‘ศุภชัย’ ชี้ ไทยต้องเร่งเครื่อง AI Data Center เตือน ถ้าไม่เป็น AI Regional Hub ก็เป็นแค่ ผู้ใช้

เครือ ซี.พี. – อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป – ทรู คอร์ปอเรชั่น ผนึก AWS-Amazon ประกาศความร่วมมือ 5 ปี เดินหน้าทรานส์ฟอร์มประเทศไทยสู่ศูนย์กลาง AI ระดับภูมิภาค เร่งขับ AI in All ให้เกิดการใช้งานจริงในทุกภาคส่วนทั่วประเทศ

นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์/ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป และประธานกรรมการ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้กล่าวในงาน “Thailand AI National Mission” AI เพื่อประเทศไทย เปิดโอกาสใหม่ให้ทุกคน ซึ่งจัดโดยเครือ ซี.พี. ว่า

“คาดการณ์เศรษฐกิจโลกจาก World Bank (Global Economic Prospect) ภาพรวมการเติบโตของ GDP โลกในอดีตเคยอยู่ที่ระดับ 3.6% ในช่วงปี 2000–2009 และลดลงมาอยู่ที่ 2.8% ในช่วงปี 2010–2019 สำหรับทศวรรษปัจจุบัน (2020–2029) คาดการณ์การเติบโตจะลดลงไปอยู่ที่ระดับ 2.2% ถึง 2.5%”
และในทศวรรษถัดไป (2030–2039) หากปราศจากแรงขับเคลื่อนใหม่ GDP โลกในกรณี Baseline Scenario จะโตเฉลี่ยเพียง 2.2% ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวมราว 156 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

แต่เมื่อ AI เข้ามาเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก คาดว่าการปรับใช้เทคโนโลยีนี้จะช่วยเพิ่ม GDP โลกได้อีกราว 11 ถึง 19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2039

ส่งผลให้ GDP โลกในกรณีฐานที่นำ AI มาประยุกต์ใช้ อาจเติบโตขึ้นไปถึง 2.8% คิดเป็นมูลค่า 167 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
และในกรณีที่ประยุกต์ใช้อย่างเต็มศักยภาพสูงสุด GDP โลกอาจเติบโตได้สูงถึง 3.2% คิดเป็นมูลค่ารวมถึง 175 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 23% จากกรณีฐานเดิม

จากการประเมินผลกระทบของ AI นายศุภชัย เน้นว่า
“เราอาจจะประเมินผลกระทบจาก AI นี้ต่ำเกินไปไม่ได้ เพราะมันจะมาเปลี่ยนแปลง ผลิตภาพ หรือ ความเป็นอยู่ ของมนุษยชาติ การที่เราปรับใช้ AI เข้ามาในทุกอุตสาหกรรม อาจจะทำให้สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงมากกว่าที่เราคิด”

ดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขันและโจทย์ของประเทศไทย
นายศุภชัย ยังกล่าวถึง ขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกโดยสถาบัน IMD ปี 2026 (IMD World Competitiveness 2026) จาก 70 ประเทศทั่วโลก
ประเทศไทยได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 26 ซึ่งขยับดีขึ้น 4 อันดับจากอันดับที่ 30 ในปี 2025 (และจากอันดับ 33 ในปี 2022, อันดับ 30 ในปี 2023, อันดับ 25 ในปี 2024)

ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ไทยมีอันดับดีขึ้น 4 อันดับ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของผลผลิตในภาคธุรกิจและการเติบโตของตลาดแรงงาน (+3 อันดับ) อย่างไรก็ตาม ไทยกลับโดนฉุดรั้งและลดลงถึง 7 อันดับ ในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีเนื่องจากคะแนนความพร้อมด้าน AI ยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศผู้นำในดัชนี IMD ได้แก่ 1.สิงคโปร์ 2.ฮ่องกง 3. สวิตเซอร์แลนด์ 4.ไต้หวัน 5. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

และว่า นอกจากอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันแล้ว ประเทศไทยยังมีโจทย์ที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาเรื่องรายได้ต่อหัวของประชากร (GDP Per Capita) โดย ข้อมูลจาก World Bank ปี 2025 ระบุว่า ประเทศไทยมี GDP Per Capita อยู่ที่ 8,057 ดอลลาร์สหรัฐ (มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม 10 ปี หรือ 10Y CAGR อยู่ที่ 3.3%) ซึ่งต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ที่มี GDP Per Capita สูงถึง 98,814 ดอลลาร์สหรัฐ (10Y CAGR 5.6%)
แม้ประเทศไทยจะมีจำนวนประชากรมากกว่าสิงคโปร์ถึง 12 เท่า แต่รายได้ต่อหัวของไทยกลับน้อยกว่าสิงคโปร์ถึง 12 เท่าเช่นเดียวกัน

ในขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา อยู่ที่ 90,027 ดอลลาร์สหรัฐ, สหภาพยุโรป 47,089 ดอลลาร์สหรัฐ, ญี่ปุ่น 35,951 ดอลลาร์สหรัฐ, จีน 13,862 ดอลลาร์สหรัฐ, มาเลเซีย 13,125 ดอลลาร์สหรัฐ, เวียดนาม 5,066 ดอลลาร์สหรัฐ และอินโดนีเซีย 5,060 ดอลลาร์สหรัฐ
เป้าหมายสำคัญของประเทศไทยคือการใช้ AI และเทคโนโลยีเข้ามาขยายและเพิ่ม GDP Per Capita เพื่อก้าวข้ามดักรายได้ปานกลางและสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

ห่วงโซ่คุณค่า AI
เมื่อมองในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ AI ที่สมบูรณ์แบบ จำเป็นต้องมองครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่า (AI Value Chain) นายศุภชัย ได้แบ่งออกเป็น 5 ชั้นหลัก ตามแนวคิดของ Jensen Huang (CEO ของ NVIDIA), PwC และ McKinsey ดังนี้:

ชั้นพลังงาน (Energy) ฐานรากสำคัญของ AI ตัวชี้วัดสำคัญคือสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานหมุนเวีย
ชั้นชิปประมวลผล (Chips) เครื่องจักรขับเคลื่อนการประมวลผล ตัวชี้วัดสำคัญคือการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor FDI) และการสร้างกำลังคนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ (Local Semiconductor Workforce)
ชั้นโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ระบบจัดเก็บข้อมูลและเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ตัวชี้วัดสำคัญคือความสามารถในการรองรับของ Data Center (Data Center Capacity ในหน่วยกิกะวัตต์ GW)
ชั้นโมเดลสมองกล (AI Model) เช่น ChatGPT, Gemini, Claude ตัวชี้วัดสำคัญคือการพัฒนาโมเดลพื้นฐานภายในประเทศ
ชั้นการประยุกต์ใช้งาน (Applications) การสร้างมูลค่าในชีวิตประจำวันและภาคธุรกิจ ตัวชี้วัดสำคัญคือ สัดส่วนมูลค่าที่ AI สร้างให้กับ GDP (AI Contribution to GDP) และระดับความรู้ความเข้าใจด้าน AI ของคนในชาติ (AI Literacy)

สถานการณ์ Data Center จากโลก สู่ ไทย
ข้อมูลคาดการณ์ปี 2025 ระบุว่า ความสามารถในการรองรับของ Data Center ทั่วโลก (Installed Data Center Capacity) อยู่ที่ 122.2 กิกะวัตต์ (GW) และคาดว่าจะขยายตัวเป็น 290 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี 2030 โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำด้วยกำลังการผลิต 53.7 GW ตามด้วยจีน 31.9 GW, สหภาพยุโรป 11.9 GW, เกาหลีใต้ 5.0 GW, อินเดีย 3.6 GW, ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ 1.6 GW, ญี่ปุ่น 1.5 GW, สิงคโปร์ 1.0 GW, มาเลเซีย 0.8 GW, ประเทศไทย 0.2 GW และเวียดนาม 0.1 GW

กำลังการผลิต Data Center ในประเทศไทยที่ 0.2 GW หรือประมาณ 200 เมกะวัตต์นั้น ถือว่ายังอยู่ในระดับเริ่มต้น แต่ไทยมีเป้าหมายเร่งด่วนในการขยายกำลังการผลิตให้ได้ถึง 5-10 GW ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุนในระดับ 3 ล้านล้านบาทสำหรับระบบโครงสร้างพื้นฐานและ Data Center

กำลังคนด้าน AI ไทยอยู่จุดไหน
จากข้อมูล Artificial Intelligence Index Report 2026 โดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) พบว่า บุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้าน AI กระจุกตัวอยู่ในประเทศผู้นำเศรษฐกิจ สหรัฐอเมริกามีบุคลากร AI อยู่ที่ 220,520 คน (0.06% ของประชากร), จีน 125,000 คน (0.01%), อินเดีย 50,460 คน (0.00%), สหราชอาณาจักร 34,370 คน (0.05%), แคนาดา 31,450 คน (0.08%), ฝรั่งเศส 18,820 คน (0.03%), ออสเตรเลีย 14,540 คน (0.05%), สิงคโปร์ 6,610 คน (0.11%), เกาหลีใต้ 5,960 คน (0.01%) ในขณะที่ประเทศไทยมีบุคลากร AI เพียง 1,003 คน (คิดเป็น 0.002% ของประชากร)

ยุทธศาสตร์ 5 ประการสู่การเป็น AI Nation
นายศุภชัย เน้นย้ำ ยุทธศาสตร์ 5 ประการ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถปรับตัวและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก นำประเทศไทยสู่การเป็น AI Nation ดังนี้
1. การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีระดับภูมิภาค (Regional Tech Hub)
ประเทศไทยต้องตั้งเป้าพัฒนา AI Data Center ให้ได้ 5-10 GW พร้อมกับ Cloud และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Clean Energy Transition) เนื่องจาก Data Center และระบบประมวลผล GPU/VPU สำหรับ AI นั้นกินพลังงานสูงมาก ข้อตกลงความยั่งยืนของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Amazon หรือ Google ล้วนเน้นย้ำเรื่อง Carbon Neutrality และ Net Zero การพัฒนาพลังงานสะอาดและ Data Center จึงต้องเติบโตคู่กัน
“ถ้าเราไม่สามารถเป็น Regional Hub ได้ เราก็จะเป็นแค่ผู้ใช้เท่านั้น เราจะไม่ได้เป็นผู้ผลิต เราจะไม่ได้เป็นผู้ที่ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง”
นอกจากนี้ การลงทุนใน Data Center หรือขึ้นไปสู่การเป็น AI Hub ไม่ได้สร้างมูลค่าแค่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่เมื่อ AI แทรกซึมไปถึงทุกอุตสาหกรรมและชีวิตประจำวัน ก็จะสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลให้เศรษฐกิจทั้งระบบ 

2. การสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพด้าน AI (AI Startup Ecosystem)
ยุทธศาสตร์ที่สองคือการส่งเสริมการลงทุนตลอดห่วงโซ่คุณค่า และตั้งเป้าหมายสร้างสตาร์ทอัพสายเทคโนโลยีและ AI ให้ได้ 20,000 บริษัท (20,000 Tech Startups / AI Startups)
ปัจจุบันประเทศสิงคโปร์มีสตาร์ทอัพจดทะเบียนสูงถึง 50,000 บริษัท เนื่องจากสิงคโปร์มีนโยบายสิทธิประโยชน์ภาษี แรงจูงใจในการลงทุน และระบบเงินทุนจับคู่ที่ดึงดูดกองทุน VC ระดับโลก
หากประเทศไทยนำมาตรการ Match Fund มาใช้ร่วมกับภาคเอกชนและภาครัฐ รวมถึงจัดตั้งกองทุน CVC (Corporate Venture Capital) จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระดับโลกให้ไหลเข้าสู่ประเทศ
หากประมาณการว่า 1 สตาร์ทอัพ จ้างงานบุคลากร 50 คน การมี 20,000 สตาร์ทอัพจะสร้างการจ้างงานให้คนไทยถึง 1,000,000 คน และหากได้รับการสนับสนุนเงินทุนประเดิม 1 ล้านบาทต่อสตาร์ทอัพ จะสร้างมูลค่าการลงทุน 20,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งการลงทุนรูปแบบนี้ช่วยสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมและความยั่งยืนได้อย่างดีเยี่ยม
“การจะสร้างให้เกิด Startup Ecosystem มันเป็นการสร้างวัฒนธรรมของ Innovation ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ Transformation ของประเทศ เพราะ Startup วันนี้ ก็คือ SME วันข้างหน้า แล้วถ้ากลายเป็น Unicorn หรือว่ามากกว่านั้น เขาก็จะเป็นผู้ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ทั่วถึงมากขึ้น”

3. จุดหมายปลายทางของบุคลากรระดับโลก
ประเทศไทยต้องดึงดูดผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรเทคโนโลยีระดับโลกให้เข้ามาทำงานในประเทศจำนวน 4-5 ล้านคน ผ่านการปรับปรุงนโยบายภาษีรายได้บุคคลธรรมดา การอำนวยความสะดวก การดูแลสวัสดิภาพ ความปลอดภัย และโครงสร้างพื้นฐานครอบครัว เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนา (R&D) และศูนย์กลางนวัตกรรม AI ของภูมิภาค
เกี่ยวกับการดึงดูดกำลังคนระดับโลกและการสร้างศักยภาพการแข่งขัน นายศุภชัยย้ำว่า
“ถ้าเราสามารถเป็น Innovation Hub ทางด้าน AI มี Research and Development ตลอดห่วงโซ่อุปทานAI เราจะสามารถดึงบุคลากรระดับโลก มาทำงานอยู่ในประเทศไทยได้”

มีต่อ



แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่