JJNY : พรสันต์ เลกเชอร์แสวง│‘อังคณา’จี้แจงเหตุป่วนใต้│“ศาลฎีกา”ไต่สวนพยาน 44 อดีต สส.ก้าวไกล│“โซเดล”ถล่มญี่ปุ่น-ไต้หวัน

พรสันต์ เลกเชอร์ แสวง ปมตีความ ม.266 ชี่ต้องอ่านทั้งหมด อย่าตีความเกินรธน.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5861038
.

.
พรสันต์ เลคเชอร์ แสวง ปมตีความ ม.226 ชี้ต้องอ่านทั้งหมด อย่าตีความเกิน รธน.
.
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม รศ.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
จากกรณีที่เลขาฯกกต. ออกมาอธิบาย ม.226 ของรัฐธรรมนูญโดยแบ่งองค์ประกอบออกเป็น 3 ข้อ และย้ำว่าจะต้องครบองค์ประกอบทั้งหมด กกต.จึงสามารถส่งให้ศาลฎีกาได้ ผมเห็นว่าไม่น่าจะถูกต้องสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญที่กำกับโครงสร้างคดีเลือกตั้งอยู่ ดังนั้น เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักวิชา จึงขออธิบายให้เข้าใจหลักการในการบังคับใช้บทบัญญัติ ม.226 แบบง่ายๆ ดังนี้
.
1. ม.226 ใช้บังคับเมื่อใด?
.
– เป็นการบังคับใช้ในกรณีที่ กกต. ได้ประกาศผลการเลือกตั้งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
.
2. ม.226 ใช้บังคับกับบุคคลใดและการกระทำลักษณะใด?
.
– ผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือรู้เห็นกับการกระทำผิดของบุคคลอื่น (ต้องอ่านควบคู่ไปกับ ม.62 ของ พ.ร.ป.ได้มาซึ่ง ส.ว. ซึ่งออกมาเพื่อสอดรับกับ ม.226 นี้ อนึ่ง กกต.เคยยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งบุคคลที่ไม่ใช่ผู้สมัครตาม ม.266 ประกอบ ม.62 มาแล้ว)
.
3. ม.226 กำหนดให้ กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเมื่อใด?
.
– เมื่อสืบสวน หรือไต่สวนแล้วปรากฏ “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการกระทำตามข้อ 2 กกต. มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ทั้งนี้ คำว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” คือมาตรฐานของพยานหลักฐานในชั้น กกต. ที่ ม.226 กำหนดให้เป็นเงื่อนไขนำคดีขึ้นสู่ศาล มิใช่การวินิจฉัยเสียก่อนว่าบุคคลนั้นๆ กระทำความผิดเป็นที่ยุติแล้ว (คดีเลือกตั้งที่เป็นคดีทางกฎหมายมหาชนมีลักษณะและธรรมชาติของคดีที่แตกต่างไปจากคดีอาญาไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้)
.
4. ม.226 กำหนดบทบาทศาลฎีกาอย่างไร และส่งผลต่อบทบาทของ กกต.อย่างไร?
.
– ความมุ่งหมายสำคัญของ ม.226 คือการกำหนด “การพิจารณาคดีแบบระบบไต่สวน” ของศาลฎีกาในคดีการกระทำความผิดตาม กม.เลือกตั้ง (โปรดอ่านบันทึกการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 72 ม.224/1) ดังนั้น ใน ม.226 วรรค 2 จึงกำหนดให้ศาลฎีกา มีอำนาจ “สั่งไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้” ก่อนที่ศาลจะเป็นผู้พิพากษาว่าบุคคลนั้นกระทำความผิดตามที่ถูกร้องหรือไม่ (สอดรับกับมาตรฐานในการนำส่งคดีขึ้นสู่ศาลของ กกต. [หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า])
.
– เช่นนี้แล้ว บทบัญญัติ ม.226 จึงได้ทำการแบ่งแยกและกำหนดบทบาทระหว่าง “กกต.” และ “ศาลฎีกา” ไว้อย่างชัดเจน กล่าวคือ กกต. มีหน้าที่สืบสวนหรือไต่สวนและประเมินว่าพยานหลักฐานเชื่อว่ามีการกระทำผิดตามกฎหมายหรือไม่โดยไม่จำต้องเป็นที่ยุติ ในขณะที่ศาลฎีกาจะทำหน้าที่ในการพิจารณาในระบบไต่สวนและนำไปสู่การวินิจฉัยในขั้นสุดท้าย
.
ท้ายที่สุดนี้ ผมอยากตั้งข้อสังเกตการบังคับใช้ ม.226 ผ่านการแสดงความเห็นของเลขาฯกกต. ว่าพึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการอ่าน ตีความ และบังคับใช้ ม.226 หากพยายามสร้างเงื่อนไข หรือองค์ประกอบที่เข้มงวดเกินเลยโดยไม่สอดคล้องกับโครงสร้างของบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและหลักการตามที่ได้อธิบายไปข้างต้น (เกินกว่าบทบัญญัติอย่างที่ควรจะเป็น) ย่อมถือเป็นการทำลายเส้นแบ่งระหว่างบทบาทอำนาจหน้าที่ของ กกต.และศาลฎีกา ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
.
การอ่านและตีความ ม.226 ของรัฐธรรมนูญที่ถูกต้อง ต้องอ่านบทบัญญัติทั้งมาตราเป็นระบบเดียวกัน มิใช่อ่านเฉพาะเงื่อนไขการยื่นคำร้องโดยแยกออกจาก “การพิจารณาคดีแบบระบบไต่สวนและบทบาทของศาลฎีกา” ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในวรรคถัดมาอันถือเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างกระบวนการพิจารณาที่ ม.226 กำหนดไว้ครับ
.
https://www.facebook.com/pornson.liengboonlertchai/posts/pfbid0BVoEG4TwhHdHWv6tuxHLb4CWf1cApc6kNLDWFJaPHQcxsC4y99NaZWi5WJTQyJn2l
.

.
‘อังคณา’ จี้ ‘นายกฯ’ แจงเหตุป่วนใต้ 3 วันติดทั้งที่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า
https://www.dailynews.co.th/news/6136954/
.
‘อังคณา’ จี้ ‘นายกฯ’ แจงเหตุป่วนใต้ 3 วันติด ทั้งที่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า พร้อมแจงปมยิงจาก ฮ. มีคนเจ็บจริงแต่ไม่รู้ที่มากระสุน ชี้สถานการณ์สั่นคลอนความเชื่อมั่นรัฐบาล อย่าโบ้ยหน่วยงานอื่นหลังแถลงนโยบายดับไฟใต้จบในปี 70
.
เมื่อวันที่ 25 ส.ค. นางอังคณา นีละไพจิตร สว. โพสต์ภาพการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมข้อความระบุว่า
.
นายกฯ ควรออกมาชี้แจงเรื่องสถานการณ์ความรุนแรงใน จชต. ทำไมผู้ก่อความไม่สงบจึงสามารถก่อความเหตุรุนแรงได้ต่อเนื่องถึง 3 วัน ทั้งที่งานข่าวมีการแจ้งเตือนก่อนล่วงหน้า เอาแค่เรื่องข้อถกเถียงการยิงประชาชนจาก ฮ. ความจริงเป็นยังไงจนวันนี้ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ ทั้งที่มี ฮ. บินบริเวณนั้นจริง มีคนเจ็บจากกระสุนปืนจริง แต่ยังไม่มีใครรู้ว่ากระสุนมาจากไหน และใครเป็นคนยิง มีแต่บรรดาผู้รู้ที่นำข้อมูลจาก AI มายืนยันความเชื่อของตน
.
ทั้งนี้ คงต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค. สั่นคลอนความเชื่อมั่นของรัฐบาลในการคุ้มครองสวัสดิภาพ ทรัพย์สิน และชีวิตของประชาชนอย่างมาก นายกรัฐมนตรีจึงไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้เป็นความคลุมเครือ หรือโยนให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบแต่เพียงลำพัง เพราะตามที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา นายกรัฐมนตรีให้คำมั่นว่าจะแก้ปัญหา จชต. ให้เสร็จสิ้นในปี 2570 ซึ่งก็หมายถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
.
https://www.facebook.com/angkhana.nee/posts/pfbid07XoS5EzaYqf5bnrPffLAHmng8WJCt9fVb4Z3vWAi7TuvLyJZyFzSuuzmXZuxUydFl
.

.
“ศาลฎีกา” ไต่สวนพยานปากแรก คดี ป.ป.ช. ยื่นเอาผิด 44 อดีต สส.ก้าวไกล แก้ ม.112
.
“ศาลฎีกา” ไต่สวนพยานปากแรก คดี ป.ป.ช. ยื่นเอาผิดจริยธรรมร้ายแรง 44 อดีต สส.ก้าวไกล แก้ ม.112 “พยาน ป.ป.ช.” ยันใช้หลักการยื่นร่างกฎหมาย เผย กก.ได้รับแจ้งเตือนจากสภาแล้ว ด้าน “ธีรัจชัย” จี้ทำไมไม่แยกพฤติการณ์รายบุคคล โวยไม่รวมพยานหลักฐานที่เป็นคุณ บอกคัดค้านในที่ประชุม สส.แล้ว ไม่ให้ยื่นแก้ แต่แพ้โหวต
.
ที่ศาลฎีกาวันนี้ (25 ส.ค. 2569) ศาลนัดไต่สวนพยานครั้งแรก ในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ผู้ร้อง กับ 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล ผู้คัดค้าน กรณีฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จากการลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
.
ฝั่งผู้คัดค้าน ส่วนใหญ่มีทนายความที่ได้รับมอบอำนาจมาศาล ยกเว้นนายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. พรรคประชาชน ซึ่งเป็นทนายความด้วยตัวเอง, นายสุรวาท ทองบุ, นายองค์การ ชัยบุตร, นายจรัส คุ้มไข่น้ำ, นายสุเทพ อู่อ้น, นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์, นายนิติพล ผิวเหมาะ, นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ส่วนฝั่งผู้ร้องมีนายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป. ป.ช. มาศาล
.
การไต่สวนพยานนัดแรกนี้ เป็นพยานจากฝ่าย ป.ป.ช. คือ นายยุทธภูมิ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้อำนวยการกลุ่มงานไต่สวน ป.ป.ช.
.
ศาลได้สอบถามนายยุทธภูมิ ถึงพยานหลักฐาน ตั้งแต่เหตุการณ์ในที่ประชุมพรรคก้าวไกล เพื่อลงมติยื่นแก้ไข ม.112 และหลักฐานการทักท้วงจากสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้ยังสอบถามในประเด็นหลักฐานที่ชี้ชัดว่า 44 สส.เคยเข้าร่วมการชุมนุม หรือมีการโพสต์ข้อความที่เกี่ยวข้อง กับการแก้ไข ม.112 หรือไม่
.
ขณะที่ ป.ป.ช. ผู้ร้อง ได้ซักถามนายยุทธภูมิ เรื่องหนังสือจากพรรคก้าวไกล ที่ส่งถึงกลุ่มงานพระราชบัญญัติ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีเนื้อหายืนยันจะเดินหน้าแก้ไข ม. 112 ต่อ ซึ่งนายยุทธภูมิชี้แจงว่า 44 สส. ไม่ได้แจ้งว่า ไม่ทราบ แต่ตอบมาว่า ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยในรายละเอียดหนังสือ ที่สภาส่งถึงพรรคก้าวไกลได้ระบุว่า ความเสี่ยงจะขัดต่อมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งหนังสือดังกล่าวได้แจ้งไปถึง 2 ครั้ง โดยนายพิธาได้ลงนามรับทราบแล้วในครั้งแรก และขอถอนร่างไปแก้ไข ก่อนที่จะยื่นกลับมาอีกครั้ง ซึ่งสภาได้ท้วงติงว่า มีข้อผิดพลาด 2 อย่าง คือรูปแบบไม่ถูกต้อง และยังไม่ได้ดำเนินการในส่วนที่ขัดต่อมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ
.
อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช. ได้ขอหนังสือไปยังหัวหน้าพรรคก้าวไกล เพื่อขอวาระการประชุมสส. พรรค เพื่อตรวจสอบว่า 44 สส. รู้ว่าจะมีการแก้ไข ม.112 หรือไม่ โดยพรรคก้าวไกลตอบกลับมาว่า พรรคประชุมสส.และได้แจ้งด้วยวาจา ผ่านนายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคในสมัยนั้น
.
นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังได้ถามนายยุทธภูมิ ในประเด็น ในอดีตมีการแก้ไข ม.112 ก่อนที่ 44 ส.ส. จะมีการเสนอยื่นแก้ม.112 หรือไม่ ซึ่งนายยุทธภูมิ ตอบว่า เคยมีการแก้ไขเมื่อปี 2519 แต่เป็นการกำหนดโทษขั้นต่ำ เพื่อคุ้มครองให้สถาบันมีความมั่นคง
.
จากนั้น ทนายของพรรคประชาชนเป็นผู้ซักค้านนายยุทธภูมิ ในหลายประเด็นเป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมง โดยทนายพรรคประชาชนพยายามถามถึงข้อเท็จจริงที่เป็นคุณ 44 สส. นั้น ป.ป.ช. ได้นำมาพิจารณาด้วยหรือไม่ เช่น การประกันตัวผู้ต้องหา ซึ่งสุดท้ายผู้ต้องหาไม่ถูกดำเนินคดี ซึ่งนายยุทธภูมิ ตอบว่า ป.ป.ช. ดูแค่การใช้อำนาจทางนิติบัญญัติ อย่างการยื่นกฎหมาย ส่วนหลักฐานอื่น และความเห็นของนักวิชาการ ป.ป.ช. เป็นความเห็นที่ไม่มีวันจบสิ้น รวมทั้งได้ถามถึงพยานในชั้นไต่สวน ที่มีการเสนอให้เรียกศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ และศาสตราจารย์ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ มาให้ความคิดเห็น แต่ ป.ป.ช. กลับไม่ได้เชิญมา
.
ทนายความพรรคประชาชน ยังตั้งคำถามว่า ในชั้นไต่สวนทำไมไม่มีการเทียบเคียงกับรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เพราะมองว่า สถานการณ์มีความคล้ายกัน เนื่องจากเป็นช่วงที่มีวิกฤตทางการเมือง ซึ่งนายยุทธภูมิกล่าวว่า บริบทแตกต่างกัน เจตนาไม่ได้เป็นแบบนั้น ไม่สามารถนำมาใช้ได้
.
ในช่วงท้ายที่ทนายความพรรคประชาชนซักค้าน มีการถกเถียงกันว่า ป.ป.ช. ไม่ได้ให้เอกสารตามที่มีการยื่นคำร้อง ซึ่งนายยุทธภูมิ ระบุว่า ได้เปิดโอกาสให้ทั้งผู้ถูกกล่าวหา มีการคัดเอกสารไปแล้ว
.
นายธีรัจชัย ซักค้านพยานผู้ร้อง ด้วยการไล่เรียงตามเอกสารคําร้อง ซึ่งไม่ปรากฏการแยกพฤติการณ์รายบุคคล โดยเน้นย้ําถึงคําโต้แย้งของตนเอง ว่ามีการแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไขประมวลกฎหมายดังกล่าวในที่ประชุม สส.ก่อนมีการลงลายมือชื่อ แต่ลงชื่อเพราะเคารพมติพรรค ในฐานะที่ตนเองโหวตแพ้ ซึ่งมีคําให้การของ 4 พยานที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมตรงกันว่า ที่ประชุมมีความเห็นต่าง ไม่ได้มีมติเอกฉันท์ รวมถึงคําพิพากษาของศาลฎีกา ที่เคยระบุถึงกรณีตนเองว่า เป็นเจตนาธรรมดา ไม่เล็งเห็นผล ไม่มีเจตนาพิเศษ แต่ ป.ป.ช. ก็ไม่ได้พิจารณาแยก
.
นายธีรัจชัย มองว่า ส่วนมากแล้ว ป.ป.ช. ไม่ได้ไต่สวนในด้านที่เป็นคุณต่อตนเอง มีแต่การมุ่งโทษ โดยเฉพาะกรณีการเป็นนายประกัน ซึ่งตนเองยืนยันว่า ไม่เคยเป็นนายประกันให้ใคร พร้อมทั้งให้ ป.ป.ช.ขอเอกสารไปยัง สตช.และศาลยุติธรรม เพื่อตรวจสอบแล้ว แต่ไม่ปรากฎว่า ป.ป.ช.มีการเรียกขอเอกสารดังกล่าว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่