รีวิว หนังเรื่อง Our Little Sister (2015) "เพราะเราพี่น้องกัน"

แนะนำให้ดู
Our Little Sister (2015)
"เพราะเราพี่น้องกัน"
หนังแนว Slice-of-Life ดราม่าครอบครัว
คะแนน IMdb 7.6
คะแนน Rotten Tomatoes
-93%
Tomatometer
-83%
Popcornmeter
คะแนนส่วนตัว 9.8/10



หนังที่ดูจบแล้วอารมณ์ไม่จบ ยังคงติดตราตรึงใจ อยู่กับหนังอีกหลายวัน อบอุ่นใจ อิ่มอกอิ่มใจ ซึ่งและอดน้ำตาไหลในความสวยงามของความสัมพันธ์ของพี่น้อง และมุมที่สวยงามของมนุษย์ แม้มนุษย์จะมีความชั่วร้ายอยู่ ทำร้ายกันเอง ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ แต่มนุษย์ก็มีมุมที่สวยงามอยู่เสมอด้วยเช่นกัน  เหมือนที่พี่สาวคนโตบอกว่า "พ่อ เป็นคนใช้ไม่ได้จริงๆ แต่เขาก็คงเป็นคนใจดี  ...   เพราะได้ทิ้งน้องสาวที่แสนน่ารักไว้ให้กับเรา" (แน่นอนถึงฉากนี้ผมน้ำตาไหลปริ่มด้วยความอิ่มใจ ประทับใจ และซึ้งไปกับหนัง

และผมอยากจะบอกว่า "คุณ ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ" (ผู้กำกับ) คุณเองก็ได้สร้างและทิ้งหนังเรื่อง "Our Little Sister (2015)" ซึ่งเป็นสิ่งที่สวยงามเช่นกันไว้ให้แก่โลกมนุษย์เราเช่นกัน

เรื่องย่อ
สามพี่น้องตระกูลโคดะ  ต้องเติบโตด้วยกันเพียงลำพัง เพราะพ่อไปมีครอบครัวใหม่ และแม่ก็ทิ้งไป  ผ่านไปสิบกว่าปีได้ข่าวพ่อเสียชีวิต เมื่อไปงานศพพ่อจึงได้รู้ว่ามีน้องสาวต่างมารดาอีกคนหนึ่ง

น้องสาวต่างมารดา เป็นลูกสาวของภรรยาคนที่สอง ซึ่งคุณพ่อได้มีภรรยาคนที่สาม ซึ่งพอพ่อเสียชีวิต เธอเองไม่ได้มีความผูกพันหรือเกี่ยวพันทางสายเลือดอะไรกับแม่เลี้ยง  พี่สาวทั้งสามคนด้วยความสงสารและเห็นใจจึงชวนไปอยู่ร่วมกัน  และหนังก็ค่อยๆ แสดงความสัมพันธ์ของทั้งสี่พี่น้องไปเรื่อยๆ จนจบ


แน่นอนพอเป็นหนังของ  ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ ก่อนดูอาจจะต้องทำใจหรือคิดว่าต้องเจอดราม่าหนักๆ หรืออะไรบางอย่างที่ทำให้จุกอก อะไรทำนองนี้เป็นแน่  แต่เรื่องนี้ สบายใจได้ เป็นหนังที่ฮีลใจ ดีต่อใจ  ทำให้เห็นความสวยงามของมนุษย์อย่างแท้จริงเลย


สไตล์การทำหนัง ขอพูดในฐานะคนชอบดูหนัง ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมายหนัง  ภาษาหนังของ ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ ไม่ได้ดูยากหรือซับซ้อนมากเกินไปนัก แต่บางอย่างเราก็อาจจะดูไม่ออกหรือตีความไม่ได้  แต่ใจความหลักๆ คิดว่าหนังทำให้ดูเข้าใจได้ไม่ยาก

เท่าที่สังเกต ภาษาหนังแกที่เป็นเอกลักษณ์คือการเปรียบเทียบ เผยข้อมูล หรือเหตุการณ์บางส่วน แล้วให้คนดูเข้าใจหรือรับรู้ได้ถึงเหตุการณ์ทั้งหมดเอาเอง  ซึ่งมันจะกระทบใจ กระทบความรู้สึก มากกว่าจะให้เล่าหรือแสดงเหตุการณ์ทั้งหมดให้ได้ดูหรือเห็นเอง (ตัวอย่างที่ชัดเจนก็อย่างงานเขียนของ เฮ็มมิ่งเวย์  คำพูดคลาสสิกที่ว่า  เขาจะเขียนให้เห็นเฉพาะยอดของภูเขาน้ำแข็ง แต่ทำให้คนอ่านรู้สึกหรือรับรู้ได้ว่า จริงๆ ด้านล่างมีภูเขาก้อนมหึมาอยู่  ซึ่งแน่นอน เทคนิคนี้ต้องการ หรือเรียกร้องจากคนอ่านอยูในระดับหนึ่ง ซึ่งถ้าคนอ่านรับรู้และเข้าใจมันได้  งานเขียนของเขาจะกระทบใจ และติดตรึงอยู่ในใจของคนอ่าน นานเท่านาน  ด้านล่างจะข้อยกตัวอย่างงานเขียนของ เฮ็มมิ่งเวย์  และคงมีสปอย เลยขอเอาไว้ด้านล่าง)

แต่งานของ  ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ ส่วนตัวไม่ได้เข้าใจยากขนาดนั้น ยกตัวอย่างฉากที่ชอบมาก และคิดว่าเป็นลายเซ็นของ ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ ในแทบทุกเรื่องเลย
-ฉากที่พี่สาวคนโต ทำอาหารกับน้องคนเล็กต่างมารดา แล้วน้องสาวพูดทำนอง ขอโทษที่แม่ของตน ทำไม่ดีไปแย่ง ผู้ชายที่มีภรรยาแล้ว โดยที่ไม่รู้เรื่องของพี่สาวที่กำลังจะอยู่ในสถานการณ์นั้นเช่นกัน (ฉากนี้สวยงามมาก ภาษาหนังยอดเยี่ยมมาก และจะเห็นภาษาหนังแบบนี้ตลอดทั้งเรื่องเลย)


ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ จริงๆ ก็มีคนไปเปรียบเทียบกับ ยาสุจิโร โอซุ (งานเด่น Tokyo Story (1953) อยากให้ลองดูเช่นกัน)  ผมว่าแกต้องได้รับอิทธิพลมาแน่ หรือจะเรียกว่าเป็นครูก็ได้  Tatami Shot อันลือลั่น ก็ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นการเคารพให้เกียรติ แต่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

กล้องในเรื่องหรือภาพที่เห็น ถ้าสังเกตจะไม่หยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหวตลอด แต่เป็นการเคลื่อนไหวช้าๆ นุ่มนวล และต่อเนื่อง รับใช้เรื่องราว เนื้อหา และภาษาหนังที่ต้องการนำเสนอได้เป็นอย่างดี


สรุป
เป็นหนังที่อยากให้ได้รับชมกัน  แล้วอาจจะเสียน้ำตาด้วยความอิ่มเอมใจให้กับความงดงามแห่งความสัมพันธ์ และความสวยงามของมนุษย์เรา

รบกวนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ  https://www.facebook.com/profile.php?id=100092518084449










สปอย งานเขียนเฮ็มมิ่งเวย์  
ถ้าอยากอ่านงานเฮ็มมิ่งเวย์  นอกจากรวมเรื่องสั้นของเขาแล้ว ที่เริ่มต้นอ่านง่ายหน่อย ถ้าเป็นนิยายก็อยากจะแนะนำเรื่องนี้คือ The Sun Also Rises เพราะเป็นนิยายขนาดสั้น  และมีลักษณะเฉพาะ เทคนิค และเข้าใจแนวเขียนโดยรวมของเขาได้เลย  อีกเล่มถ้าอยากเริ่มอ่านก็ The Old Man and the Sea
The Sun Also Rises ต่อไปสปอยแล้วนะครับ นิยายเอกเรื่องแรก และเป็นนิยายเล่มแรกที่สร้างชื่อให้ เฮ็มมิ่งเวย์  


เรื่องย่อ พระเอก กับเพื่อนๆ และแฟนสาวยของเขาอาศัยอยู่ในที่กรุงปารีสในยุค 20  แล้วก็ชวนกันไปชมการสู้วัวกระทิงที่สเปน   แฟนสาวของพระเอก มีความสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคน โดยที่พระเอกก็รับรู้    แต่ทั้งคู่ก็ยังคงอยู่ด้วยกัน ผูกพันกันและรักกัน


ซึ่งทั้งเรื่องมีแต่ความสนุก ตื่นเต้น และบรรเทิง เฮ็มมิ่งเวย์ไม่เคยบรรยายความเจ็บปวดของพระเอกเลย ไม่ฟูมฟาย ไม่พรรณา  แต่เรารู้สึกได้ รับรู้ได้ ภายใต้ความสนุก ความตื่นเต้นของการไปเที่ยว  พระเอกมีความทุกข์และเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส เพราะเขาเคยไปรบมาและทำให้อวัยวะส่วนนั้นทำงานไม่ได้ หรือไร้สมรรถภาพทางเพศ  แต่ทั้งเรื่องอย่างที่บอก เฮ็มมิ่งเวย์ไม่เคยบอกตรงๆ เลย ไม่เคยพร่ำพรรณา ฟูมฟาย  เล่าแต่เรื่องสนุก ดื่มกิน เที่ยว  แต่เราอ่านไปรู้สึกได้ มันทั้งสนุก ทั้งสงสาร และรับรู้ถึงความเจ็บปวดได้ระดับจิตวิญญาณเลยทีเดียว  ซึ่งทั้งหมดนี้คือสไตล์การเขียนหลักๆ ของเฮ็มมิ่งเวย์เลย

ซึ่งจริงๆ เฮ็มมิงเวย์เอง คงเปรียบเทียบพระเอกของเรื่อง เหมือนเป็นตัวแทนคนยุคเขา ที่ผ่านความโหดร้ายของสงครามมาว่าเหมือนเป็นเหมือนคนรุ่นที่สูญหาย  (The Lost Generation ซึ่ง Gertrude Stein กล่าวขึ้นครั้งแรก โดยนำมากล่าวกับเฮ็มมิ่งเวย์)




พอพูดถึงกลุ่มคนหรือกลุ่มเพื่อนเฮ็มมิ่งเวย์  ถ้าใครเคยอ่านงานเขียนของเขา รวมทั้งรู้จักเหล่าศิลปิน จิตกร นักคิดนักเขียน ผู้กำกับฯ ฯลฯ ที่อาศัยที่อยู่ที่ปารีสในช่วงนั้น แล้วไปดูหนังเรื่อง Midnight in Paris  คิดว่าจะกลายเป็นอินกับหนังเป็นร้อยเท่า พันเท่า เหมือนที่ผมเป็น และกลายเป็นหนังในดวงใจอันดับต้นๆ ของผมทันทีที่ดูจบไปเลยทีเดียว
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่