เมื่อรายได้ลดลง แต่ค่าครองชีพยังเดินหน้าขึ้นเรื่อย ๆ คำถามสำคัญคือ…คนไทยกำลัง “ทำงานหนักขึ้น” เพื่อแลกกับเงินที่ซื้อของได้น้อยลงหรือเปล่า?
ตัวเลขล่าสุดจาก
สภาพัฒน์ฯ กำลังส่งสัญญาณที่น่าจับตามอง เพราะภาพเศรษฐกิจในไตรมาส 2/2569 ไม่ได้สะท้อนเพียงเรื่อง “เงินเดือนลดลง” เท่านั้น แต่ยังมีทั้งคนตกงานเพิ่ม รายได้หดตัว กิจการเลิกมากขึ้น และคนจำนวนไม่น้อยต้องทำงานหนักกว่าเดิมเพื่อประคองชีวิต.
เงินเดือนเฉลี่ยลดลง แต่ของแพงขึ้น
ค่าจ้างเฉลี่ยของคนไทยในไตรมาส 2/2569 ลดลงมาอยู่ที่
15,937 บาทต่อคนต่อเดือน หรือลดลง 0.25%
แต่ถ้าแยกดูจะพบว่า กลุ่มที่เจ็บหนักคือ
ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยเหลือ
16,059 บาทต่อเดือน ลดลงถึง 1.96%
ขณะที่ลูกจ้างในระบบยังพอมีข่าวดีอยู่บ้าง เพราะค่าจ้างเฉลี่ยขยับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่
15,853 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 0.90%
ฟังดูเหมือนตัวเลขไม่ได้รุนแรงมาก…
แต่ปัญหาคือ
เงินเฟ้อกำลังเดินสวนทางกับรายได้
เมื่อเงินเฟ้อไตรมาส 2 อยู่ที่ 2.70% เมื่อนำมาคำนวณกับค่าจ้างแล้วพบว่า
“ค่าจ้างที่แท้จริง” ติดลบถึง 2.88%
พูดง่าย ๆ คือ
ได้เงินเท่าเดิมหรือลดลงเล็กน้อย แต่เงินจำนวนเท่าเดิมกลับซื้อของได้น้อยกว่าเดิม
นี่ต่างหากที่น่ากังวล เพราะสิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ตัวเลขในสลิปเงินเดือน แต่คือ
กำลังซื้อของคนไทย
4 แสนคน…กลายเป็นคนว่างงาน อีกหนึ่งตัวเลขที่สะดุดตาคือ จำนวนผู้ว่างงานในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ
4 แสนคน เพิ่มขึ้น 9.7% และคิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.95%
ที่น่าสนใจคือ กลุ่มคนที่
“เคยทำงานมาก่อน” แต่ต้องออกจากงาน เพิ่มขึ้นถึง 71,000 คน
และเกือบครึ่งหนึ่งของกลุ่มนี้เป็นการ
ลาออกเอง โดยพบมากในธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีก และภาคการผลิต
ส่วนแรงงานที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษายังคงเป็นกลุ่มที่มีอัตราการว่างงานสูงสุด อยู่ที่
1.70%
จึงเกิดคำถามที่น่าสนใจว่า…
วันนี้การมีวุฒิการศึกษาสูง ยังเพียงพอที่จะการันตีความมั่นคงในการทำงานอยู่หรือไม่?
ธุรกิจเองก็ไม่ได้แข็งแรงอย่างที่คิด
ตัวเลขอีกชุดที่น่าจับตาคือ ผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคมเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ
2.9 แสนคน
ขณะเดียวกัน ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มีการแจ้งเลิกกิจการถึง
7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.5%
นั่นหมายความว่า ภาพของคนตกงานไม่ได้เกิดขึ้นแบบโดด ๆ แต่กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางภาคธุรกิจที่บางส่วนกำลังลดขนาด ปิดกิจการ หรือไม่สามารถรักษาระดับการจ้างงานเดิมไว้ได้
และยังมีอีกกลุ่มที่น่าห่วงไม่แพ้กัน…นั่นคือ
“ผู้เสมือนว่างงาน”
คนกลุ่มนี้ยังมีงานทำ แต่ทำงานน้อยกว่าที่ควร โดยมีจำนวนสูงถึง
2.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.0%
เรียกได้ว่า
ยังมีงาน…แต่รายได้อาจไม่พอ ทำงานมากขึ้น เพื่อให้มีเงินพอใช้
เรื่องที่น่าสนใจที่สุดอาจอยู่ตรงนี้ แม้ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยจะลดลงเล็กน้อย แต่จำนวนคนที่ต้องทำงานหนัก
มากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ กลับเพิ่มขึ้นเป็น
6.5 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 3.3% ลองคิดภาพง่าย ๆ…
คนกลุ่มหนึ่งรายได้ลดลง อีกกลุ่มหนึ่งตกงาน บางคนยังมีงานแต่ทำงานได้น้อยลง ขณะที่อีกหลายล้านคนต้องทำงานเกิน 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน จึงอาจกล่าวได้ว่า ตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน คือ
“หางานยากขึ้น” และ “งานที่มีอยู่ก็อาจสร้างรายได้ไม่พอเหมือนเดิม”
ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกอะไรเรา?
สิ่งที่น่ากังวลอาจไม่ใช่ตัวเลขว่างงาน 4 แสนคนเพียงอย่างเดียว
แต่คือภาพใหญ่ที่กำลังค่อย ๆ ต่อกันเป็นภาพเดียว
รายได้ลดลง → เงินเฟ้อเพิ่ม → กำลังซื้อลด → คนใช้จ่ายน้อยลง → ธุรกิจขายของยากขึ้น → ธุรกิจบางส่วนลดคนหรือเลิกกิจการ → คนตกงานเพิ่ม → รายได้และกำลังซื้อยิ่งลดลง
ถ้าวงจรนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง สิ่งที่ได้รับผลกระทบในท้ายที่สุดอาจไม่ใช่แค่ “คนตกงาน”
แต่คือ
คุณภาพชีวิตของคนทั้งประเทศ เพราะในวันที่เงินเดือนเพิ่มขึ้น 500 บาท แต่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นมากกว่า 500 บาท…
ในทางความรู้สึก คนทำงานไม่ได้รู้สึกว่าตัวเอง “รวยขึ้น” เลย และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมวันนี้ หลายคนยังต้องทำงานหนักกว่าเดิม
ไม่ใช่เพราะอยากมีเงินมากขึ้น…แต่เพียงเพราะ
อยากรักษาชีวิตแบบเดิมเอาไว้ให้ได้ นี่จึงเป็นตัวเลขเศรษฐกิจที่ไม่ควรมองแค่ผ่าน ๆ เพราะเบื้องหลังทุกตัวเลข คือชีวิตจริงของคนทำงานหลายล้านคน
เงินเดือนลด คนตกงานเพิ่ม…สัญญาณเตือนเศรษฐกิจไทยที่ไม่ควรมองข้าม
ตัวเลขล่าสุดจาก สภาพัฒน์ฯ กำลังส่งสัญญาณที่น่าจับตามอง เพราะภาพเศรษฐกิจในไตรมาส 2/2569 ไม่ได้สะท้อนเพียงเรื่อง “เงินเดือนลดลง” เท่านั้น แต่ยังมีทั้งคนตกงานเพิ่ม รายได้หดตัว กิจการเลิกมากขึ้น และคนจำนวนไม่น้อยต้องทำงานหนักกว่าเดิมเพื่อประคองชีวิต.
เงินเดือนเฉลี่ยลดลง แต่ของแพงขึ้น
ค่าจ้างเฉลี่ยของคนไทยในไตรมาส 2/2569 ลดลงมาอยู่ที่ 15,937 บาทต่อคนต่อเดือน หรือลดลง 0.25%
แต่ถ้าแยกดูจะพบว่า กลุ่มที่เจ็บหนักคือ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยเหลือ 16,059 บาทต่อเดือน ลดลงถึง 1.96%
ขณะที่ลูกจ้างในระบบยังพอมีข่าวดีอยู่บ้าง เพราะค่าจ้างเฉลี่ยขยับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 15,853 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 0.90%
ฟังดูเหมือนตัวเลขไม่ได้รุนแรงมาก…
แต่ปัญหาคือ เงินเฟ้อกำลังเดินสวนทางกับรายได้
เมื่อเงินเฟ้อไตรมาส 2 อยู่ที่ 2.70% เมื่อนำมาคำนวณกับค่าจ้างแล้วพบว่า “ค่าจ้างที่แท้จริง” ติดลบถึง 2.88%
พูดง่าย ๆ คือ ได้เงินเท่าเดิมหรือลดลงเล็กน้อย แต่เงินจำนวนเท่าเดิมกลับซื้อของได้น้อยกว่าเดิม
นี่ต่างหากที่น่ากังวล เพราะสิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ตัวเลขในสลิปเงินเดือน แต่คือ กำลังซื้อของคนไทย
4 แสนคน…กลายเป็นคนว่างงาน อีกหนึ่งตัวเลขที่สะดุดตาคือ จำนวนผู้ว่างงานในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 4 แสนคน เพิ่มขึ้น 9.7% และคิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.95%
ที่น่าสนใจคือ กลุ่มคนที่ “เคยทำงานมาก่อน” แต่ต้องออกจากงาน เพิ่มขึ้นถึง 71,000 คน
และเกือบครึ่งหนึ่งของกลุ่มนี้เป็นการ ลาออกเอง โดยพบมากในธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีก และภาคการผลิต
ส่วนแรงงานที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษายังคงเป็นกลุ่มที่มีอัตราการว่างงานสูงสุด อยู่ที่ 1.70%
จึงเกิดคำถามที่น่าสนใจว่า…
วันนี้การมีวุฒิการศึกษาสูง ยังเพียงพอที่จะการันตีความมั่นคงในการทำงานอยู่หรือไม่?
ธุรกิจเองก็ไม่ได้แข็งแรงอย่างที่คิด
ตัวเลขอีกชุดที่น่าจับตาคือ ผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคมเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2.9 แสนคน
ขณะเดียวกัน ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มีการแจ้งเลิกกิจการถึง 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.5%
นั่นหมายความว่า ภาพของคนตกงานไม่ได้เกิดขึ้นแบบโดด ๆ แต่กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางภาคธุรกิจที่บางส่วนกำลังลดขนาด ปิดกิจการ หรือไม่สามารถรักษาระดับการจ้างงานเดิมไว้ได้
และยังมีอีกกลุ่มที่น่าห่วงไม่แพ้กัน…นั่นคือ “ผู้เสมือนว่างงาน”
คนกลุ่มนี้ยังมีงานทำ แต่ทำงานน้อยกว่าที่ควร โดยมีจำนวนสูงถึง 2.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.0%
เรียกได้ว่า ยังมีงาน…แต่รายได้อาจไม่พอ ทำงานมากขึ้น เพื่อให้มีเงินพอใช้
เรื่องที่น่าสนใจที่สุดอาจอยู่ตรงนี้ แม้ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยจะลดลงเล็กน้อย แต่จำนวนคนที่ต้องทำงานหนัก มากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ กลับเพิ่มขึ้นเป็น 6.5 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 3.3% ลองคิดภาพง่าย ๆ…
คนกลุ่มหนึ่งรายได้ลดลง อีกกลุ่มหนึ่งตกงาน บางคนยังมีงานแต่ทำงานได้น้อยลง ขณะที่อีกหลายล้านคนต้องทำงานเกิน 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน จึงอาจกล่าวได้ว่า ตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน คือ
“หางานยากขึ้น” และ “งานที่มีอยู่ก็อาจสร้างรายได้ไม่พอเหมือนเดิม”
ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกอะไรเรา?
สิ่งที่น่ากังวลอาจไม่ใช่ตัวเลขว่างงาน 4 แสนคนเพียงอย่างเดียว
แต่คือภาพใหญ่ที่กำลังค่อย ๆ ต่อกันเป็นภาพเดียว
รายได้ลดลง → เงินเฟ้อเพิ่ม → กำลังซื้อลด → คนใช้จ่ายน้อยลง → ธุรกิจขายของยากขึ้น → ธุรกิจบางส่วนลดคนหรือเลิกกิจการ → คนตกงานเพิ่ม → รายได้และกำลังซื้อยิ่งลดลง
ถ้าวงจรนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง สิ่งที่ได้รับผลกระทบในท้ายที่สุดอาจไม่ใช่แค่ “คนตกงาน”
แต่คือ คุณภาพชีวิตของคนทั้งประเทศ เพราะในวันที่เงินเดือนเพิ่มขึ้น 500 บาท แต่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นมากกว่า 500 บาท…
ในทางความรู้สึก คนทำงานไม่ได้รู้สึกว่าตัวเอง “รวยขึ้น” เลย และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมวันนี้ หลายคนยังต้องทำงานหนักกว่าเดิม
ไม่ใช่เพราะอยากมีเงินมากขึ้น…แต่เพียงเพราะ
อยากรักษาชีวิตแบบเดิมเอาไว้ให้ได้ นี่จึงเป็นตัวเลขเศรษฐกิจที่ไม่ควรมองแค่ผ่าน ๆ เพราะเบื้องหลังทุกตัวเลข คือชีวิตจริงของคนทำงานหลายล้านคน