เจาะเทคโนโลยี เรือยักษ์ USS Abraham Lincoln

วันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา เพจโฆษกกองทัพเรือ Naval Spokesperson เปิดเผยข้อมูลว่ากองทัพเรือสหรัฐอเมริกาได้ส่งสัญญาณเคลื่อนย้ายกำลังพลมากกว่า 5,000 นาย ครั้งสำคัญ

https://www.facebook.com/share/p/1J2e8PPG5w/?mibextid=wwXIfr


โดยเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ระดับตำนานอย่าง USS Abraham Lincoln (CVN-72) ได้ออกเดินทางเบนเข็มมุ่งหน้ากลับสู่ท่าเรือหลักในซานดิเอโกแล้ว หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจลาดตระเวนและเผชิญหน้ากับการต่อสู้ในน่านน้ำตะวันออกกลางยาวนานกว่า 260 วัน

โดยในระหว่างทางกลับประเทศนี้ กองทัพสหรัฐอเมริกามีความประสงค์ต้องการให้เรือรบยักษ์ใหญ่น้ำหนักกว่าแสนตันลำนี้เข้าแวะจอดพักพลและเติมเสบียง ท่าเรือในประเทศไทย ช่วงต้นเดือนกันยายน การมาเยือนครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ที่ชื่นชอบนวัตกรรมทหารในการเจาะลึกเทคโนโลยีการรบและระบบควบคุมน่านฟ้าที่ล้ำหน้าที่สุดของสหรัฐอเมริกา

ขุมพลังนิวเคลียร์ไร้ขีดจำกัดเบื้องหลังรหัส CVN-72

เรือยักษ์ใหญ่แห่งมหาสมุทรลำนี้ขับเคลื่อนด้วยหัวใจหลักเป็นเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่น A4W จำนวนสองเครื่อง ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อจ่ายพลังงานความร้อนขับเคลื่อนกังหันไอน้ำ 4 ตัว ให้กำลังสูงถึง 260,000 แรงม้า หมุนเพลาใบพัดสี่เพลาอย่างทรงพลัง ส่งผลให้เรือรบที่มีความยาวรวม 1,092 ฟุต และมีระวางขับน้ำกว่า 104,300 ตัน สามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 30 น็อต หรือกว่า 56 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สำหรับพลังงานนิวเคลียร์นี้เป็นจุดเด่นที่ช่วยให้เรือมีระยะปฏิบัติการรบแบบไร้ขีดจำกัดและสามารถเดินทางได้ยาวนานถึง 20-25 ปีต่อการเปลี่ยนแท่งเชื้อเพลิงหนึ่งครั้ง ทำให้กองทัพเรือสามารถตรึงกำลังพลและเดินทางไปปฏิบัติภารกิจได้ทั่วโลกอย่างไร้กังวลเรื่องการเติมน้ำมัน

ฐานทัพบินลอยน้ำและระบบกองบินขับไล่ยุคที่ 5

เรือขนาดใหญ่มาพร้อมชั้นพื้นที่ดาดฟ้าบินขนาดมหึมา เป็นพื้นที่ปฏิบัติการของกองบินประจำเรือบรรทุกเครื่องบินที่เก้า (CVW-9) ซึ่งรองรับอากาศยานรบได้สูงถึง 90 เครื่อง เทียบเท่ากองทัพอากาศของประเทศขนาดกลางประเทศหนึ่ง ๆ

โดยไฮไลต์ด้านเทคโนโลยี คือ การประเดิมติดตั้งฝูงบินขับไล่ล่องหนยุคที่ห้า F-35C Lightning II ของฝูงบิน VMFA-314 ซึ่งเป็นฝูงบินขับไล่ของนาวิกโยธินฝูงแรกที่ปฏิบัติการบนเรือรบลำนี้

เครื่องบินขับไล่ดังกล่าวโดดเด่นด้านการหลบหลีกการตรวจจับของเรดาร์และการเชื่อมโยงข้อมูลสนามรบ ทำงานประสานกับ F/A-18E/F Super Hornet, เครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ EA-18G Growler สำหรับรบกวนสัญญาณข้าศึก และเครื่องบินแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า E-2D Hawkeye ที่ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาในระยะไกลหลายร้อยไมล์ให้แก่กองเรือรบทั้งหมด

ระบบเรดาร์เตือนภัยและอาวุธป้องกันตัวเองระยะประชิด

ในด้านของระบบรักษาความปลอดภัยรอบตัวเรือรบ ติดตั้งโครงข่ายเรดาร์สแกนและค้นหาเป้าหมายทางอากาศแบบ 3 มิติรุ่น AN/SPS-48E และเรดาร์สองมิติตรวจจับระยะไกลรุ่น AN/SPS-49(V)5 ทำงานผสานรวมกับเรดาร์ควบคุมการยิงและควบคุมอาวุธนำวิถีระบบป้องกันตัวหลัก

ในส่วนของอาวุธติดตั้งอาวุธยุทโธปกรณ์สกัดกั้นภัยคุกคามประกอบด้วยระบบแท่นปล่อย RIM-116 Rolling Airframe Missile (RAM) สำหรับทำลายขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ นอกจากนี้ยังมีอาวุธปืนขนาดต่าง ๆ เพื่อป้องกันเรือระยะประชิด

นอกจากนี้ยังติดตั้งแท่นยิง RIM-7P NATO Sea Sparrow สำหรับป้องกันภัยทางอากาศระดับปานกลาง และปืนกลหมุนความเร็วสูงขนาด 20 มิลลิเมตร ระบบป้องกันภัยระยะประชิด Phalanx CIWS จำนวนสองชุด ซึ่งเพิ่งทดสอบขีดความสามารถทำลายโดรนและเรือเร็วโจมตีแบบฝูงในทะเลจีนใต้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อรับมือภัยคุกคามทางอากาศและโดรนโจมตี

กำลังพลและความเท่าเทียมบนฐานทัพลอยน้ำ

การขับเคลื่อนเรือรบขนาดมหึมาลำนี้จำเป็นต้องใช้กำลังพลจำนวนมหาศาล โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำเรือปกติประมาณ 3,200 นาย ทำงานประสานสอดคล้องกับเจ้าหน้าที่ในส่วนกองบินประจำเรืออีกประมาณ 2,480 นาย รวมแล้วมีกำลังพลปฏิบัติงานร่วมกันกว่า 5,680 นายเพื่อควบคุมฐานทัพลอยน้ำแห่งนี้ให้พร้อมรบตลอดเวลา

นอกเหนือจากจำนวนกำลังพลจำนวนมาก เรือรบหลวงลำนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันบทบาทและความหลากหลายในกองทัพ โดยเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของกองเรือภาคพื้นแปซิฟิกที่เปิดโอกาสให้มีนักบินหญิงเข้าร่วมปฏิบัติการรบอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 1993

และสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ลำแรกในประวัติศาสตร์ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่มีผู้บัญชาการเรือเป็นสตรี คือ กัปตัน เอมี เบิร์นชมิดท์ (Amy Bernschmidt) ซึ่งเข้ารับตำแหน่งผู้บังคับการเรือในปี 2021  

สำหรับกัมตันคนปัจจุบันของเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln (CVN-72) คือ กัปตันเพศชาย แดเนียล เจ. คีเลอร์ (Daniel J. Keeler) เข้ารับตำแหน่งในปี 2025

ประวัติศาสตร์การศึกและการสู้รบล่าสุดในสมรภูมิจริง

นับตั้งแต่เริ่มเข้าประจำการในปี 1989 เรือรบหลวงลำนี้ได้สร้างประวัติศาสตร์มากมาย ตั้งแต่การอพยพผู้คนกว่า 45,000 คน จากภัยภูเขาไฟระเบิดในฟิลิปปินส์ปี 1991 การปฏิบัติหน้าที่รบในสมรภูมิอิรัก  

อย่างไรก็ตาม ภารกิจในปี 2026 ถือเป็นหนึ่งในบททดสอบที่หฤโหดที่สุด เนื่องจากเรือต้องเข้าปฏิบัติการรบต่อเนื่องในทะเลอาหรับ ท่ามกลางความตึงเครียดจากโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านและเยเมน การถูกจำกัดการเข้าถึงท่าเรือเสบียงในบาห์เรน ทำให้ต้องพึ่งพาสายส่งกำลังบำรุงระยะไกลจากดิเอโกการ์เซียที่ห่างออกไปถึง 2,200 ไมล์

ก่อนได้รับการสับเปลี่ยนกำลังรบโดยเรือ USS George Washington ซึ่งเดินทางมาถึงตะวันออกกลางแล้ว สำหรับเรือ USS Abraham Lincoln (CVN-72) พร้อมเรือสนับสนุนอีก 2 ลำ มีกำหนดจุดหมายปลายทางมาพักพลครั้งแรกที่ประเทศไทยในเดือนกันยายนนี้ เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจและร่างกายของทหารประจำเรือหลังกรำศึกหนัก

ทั้งนี้ ยังไม่มีการยืนยันว่ากองทัพสหรัฐอเมริกาส่งเรือดำน้ำเดินทางมาพร้อมกันด้วยหรือไม่

ที่มาของข้อมูล U.S. Navy, Wikipedia, เพจโฆษกกองทัพเรือ Naval Spokesperson
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่