วีระยุทธ ฉะพ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ไม่สร้างอนาคตประเทศ หวั่นก้อนสองเอื้อเครือข่าย
.
.
วีระยุทธ ฉะพ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านไม่สร้างอนาคตประเทศ ซัดเงินก้อนแรกไม่ช่วยคนเดือดร้อน แต่ใช้ตอบโจทย์การเมือง-เรียกคะแนนเสียง หวั่นก้อนสองกลายเป็นช่องเครือข่ายอุปถัมภ์
.
เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญครั้งที่สอง โดยมีวาระพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท
.
จากนั้นเวลา 14.10 น. นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายตอนหนึ่งว่า สำหรับพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้น หากเราไปดูวัตถุประสงค์การออก พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว พบว่า รัฐบาลยังไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ เนื่องจากมีคน 4 กลุ่มได้แก่ 1. กลุ่มคนเปราะบาง เช่น ประมง ขนส่ง เกษตร 2. ภาคการเกษตรที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ถูกละเลยมากที่สุด
.
3. กลุ่มเอสเอ็มอี และ 4. กลุ่มแรงงานที่ไตรมาส 2 มีคนว่างงานมากถึง 4 แสนคน ที่ถูกละเลยทั้งจากมาตรการปกติและการออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ ซึ่งไม่มีมาตรการช่วยเหลือลงไปอย่างตรงเป้า เพราะรัฐบาลชุดนี้ยังยึดจีดีพีว่ายังเป็นไปตามเป้าหมายที่อยากเห็น อีกทั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง และทีมเศรษฐกิจ ก็ยังยึดมั่นว่าเศรษฐกิจมาถูกทิศทางและกำลังเข้าสู่เศรษฐกิจใหม่
.
นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า จุดนี้ตนมองว่าอันตรายมากที่สุด และมองว่าการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาทก้อนแรกของรัฐบาลนั้น นอกจากจะไม่ได้ช่วยกลุ่มคนเปราะบาง เอสเอ็มอี และภาคอุตสาหกรรมแล้ว แต่ยังเป็นการใช้เพื่อตอบโจทย์การเมืองของรัฐบาลเพื่อเรียกคะแนนเสียงให้นายอนุทิน เดินตลาดได้
.
นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า ส่วนเงินกู้ก้อนที่สอง เราก็ต้องถามต่อไปอีกว่า รัฐบาลจะทำอะไรบ้าง เป็นการตั้งโครงการใหม่มาขอรับเงินกู้ เป็นความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ เปลี่ยนผ่านอะไรกันแน่
.
ไม่มีแผนงานการเปลี่ยนผ่านที่เป็นระบบ ไม่ได้สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วน สามารถใช้งบปกติก็ได้ เป็นการตอบโจทย์การเมืองภายในของรัฐบาลเพื่อเปิดทางให้เครือข่ายอุปถัมภ์เข้ามาทำโครงการสะเปะสะปะ ไม่ได้สร้างอนาคตประเทศ ฉะนั้น ตนจึงไม่อาจเห็นด้วยกับการอนุมัติพ.ร.ก.ฉบับนี้ได้
.
.
อนุสรณ์ เตือน กู้ 4 แสนล้าน เสี่ยงดันหนี้สาธารณะทะลุเพดาน แนะตัดงบไม่จำเป็นให้ถึงแสนล้าน
.
อนุสรณ์ เตือนกู้ 4 แสนล้าน ดันหนี้สาธารณะเฉียดเพดาน ทำรัฐบาลไม่เหลือเงินแก้วิกฤตในอนาคต แนะตัดงบไม่จำเป็นให้ถึงแสนล้าน ซัด อย่าเป็น “เงินกู้แห่งเก๋าเขากระโดง”
.
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญครั้งที่สอง พิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท
.
เวลา 12.32 น. รศ.อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายถึงแผนเงินกู้ส่วนแรก 2 แสนล้าน ซึ่งเป็นโครงการเยียวยาเฉพาะหน้า อาทิ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เปิดให้มีการลงทะเบียนใหม่ แต่ด้วยปัญหาฐานะทางการคลัง และการคัดกรองที่แข็งตัว กระบวนการพิสูจน์ความจนที่ไม่มีการบูรณาการข้อมูล และไม่กระจายอำนาจ ทำให้คนที่จนจริงจำนวนหนึ่งต้องตกหล่น ตนจึงอยากเสนอรัฐบาลว่า เพื่อไม่ให้เกิดนโยบายประชานิยม ควรพัฒนาระบบสวัสดิการที่ดีกว่านี้ เชื่อมโยงกับการปฏิรูปภาษีเป็นระบบเชิงลบ (Negative Income Tax) หากใครที่รายได้ไม่ถึง ต้องมีการช่วยเหลือให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ตามมาตรฐานขั้นต่ำ
.
รศ.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า การกู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะส่งผลกระทบต่อหนี้สาธารณะและวิกฤติการคลังในอนาคต หากเรากู้เต็มเพดาน ยอดหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะพุ่งสูงถึง 69.88% ซึ่งในปี 2571 จะทะลุเพดานจนทำให้รัฐบาลจัดทำงบงบประมาณยากมาก พื้นที่ทางการคลังลดลงเกือบจะหมดอย่างชัดเจน หมายความว่าในอนาคตหากมีวิกฤติ เช่นน้ำท่วม วิกฤตการเงิน โรคระบาด หรือสงครามในตะวันออกกลางอีกระลอก รัฐบาลจะไม่มีเงินดูแลประชาชน จะกู้ก็ติดเพดาน ดังนั้นเราต้องมองทั้งระบบ ว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร
.
รศ.อนุสรณ์ กล่าวว่า การจัดงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ไม่ดีพอ ทำให้เกิดการล้วงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท นำไปจ่ายในรายจ่ายประจำ โดยตัวยกตัวอย่างงบกองทุนประชารัฐสวัสดิการ ที่ใช้เงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 18,800 ล้านบาท ทั้งที่ควรจะอยู่ในงบประมาณ แต่รัฐบาลกลับเงินกู้ไปใช้ ซึ่งผิดวัตถุประสงค์
.
รศ.อนุสรณ์ เสนอแนวทางโดยไม่ต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ ได้แก่ 1. การตัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 รายการที่ไม่จำเป็น ซึ่งต้องตัดให้ได้มากกว่าที่ทำอยู่แค่หมื่นกว่าล้าน ลดการทุจริตรั่วไหล พร้อมเสนอว่าในงบประมาณปี 2570 ให้ได้ถึง 1 แสนล้านบาท
.
2. ทบทวนสัญญาสัมปทานไฟฟ้าและน้ำประปาที่ไม่เป็นธรรม เพื่อลดค่าครองชีพโดยทันที เพื่อไม่ต้องกู้เงินมาจ่ายสวัสดิการ ซึ่งต้องอาศัยความกล้าหาญทางการเมืองของรัฐบาล เพราะจะกระทบกับกลุ่มทุนการเมืองอย่างแน่นอน
.
3. กำหนดค่าการกลั่นน้ำมันให้เป็นธรรมต่อผู้บริโภค และทบทวนว่าปัจจุบันเรามีการเก็บภาษีลาภลอยที่ดีพอหรือไม่ เพราะโรงกลั่นจำนวนหนึ่งได้กำไรผิดปกติ ในช่วงวิกฤตการณ์น้ำมัน
.
4. ดึงกองทุนหมุนเวียนที่มีเงินสำรองลดระบบส่งคืนคลัง
.
“เงินกู้ รวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณ ต้องใช้จ่ายแต่มีประสิทธิภาพและไม่รั่วไหล จะต้องไม่เป็นเงินกู้แห่งเก๋าเขากระโดง” รศ.อนุสรณ์ กล่าวทิ้งท้าย
.
.
ปชน.ไล่ขยี้งบเปลี่ยนผ่านพลังงาน แฉกรมชลฯขอ2หมื่นล้าน แค่ซื้อปั๊มน้ำพลังแสงอาทิตย์
.
สส.ปชน. ไล่ขยี้งบ 2 แสนล้านบาท เปลี่ยนผ่านพลังงาน โฆษณาไม่ตรงปก แฉกรมชลประทาน ขอ 2 หมื่นล้าน แค่ซื้อปั๊มน้ำพลังแสงอาทิตย์
.
เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญครั้งที่สอง โดยมีวาระพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท
.
เวลา 12.00 น. นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า จนถึงวันนี้ยังไม่เห็นแผนโรดแมปชัดเจนของการใช้งบ 2 แสนล้านบาท เปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะเป็นวิธีคิดที่ผิดตั้งแต่ต้น คือให้หน่วยงานต่างๆ เสนอโครงการที่แปะคำว่าเปลี่ยนผ่านและลดการใช้พลังงานให้เสนอเข้ามา ถ้าคิดไม่ออกก็ส่งแคตตาล็อกให้หน่วยงานดู เพื่อเสนอโครงการมา หลายโครงการจึงสะเปะสะปะ เน้นทำให้ทันเวลามากกว่าความจำเป็น
.
นายศุภโชติ กล่าวว่า สามารถจัดกลุ่มโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ 2 ประเภทคือ 1.โครงการไม่ตรงปก เช่น สินเชื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ ระบุให้สินเชื่อประชาชน 50,000บาท ติดโซลาร์เซลล์ 1 ล้านครัวเรือน ผ่อนผ่านบิลค่าไฟ
.
สิ่งที่หน่วยงานมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ(กมธ.) พัฒนาเศรษฐกิจ สภาฯ บอกว่า เป้าหมายไม่ถึง 1 ล้านครัวเรือน เพราะติดข้อจำกัดเชิงเทคนิก โครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าไม่มีความพร้อม ทำได้แค่หลักแสนหลังคาเรือน ส่วนตัวเลขสินเชื่อ 50,000 บาท อาจลดเหลือแค่ 30,000บาท และไม่สามารถผ่อนจ่ายผ่านบิลค่าไฟได้ เพราะติดข้อจำกัดทางกฎหมาย ต้องแก้ระเบียบก่อน
.
หรือกรณีกระทรวงคมนาคม เสนอเปลี่ยนรถสาธารณะ 80,000คัน เป็นรถอีวี ครอบคลุมรถ 7ประเภท วงเงิน 24,000ล้านบาท แต่ล่าสุดกรมการขนส่งทางบกชี้แจงต่อกมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ว่า อาจเหลือแค่ประเภทเดียวคือ รถแท็กซี่ รถเมล์ รถบรรทุกสินค้ารอไปก่อน
.
2. โครงการไม่มีรายละเอียด เช่น กรมชลประทานเสนอโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ แก้ไขผลกระทบสถานการณ์วิกฤติพลังงาน สร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานประเทศ วงเงิน 20,343ล้านบาท
.
ที่กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ได้รับการชี้แจงจากหน่วยงานว่า ยังอยู่ระหว่างรวบรวมรายละเอียดโครงการ ยังไม่มีรายละเอียดโครงการแม้แต่บรรทัดเดียว และพบว่า เป็นแค่การซื้อปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เท่านั้น
.
อีกโครงการคือ การยางแห่งประเทศไทย เสนอโครงการสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการยาง เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การทำสวนยางคาร์บอนต่ำ วงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตยางให้ต่อสู้กับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศแบบซีแบม
.
แต่มาตรฐานสิ่งแวดล้อมต่างประเทศ ที่เป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการยาง ไม่ใช่เรื่องมาตรฐานซีแบม แต่เป็นการว่าด้วยสินค้าเกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่า
.
“แล้วจะของบเปลี่ยนผ่านพลังงานไปทำไม จะเห็นว่ามีทั้งโครงการไม่ตรงปก และไม่มีเนื้อ สิ่งที่เห็นคือ ให้หน่วยงานไปควานหาโครงการง่ายที่สุด ทำได้ไวสุด คนได้ประโยชน์ คือคนขายโซลาร์เซลล์ อุปกรณ์ไฟฟ้า ปั้มน้ำ ผู้รับเหมา ผมจึงไม่เห็นด้วยกับเงินกู้ก้อนนี้แม้แต่บาทเดียว” นายศุภโชติกล่าว
JJNY : วีระยุทธฉะพ.ร.ก.กู้ 4 แสนล.│อนุสรณ์เตือน เสี่ยงดันหนี้│ปชน.ไล่ขยี้งบเปลี่ยนผ่านพลังงาน│สหัสวัตข้องใจ เงิน 2 แสนล.