ยุโรปอาจต้องเปลี่ยนเกมรถยนต์ จากสกัดจีน เป็นจับมือและเรียนรู้
บทความนี้เป็น
คอลัมน์วิเคราะห์ของ Håkan Matson นักข่าวสายยานยนต์ชาวสวีเดน ไม่ใช่ข่าวรายงานเหตุการณ์โดยตรง ผู้เขียนเสนอว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ยุโรปกำลังเสียเปรียบผู้ผลิตจีนอย่างชัดเจน และการพยายามสกัดรถจีนด้วยมาตรการเดิม ๆ อาจไม่เพียงพอ ทางเลือกหนึ่งคือ
หันมาร่วมมือกับบริษัทจีนเพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีและวิธีการผลิต เช่นเดียวกับที่จีนเคยทำกับบริษัทตะวันตกในอดีต
1. รถจีนกำลังเพิ่มส่วนแบ่งตลาดยุโรปอย่างรวดเร็ว
ผู้เขียนระบุว่า รถยนต์แบรนด์จีนมีส่วนแบ่งตลาดยุโรปประมาณ
10% แล้ว จากเดิมที่แทบไม่มีนัยสำคัญ
ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ยอดขายรถจีนในยุโรปเพิ่มขึ้น
63% เป็น 549,000 คัน ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตจีนกำลังขยายการผลิตไปยังประเทศอื่นนอกจีนด้วย
บทความประเมินว่า หากแนวโน้มดำเนินต่อไป รถจีนอาจมีส่วนแบ่งตลาดยุโรปประมาณ
16% ภายในปี 2030 และกำลังการผลิตนอกจีนของผู้ผลิตจีนอาจเพิ่มเป็น
3.4 ล้านคันต่อปี
2. กำแพงภาษีไม่ได้หยุดการรุกของจีน
สหภาพยุโรปพยายามปกป้องอุตสาหกรรมของตัวเองด้วยมาตรการภาษีนำเข้ารถจีน โดยบางแบรนด์มีภาษีรวม
มากกว่า 35%
แต่ตามมุมมองของผู้เขียน ผลที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถหยุดการเติบโตของรถจีนได้ เพราะผู้ผลิตจีนไม่ได้พึ่งพาการส่งออกรถจากจีนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังขยายฐานการผลิตไปต่างประเทศด้วย
3. ปัญหาของยุโรปไม่ได้มีแค่เรื่องราคา
ผู้เขียนมองว่า จุดแข็งของบริษัทจีนไม่ได้อยู่เพียงการขายรถราคาถูก แต่รวมถึง
แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ และความเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์
โดยเฉพาะความเร็วในการพัฒนารถและเทคโนโลยี ผู้เขียนมองว่าเป็นหนึ่งในอาวุธสำคัญของจีน เพราะบริษัทจีนสามารถนำเทคโนโลยีใหม่ออกสู่ตลาดได้เร็วกว่า ขณะที่ผู้ผลิตยุโรปกำลังเผชิญต้นทุนสูงและการปรับลดจำนวนพนักงาน
4. ผู้เขียนยกตัวอย่าง Volkswagen และค่ายเยอรมัน
สถานการณ์ของอุตสาหกรรมรถยนต์เยอรมันถูกใช้เป็นตัวอย่างสำคัญ
บทความระบุว่า Porsche มีแผนลดพนักงาน
10,000 คน, BMW
8,000 คน และ Audi
7,500 คน ส่วน Volkswagen มีการพูดถึงการลดตำแหน่งงานมากถึง
100,000 ตำแหน่ง
ผู้เขียนจึงมองว่าการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียวเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น มากกว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่จะทำให้บริษัทกลับมาแข่งขันได้ในระยะยาว
5. ที่น่าสนใจคือ จีนเคยใช้วิธีเดียวกันนี้กับตะวันตก
นี่คือแก่นสำคัญของบทความ
ในช่วงหลายสิบปีก่อน จีนเปิดให้ผู้ผลิตรถยนต์ตะวันตกเข้ามาร่วมมือและตั้งกิจการร่วมทุนในจีน บริษัทอย่าง GM, Ford, Volkswagen, BMW, Mercedes, Toyota, Honda, Nissan, Peugeot, Citroën, Hyundai และ Kia ต่างเข้ามาร่วมมือกับบริษัทจีน
ผู้เขียนระบุว่า ประมาณปี 2000 รถยนต์ที่ผลิตผ่านความร่วมมือในลักษณะดังกล่าวมีสัดส่วนราว
90% ของตลาดจีน
จีนจึงสามารถเรียนรู้ทั้งเทคโนโลยีและกระบวนการผลิต ก่อนพัฒนาอุตสาหกรรมของตัวเองจนสามารถแข่งขันกับบริษัทตะวันตกได้
6. ตอนนี้สถานการณ์กลับด้าน
ตัวเลขหนึ่งที่บทความนำมาอธิบายการเปลี่ยนแปลงคือ ส่วนแบ่งตลาดจีนของผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติ
ในปี 2020 บริษัทต่างชาติเคยครองตลาดจีนประมาณ
64% แต่ปัจจุบันลดลงเหลือประมาณ
32%
ผู้เขียนจึงมองว่า สิ่งที่เคยเป็น “การเรียนรู้จากตะวันตก” กำลังกลายเป็นสถานการณ์ตรงกันข้าม คือ
บริษัทตะวันตกเริ่มต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มจากบริษัทจีน
7. Volkswagen เริ่มทำสิ่งนี้แล้ว
บทความยกตัวอย่างว่า Volkswagen จ่ายเงินให้
XPeng ประมาณ 7,000 ล้านโครนสวีเดน เพื่อเข้าถึงซอฟต์แวร์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและระบบขับขี่อัตโนมัติ รวมถึงสถาปัตยกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของรถยนต์
สิ่งที่น่าสนใจคือ Volkswagen ระบุว่า เทคโนโลยีดังกล่าวถูกส่งมอบภายใน
18 เดือน ขณะที่หากพัฒนาขึ้นเองในเยอรมนีอาจใช้เวลาถึง
3–4 ปี
นี่สะท้อนประเด็นที่ผู้เขียนต้องการเน้นว่า
ความเร็วในการพัฒนาอาจกลายเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่สำคัญกว่าขนาดของบริษัท
8. แนวทางที่ผู้เขียนเสนอ: “ถ้าสู้ไม่ได้ ก็ร่วมมือกัน”
ข้อเสนอของ Håkan Matson คือยุโรปไม่ควรเพียงพยายามปิดกั้นผู้ผลิตจีน แต่ควร
เชิญบริษัทจีนเข้ามาตั้งฐานและร่วมมือกับบริษัทยุโรป
ความร่วมมืออาจครอบคลุมถึง
การพัฒนารถยนต์
แบตเตอรี่
ซอฟต์แวร์
แพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้า
กระบวนการผลิต
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เร็วขึ้น
แนวคิดคือยุโรปควรทำกับจีนในวันนี้
ในลักษณะที่จีนเคยทำกับตะวันตกเมื่อหลายสิบปีก่อน คือใช้ความร่วมมือเป็นช่องทางในการเรียนรู้และยกระดับอุตสาหกรรมของตัวเอง
9. บางบริษัทเริ่มเดินไปในทิศทางนี้แล้ว
บทความยกตัวอย่าง Stellantis ที่ทำข้อตกลงกับ Dongfeng รวมถึง Volkswagen ที่ร่วมมือกับ XPeng
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์รถยนต์เยอรมัน Beatrix C. Keim มองว่า ในอนาคตแม้แต่การนำ
แบรนด์รถจีนเข้ามาผลิตในโรงงาน Volkswagen ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากทำในรูปแบบกิจการร่วมทุนเหมือนที่บริษัทตะวันตกเคยเข้าไปทำธุรกิจในจีน
สรุปประเด็นสำคัญ
บทความไม่ได้บอกว่า
“ยุโรปควรยอมแพ้จีน” แต่เสนอว่า การพยายามเอาชนะจีนด้วยการขึ้นภาษี ลดต้นทุน หรือป้องกันตลาดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
มุมมองของผู้เขียนคือ
ยุโรปควรเปลี่ยนจากการป้องกันตัวเป็นการเรียนรู้จากคู่แข่ง โดยดึงบริษัทจีนเข้ามาร่วมลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีในยุโรป เพื่อให้บริษัทตะวันตกได้เรียนรู้จุดแข็งของจีน เช่น แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ และความเร็วในการพัฒนารถ
พูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่
“จีนเข้ามาเรียนรู้จากตะวันตก” อาจกลายเป็น
“ตะวันตกต้องเรียนรู้จากจีน”
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้เป็น
ข้อเสนอและความเห็นของผู้เขียน ไม่ใช่ข้อสรุปว่าการร่วมมือกับจีนจะสามารถแก้ปัญหาของอุตสาหกรรมรถยนต์ยุโรปได้แน่นอน
#เป็นข้อคิดเห็นจากคอลัมนิสต์ ควรใช้วิจารณญาณในการอ่านอ่ะนะ
ข่าวต้นทาง: EFN.se
ยุโรปอาจต้องเปลี่ยนเกมรถยนต์ จากสกัดจีน เป็นจับมือและเรียนรู้
ยุโรปอาจต้องเปลี่ยนเกมรถยนต์ จากสกัดจีน เป็นจับมือและเรียนรู้
บทความนี้เป็น คอลัมน์วิเคราะห์ของ Håkan Matson นักข่าวสายยานยนต์ชาวสวีเดน ไม่ใช่ข่าวรายงานเหตุการณ์โดยตรง ผู้เขียนเสนอว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ยุโรปกำลังเสียเปรียบผู้ผลิตจีนอย่างชัดเจน และการพยายามสกัดรถจีนด้วยมาตรการเดิม ๆ อาจไม่เพียงพอ ทางเลือกหนึ่งคือ หันมาร่วมมือกับบริษัทจีนเพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีและวิธีการผลิต เช่นเดียวกับที่จีนเคยทำกับบริษัทตะวันตกในอดีต
1. รถจีนกำลังเพิ่มส่วนแบ่งตลาดยุโรปอย่างรวดเร็ว
ผู้เขียนระบุว่า รถยนต์แบรนด์จีนมีส่วนแบ่งตลาดยุโรปประมาณ 10% แล้ว จากเดิมที่แทบไม่มีนัยสำคัญ
ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ยอดขายรถจีนในยุโรปเพิ่มขึ้น 63% เป็น 549,000 คัน ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตจีนกำลังขยายการผลิตไปยังประเทศอื่นนอกจีนด้วย
บทความประเมินว่า หากแนวโน้มดำเนินต่อไป รถจีนอาจมีส่วนแบ่งตลาดยุโรปประมาณ 16% ภายในปี 2030 และกำลังการผลิตนอกจีนของผู้ผลิตจีนอาจเพิ่มเป็น 3.4 ล้านคันต่อปี
2. กำแพงภาษีไม่ได้หยุดการรุกของจีน
สหภาพยุโรปพยายามปกป้องอุตสาหกรรมของตัวเองด้วยมาตรการภาษีนำเข้ารถจีน โดยบางแบรนด์มีภาษีรวม มากกว่า 35%
แต่ตามมุมมองของผู้เขียน ผลที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถหยุดการเติบโตของรถจีนได้ เพราะผู้ผลิตจีนไม่ได้พึ่งพาการส่งออกรถจากจีนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังขยายฐานการผลิตไปต่างประเทศด้วย
3. ปัญหาของยุโรปไม่ได้มีแค่เรื่องราคา
ผู้เขียนมองว่า จุดแข็งของบริษัทจีนไม่ได้อยู่เพียงการขายรถราคาถูก แต่รวมถึง แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ และความเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์
โดยเฉพาะความเร็วในการพัฒนารถและเทคโนโลยี ผู้เขียนมองว่าเป็นหนึ่งในอาวุธสำคัญของจีน เพราะบริษัทจีนสามารถนำเทคโนโลยีใหม่ออกสู่ตลาดได้เร็วกว่า ขณะที่ผู้ผลิตยุโรปกำลังเผชิญต้นทุนสูงและการปรับลดจำนวนพนักงาน
4. ผู้เขียนยกตัวอย่าง Volkswagen และค่ายเยอรมัน
สถานการณ์ของอุตสาหกรรมรถยนต์เยอรมันถูกใช้เป็นตัวอย่างสำคัญ
บทความระบุว่า Porsche มีแผนลดพนักงาน 10,000 คน, BMW 8,000 คน และ Audi 7,500 คน ส่วน Volkswagen มีการพูดถึงการลดตำแหน่งงานมากถึง 100,000 ตำแหน่ง
ผู้เขียนจึงมองว่าการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียวเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น มากกว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่จะทำให้บริษัทกลับมาแข่งขันได้ในระยะยาว
5. ที่น่าสนใจคือ จีนเคยใช้วิธีเดียวกันนี้กับตะวันตก
นี่คือแก่นสำคัญของบทความ
ในช่วงหลายสิบปีก่อน จีนเปิดให้ผู้ผลิตรถยนต์ตะวันตกเข้ามาร่วมมือและตั้งกิจการร่วมทุนในจีน บริษัทอย่าง GM, Ford, Volkswagen, BMW, Mercedes, Toyota, Honda, Nissan, Peugeot, Citroën, Hyundai และ Kia ต่างเข้ามาร่วมมือกับบริษัทจีน
ผู้เขียนระบุว่า ประมาณปี 2000 รถยนต์ที่ผลิตผ่านความร่วมมือในลักษณะดังกล่าวมีสัดส่วนราว 90% ของตลาดจีน
จีนจึงสามารถเรียนรู้ทั้งเทคโนโลยีและกระบวนการผลิต ก่อนพัฒนาอุตสาหกรรมของตัวเองจนสามารถแข่งขันกับบริษัทตะวันตกได้
6. ตอนนี้สถานการณ์กลับด้าน
ตัวเลขหนึ่งที่บทความนำมาอธิบายการเปลี่ยนแปลงคือ ส่วนแบ่งตลาดจีนของผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติ
ในปี 2020 บริษัทต่างชาติเคยครองตลาดจีนประมาณ 64% แต่ปัจจุบันลดลงเหลือประมาณ 32%
ผู้เขียนจึงมองว่า สิ่งที่เคยเป็น “การเรียนรู้จากตะวันตก” กำลังกลายเป็นสถานการณ์ตรงกันข้าม คือ บริษัทตะวันตกเริ่มต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มจากบริษัทจีน
7. Volkswagen เริ่มทำสิ่งนี้แล้ว
บทความยกตัวอย่างว่า Volkswagen จ่ายเงินให้ XPeng ประมาณ 7,000 ล้านโครนสวีเดน เพื่อเข้าถึงซอฟต์แวร์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและระบบขับขี่อัตโนมัติ รวมถึงสถาปัตยกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของรถยนต์
สิ่งที่น่าสนใจคือ Volkswagen ระบุว่า เทคโนโลยีดังกล่าวถูกส่งมอบภายใน 18 เดือน ขณะที่หากพัฒนาขึ้นเองในเยอรมนีอาจใช้เวลาถึง 3–4 ปี
นี่สะท้อนประเด็นที่ผู้เขียนต้องการเน้นว่า ความเร็วในการพัฒนาอาจกลายเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่สำคัญกว่าขนาดของบริษัท
8. แนวทางที่ผู้เขียนเสนอ: “ถ้าสู้ไม่ได้ ก็ร่วมมือกัน”
ข้อเสนอของ Håkan Matson คือยุโรปไม่ควรเพียงพยายามปิดกั้นผู้ผลิตจีน แต่ควร เชิญบริษัทจีนเข้ามาตั้งฐานและร่วมมือกับบริษัทยุโรป
ความร่วมมืออาจครอบคลุมถึง
การพัฒนารถยนต์
แบตเตอรี่
ซอฟต์แวร์
แพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้า
กระบวนการผลิต
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เร็วขึ้น
แนวคิดคือยุโรปควรทำกับจีนในวันนี้ ในลักษณะที่จีนเคยทำกับตะวันตกเมื่อหลายสิบปีก่อน คือใช้ความร่วมมือเป็นช่องทางในการเรียนรู้และยกระดับอุตสาหกรรมของตัวเอง
9. บางบริษัทเริ่มเดินไปในทิศทางนี้แล้ว
บทความยกตัวอย่าง Stellantis ที่ทำข้อตกลงกับ Dongfeng รวมถึง Volkswagen ที่ร่วมมือกับ XPeng
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์รถยนต์เยอรมัน Beatrix C. Keim มองว่า ในอนาคตแม้แต่การนำ แบรนด์รถจีนเข้ามาผลิตในโรงงาน Volkswagen ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากทำในรูปแบบกิจการร่วมทุนเหมือนที่บริษัทตะวันตกเคยเข้าไปทำธุรกิจในจีน
สรุปประเด็นสำคัญ
บทความไม่ได้บอกว่า “ยุโรปควรยอมแพ้จีน” แต่เสนอว่า การพยายามเอาชนะจีนด้วยการขึ้นภาษี ลดต้นทุน หรือป้องกันตลาดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
มุมมองของผู้เขียนคือ ยุโรปควรเปลี่ยนจากการป้องกันตัวเป็นการเรียนรู้จากคู่แข่ง โดยดึงบริษัทจีนเข้ามาร่วมลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีในยุโรป เพื่อให้บริษัทตะวันตกได้เรียนรู้จุดแข็งของจีน เช่น แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ และความเร็วในการพัฒนารถ
พูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่ “จีนเข้ามาเรียนรู้จากตะวันตก” อาจกลายเป็น “ตะวันตกต้องเรียนรู้จากจีน”
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้เป็น ข้อเสนอและความเห็นของผู้เขียน ไม่ใช่ข้อสรุปว่าการร่วมมือกับจีนจะสามารถแก้ปัญหาของอุตสาหกรรมรถยนต์ยุโรปได้แน่นอน
#เป็นข้อคิดเห็นจากคอลัมนิสต์ ควรใช้วิจารณญาณในการอ่านอ่ะนะ
ข่าวต้นทาง: EFN.se