสนใจมากเพราะในปัจจุบันเหมือนภาครัฐจะเพ่งตาสว่างว่า การยกเลิกดิวตี้ฟรีขาเข้า ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการซื้อของภายในประเทศ แถมตัวเลขยังลดลงอีกต่างหาก  วันนี้ลองมามองมุมที่อาจไม่ได้ถูกพูดถึงมากนัก นั่นคือ  คนที่อยู่ตรงกลางอย่างผู้ประกอบการ
 
เพราะถ้ามองดี ๆ ธุรกิจ Duty Free ตอนนี้เหมือนจะอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่า “โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง”
ตอนมี Duty Free ก็มีคนตั้งคำถามเรื่องสัมปทาน เรื่องผลประโยชน์ และบางครั้งก็ถูกมองว่าเป็นธุรกิจที่มี “เด็กเส้น” หรือมีผู้ได้ประโยชน์อยู่ไม่กี่ราย ทั้งที่มีการประมูลทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย  พอมีนโยบายยกเลิก Duty Free ขาเข้า ผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัว ต้องยุติการดำเนินงานตามนโยบาย ต้องรับต้นทุนจากการเปลี่ยนแปลง และต้องจัดการกับสิ่งที่ลงทุนไปแล้ว
แต่พอวันนี้เริ่มมีแนวคิดว่าจะนำ Duty Free ขาเข้ากลับมาอีกครั้ง ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการจะกลับมาเปิดร้านแล้วขายของต่อได้ทันทีเหมือนกดสวิตช์ การกลับมาใหม่ก็ต้องมีต้นทุนอีกครั้ง ทั้งการลงทุน การก่อสร้างร้านค้า ระบบ พนักงาน สินค้า การบริหารพื้นที่ และการวางแผนธุรกิจ พูดง่าย ๆ คือ
**ตอนยกเลิกก็มีต้นทุน ตอนกลับมาก็ต้องลงทุนใหม่**

 
แต่เพราะเมื่อมองจากตัวเลขและสถานการณ์เศรษฐกิจในวันนี้ เราควรเพิ่มช่องทางที่ทำให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสใช้เงินในประเทศไทย มากกว่าการลดช่องทางการใช้จ่ายลงตัวเลขรายได้ของ AOT ที่หายไปจาก Duty Free ขาเข้าประมาณ 140–143 ล้านบาทต่อเดือน หรือราว 1,700 ล้านบาทต่อปี เป็นตัวเลขที่ไม่ควรมองข้ามและถ้าการยกเลิกทำให้เกิดการใช้จ่ายในร้านค้าภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ก็ต้องมีตัวเลขมาพิสูจน์ว่าเงินก้อนนั้นถูกย้ายไปอยู่ตรงไหน
แต่ถ้าเราไม่ได้เห็นการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามสมมติฐาน ในขณะที่รายได้จากช่องทางเดิมหายไปอย่างชัดเจน คำถามก็ต้องกลับมาที่เดิมว่า แล้วเรายกเลิกไปเพื่ออะไร?
 
โดยเฉพาะในช่วงที่นักท่องเที่ยวไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด และเศรษฐกิจไทยเองก็ต้องการแรงกระตุ้นจากการใช้จ่ายและการท่องเที่ยว เวลานี้เราไม่ควรคิดแค่ว่า “นักท่องเที่ยวจะซื้อของที่ไหน”แต่ควรคิดว่า
“ทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวควักเงินออกจากกระเป๋าในประเทศไทยให้มากที่สุด”ถ้าเขาจะซื้อของอยู่แล้ว ทำไมเราไม่ทำให้เขาซื้อในประเทศไทย? ถ้าเขามีงบ Shopping อยู่แล้ว ทำไมเราไม่สร้างช่องทางให้เงินก้อนนั้นไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยมากที่สุด? และถ้าจะกลับมาเปิด Duty Free ขาเข้าอีกครั้ง ก็ไม่จำเป็นต้องกลับมาในรูปแบบเดิมทั้งหมด
เราสามารถใช้โอกาสนี้ออกแบบใหม่ได้เลย
·      เพิ่มสินค้าไทย
·      เพิ่มแบรนด์ไทย
·      เพิ่มสินค้า Local
·      เพิ่มของฝากจากจังหวัดต่าง ๆ
·      เพิ่ม SME และผู้ประกอบการไทย
·      ทำ Gift Set ที่นักท่องเที่ยวซื้อแล้วรู้สึกว่า “นี่คือของจากประเทศไทย”
แบบนี้ Duty Free ก็ไม่ได้เป็นแค่ร้านขายของปลอดภาษีอีกต่อไป แต่มันสามารถกลายเป็น หน้าร้านประเทศไทยตั้งแต่นักท่องเที่ยวก้าวลงจากเครื่อง

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การมี Duty Free ขาเข้าไม่ได้หมายความว่านักท่องเที่ยวจะหยุดใช้จ่ายในประเทศ ตรงกันข้าม หากสินค้าและบริการในประเทศมีคุณภาพ มีความน่าสนใจ และมีสิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องการจริง คนก็ยังพร้อมที่จะออกไปจับจ่ายใช้สอยต่ออยู่ดี ตัวอย่างง่ายๆ ก็สนามบินต่างประเทศหลายแห่ง เช่น สนามบินนาริตะ (Narita) ของญี่ปุ่น หรือ สนามบินนานาชาติฮ่องกงที่ไช่แลปก๊อก (Chek Lap Kok) ซึ่งต่างก็มีร้านค้าปลอดภาษีและร้านค้าภายในสนามบินจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้คนหยุดช้อปปิ้งในประเทศ เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้าสินค้าดี มีคุณภาพ มีเอกลักษณ์ และสร้างประสบการณ์ที่น่าสนใจ นักท่องเที่ยวก็ยังเลือกควักเงินซื้ออยู่ดี ดังนั้นโจทย์อาจไม่ใช่การเลือกว่าจะให้เงินนักท่องเที่ยวไหลไปที่ Duty Free หรือร้านค้าในประเทศเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือการทำอย่างไรให้ทั้งสองช่องทางช่วยกันสร้างการใช้จ่ายและดึงเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยให้ได้มากที่สุด

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ นโยบายเศรษฐกิจไม่ควรเป็นแบบลักปิดลักเปิด วันนี้เปิด พรุ่งนี้ยกเลิก อีกวันกลับมาพิจารณาเปิดใหม่ เพราะทุกครั้งที่นโยบายเปลี่ยนไม่ได้มีแค่ต้นทุนของรัฐหรือ AOT แต่มีต้นทุนของผู้ประกอบการ นักลงทุน พนักงาน และระบบธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย ธุรกิจต้องใช้เวลาในการวางแผนและลงทุน ไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางได้ทุกครั้งที่นโยบายเปลี่ยน และในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังต้องการความเชื่อมั่น การมีนโยบายที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ยิ่งทำให้เอกชนวางแผนยากและอาจทำให้คนที่กำลังจะลงทุนต้องคิดหนักขึ้นกว่าเดิม ถ้าจะเปิดก็ควรเปิดให้ชัด วางกติกาให้ชัด และเดินนโยบายให้ต่อเนื่อง เพราะสิ่งที่เศรษฐกิจต้องการไม่ใช่แค่การตัดสินใจว่า “เปิดหรือปิด” แต่คือความมั่นใจว่า กติกาจะไม่เปลี่ยนไปมาอีกในเวลาไม่นาน
 
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ประเทศไทยควรคิดในวันที่นักท่องเที่ยวไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่ต้องการ และเศรษฐกิจก็ยังต้องการแรงส่ง คือเราไม่ควรปิดช่องทางการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวโดยหวังว่าเงินจะไหลไปช่องทางอื่นเอง ถ้ามีช่องทางหนึ่งที่นักท่องเที่ยวคุ้นเคย สะดวก และพร้อมควักเงินอยู่แล้ว ก็ทำให้มันเกิดประโยชน์กับประเทศให้มากที่สุดดีกว่า
 
เอา Duty Free กลับมาแล้วผู้ประกอบการจะได้ประโยชน์ไหม?
 
แต่ต้องถามต่อว่า ในวันที่นักท่องเที่ยวลดลงและกำลังซื้อไม่ได้แข็งแรงเหมือนเดิม ธุรกิจนี้ยังมีศักยภาพแค่ไหน?
เพราะต่อให้เปิดร้านกลับมา ก็ไม่ได้แปลว่านักท่องเที่ยวจะเดินเข้ามาซื้อของเหมือนเดิมทุกคน
และนี่แหละที่ทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนกว่าการมองว่า **“เอากลับมา = ผู้ประกอบการได้ประโยชน์”
จริง ๆ แล้วผู้ประกอบการเองก็ต้องรับความเสี่ยงทางธุรกิจเต็ม ๆ ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจ Duty Free ยังมีภาพจำเรื่องสัมปทานและการแข่งขันที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะเดินหน้า ยกเลิก หรือกลับมาเปิดใหม่ ก็มีโอกาสถูกตั้งคำถามทั้งนั้น
 
เพราะสุดท้ายแล้ว…คนที่ทำธุรกิจไม่ได้อยากเปลี่ยนนโยบายทุกปี เขาแค่อยากรู้ว่า กติกาของเกมคืออะไร และพรุ่งนี้กติกาจะยังเหมือนเดิมหรือเปล่าก็คงต้องฝากไว้ให้คิดกันสักนิดนึงจะได้ไม่เหนื่อยกันทุกภาคส่วน

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่