ดีลซื้อที่ดินสถานทูตเนเธอแลนด์จบไปแล้ว (2หมื่นล้าน) มาดูประวัติของบ้านหลังนี้กันค่ะ

ช่วงนี้กลับมามีข่าวที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์อีก
จากที่ข่าวครั้งแรก คือ บอกประกาศขาย
แต่วันนี้ข่าวอึกๆอักๆ บอกว่า ดีลจบแล้ว

เราจะท้าวความให้ม้วนเดียวจบ!
ไม่เสียเวลาค่าเน็ท แน่นอน!

ซึ่งบนที่ดิน21ไร่สถานทูตนี้ มีบ้านทรงยุโรปสวย ที่สูง3ชั้น มีทรงจั่วแหลม เป็นหอคอยด้านบน
เป็นบ้านหลังเดียว #ที่เก่าแก่ที่สุดบนถนนวิทยุ เพราะปลูกสร้างในปีแรกของ ร.6

สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ กรมหลวงสรรพศาสตร์ โอรส ร.4 เป็นนักลงทุนในอสังหาฯ ในยุคร.6นั้น
ที่กว้านซื้อแปลงนาปลูกข้าว ของชาวบ้าน ตรงนั้นเอาไว้จำนวนมาก
หลังจากทราบว่า ร.6 ทรงจะตัดถนนใหม่ จากถนนตรง (พระราม4) ไปทางคลองแสนแสบ
ที่ก่อนหน้านั้น มีถนนสาทร ที่เลียบคลองสาทร จากถนนตรง (พระราม4) วิ่งไปตัดชนกับ ถ.เจริญกรุง และคลองสาทร ก็ไหลออกแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงใต้สถานีBTSตากสิน ในปัจจุบัน

กลุ่มอีลิท ทราบกันว่า ที่ดินทั้งเวิ้งว้าง ส่วนมากเป็นของกรมหลวงสรรพศาสตร์ กว้านซื้อเอาไว้แล้ว

แต่ที่ทูตเนเธอร์แลนด์ เล่า ก็คือบ้านหลังนี้สร้างในปี2454 ในปีที่2 ที่ร.6 ครองราชย์สมบัติ

และที่สร้างบ้านหลังนี้เอาไว้ คนอยู่อาศัยคนแรก ก็คือ หมอปัวส์ ชาวฝรั่งเศส
เป็นแพทย์หลวงประจำพระองค์ ร.5

และอยู่กับร.5 ในวันที่พระองค์ทรงป่วยอย่างกระทันหัน และสิ้นพระชนม์ ที่พระบรรทม ในพระที่นั่งอัมพรสถานฯ

และในวันสุดท้ายของ ร.6 ที่ทรงป่วยในลำไส้อย่างกระทันหัน หมอปัวส์ ก็ยังอยู่ข้างที่พระบรรทม ที่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน จนพระองค์สวรรคต

และหมอปัวส์ เป็นผู้เซ็นเอกสารรับรองการสวรรคตของ 2 พระองค์

หมอปัวส์ เป็นผู้ทุ่มเทในวิชาชีพของตนเอง ในแผ่นดินสยาม และเป็นผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ริมคลองสาทร ตั้งแต่ในยุคนั้น  โรงพยาบาลฯ ก็ยังอยู่จนวันนี้!

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับหมอปัวส์ ที่สำคัญมากในเหตุการณ์ สมัยร.6
ในช่วงที่สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระมเหสีของ ร.6 ทรงพระครรภ์ ได้ 7 เดือน ทรงตกเลือด

และหมอปัวส์ ก็เข้าไปดูแลรักษาอาการอย่างใกล้ชิด แต่สุดท้ายก็ไม่ประสูติ เพราะทรงแท้งก่อน!
ในหลวงทรงเสียพระทัยมาก จนถึงขั้นพระะกรรณแสง
เพราะว่า7เดือนนั้น เห็นหน่อเนื้อเชื้อพระวงศ์แล้ว

หมอปัวส์ พักอาศัยอยู่บ้าน (ทูตเนเธอร์แลนด์) หลังนี้นาน3ปี แต่ไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์ครอบครอง
ผู้ครอบครอง คือ กรมหลวงสรรพศาสตร์ จึงขายบ้านต่อให้ พระยาราชสาส์นโสภณ

แต่พระยาราชสาส์นฯ ก็ครอบครองได้ปีเดียว
และขายบ้านคืนให้ กรมพระคลังข้างที่

กรมหลวงสรรพศาสตร์ เป็นผู้ถืออสังหาฯ กระจายอยู่ทั่วทั้งในพระนคร และเขตต่างจังหวัด ที่ดินที่เป็นแปลงไร่นา อีกหลายพันไร่

และมีตึกแถวในพระนครให้เช่าอีก 200กว่าหลัง

แต่ก็เป็นนักลงทุน บริหารพอร์ทผิด ที่ใหญ่เกินตัว
แต่เบื้องหลัง ก็สร้างหนี้สินเอาไว้จำนวนมาก
เพราะกู้เงินจากในหลวง หลายครั้ง
กู้เงินจากธ.สแตนดาร์ดชาร์ตอร์ เป็นหลักล้าน
ในสมัยนั้นที่ถือว่า เยอะมากๆ และ
ยังหยิบยืม จากพระเครือญาติราชวงศ์ อีก

จนเป็นปัญหาใหญ่เวลาต่อมา ในราชวงศ์

จนต้องประชุมองคมนตรี พระบรมวงศานุวงค์ เพื่อหาทางแก้ไข ในการปกป้องชื่อเสียงของราชวงศ์ และสถาบัน

หลังจากบ้านและที่ดิน 23ไร่นี้ พระยาราชสาส์น ขายคืนให้ พระคลังข้างที่
ก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดเข้าไปครอบครองหรืออาศัย

จนในสมัยรัชกาลที่7 ในหลวง ทรงพระประทานบ้านหลังนี้ให้ พระองค์เจ้าบวรเดชฯ

ซึ่งในปีนั้น เกิดข้อพิพาท ระหว่าง
พระองค์เจ้าบวรเดชฯ กับ กรมพระนครสวรรค์ฯ หรือ ทูลกระหม่อมบริพัตร โอรสร.5 ผู้มีอำนาจสูงสุดในการดูแลกองทัพ ความมั่นคง และมหาดไทย

ก็เห็นแย้งในเรื่อง การปรับปรุงกองทัพ ในเรื่องการเลื่อนยศ และเพิ่มเงินเดือนให้ทหารในกองทัพจำนวนมาก เห็นแย้งกัน

๏เสนาบดี คือ ทูลกระหม่อมบริพัตร
๏รองเสนาบดี คือ พระองค์เจ้าบวรเดช

จนพระองค์เจ้าบวรเดชฯ ขอลาออกจาก รองเสนาบดีกระทรวงกลาโหม

ตอนนั้นกลุ่มคณะราษฎร เริ่มก่อตัว และเตรียมการ ที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว
การแตกแยกของกลุ่มอำนาจราชวงศ์ ก็เป็นจุดอ่อนนึง ของคณะราษฎร์ที่เล็งเห็น

จนต่อมาบ้านเมืองในตอนนั้นสุกงอม!
ที่ทุกอย่างอยู่ในขาลง ทั้งสภาพเศรษฐกิจ สภาพการเงิน สภาพการค้าที่ทรุดโทรม
ประชาชนเดือดร้อนจากภาวะนี้ จนค่าครองชีพขึ้นสูง
งบประมาณแผ่นดิน ก็ขาดแคลน จนรัฐต้องปลดข้าราชการออกจำนวนมาก เพื่อลดค่าใช้จ่าย

ถ้าคุณนึกภาพตอนนั้นไม่ออก เพราะเกิดไม่ทัน
#ให้นึกภาพในวันนี้ครับ555

สิ่งเหล่านี้แหละ เป็นแรงที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง จนคณะราษฎร์ ทำการสำเร็จ

ซึ่งประจวบกับที่ในหลวง ทรงแปรพระราชฐาน ไปที่หัวหิน
เพราะตอนนั้นมีการทดลองฝึกซ้อมยิงปืนใหญ่ ที่หัวหินด้วย
โดยมีแม่ทัพ นายกองระดับสูง ไปร่วมการทดลอง จำนวนมาก!

วันที่ทูลกระหม่อมบริพัตร โดนคณะราษฏร์ ยึดอำนาจ ถูกจับตัวอยู่ในพระที่นั่งอนันตสมาคม
ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ กล่าวกับ กลุ่มทหารหนุ่มคณะราษฏร์ ว่า

“พวกคุณจะมาปกครองคนไทย พวกคุณรู้จักคนไทยดีแล้วเหรอ?”

“ราชวงศ์จักรีปกครองมา 150 ปี รู้ดีว่า คนไทยตั้งปกครองอย่างไร พวกคุณจะเข็นครกขึ้นภูเขาไหวเหรอ?”

“พวกคุณจะต้องเจอปัญหาในเรื่องคน!
แล้วถ้าทุกอย่างจะไม่ราบรื่น คุณคงจะต้องเจอกับการยึดอำนาจกันต่อไปเรื่อยๆ อีกหลายยุค”

ปี2476 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง แค่1ปี
ต่อมาพระองค์เจ้าบวรเดชฯ เป็นผู้ก่อการ จะยึดอำนาจกลับมาให้ฝ่ายขวาจารีตเก่า
แต่ก็แพ้! อย่างย่อยยับ
ในเหตุปะทะ ของ2กลุ่มอำนาจ ที่ย่านบางเขน มีผู้เสียชีวิตไป 50 กว่าคน

จนตอนหลังคณะราษฏร์ สร้างอนุสาวรีย์ฯ ในจุดปะทะ กันตรงนั้น และตั้งชื่อว่า
“อนุสาวรีย์ปราบกบฏ”
ซึ่งก็หมายถึง #กบฏบวรเดช แหละ

ชาวกรุงเทพร่วมสมัยในยุคหลัง ไม่ค่อยได้เรียกชื่อ อนุสาวรีย์ปราบกบฏ
มาในยุคหลังเปลี่ยนคำเรียกกบฏที่แสลงเป็น

อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ

แต่ชาวบ้านเรียกว่าอนุสาวรีย์หลักสี่ มากกว่า

ช่วงปีที่มีการสร้างอุโมงค์ลอดใต้ดิน หน้าวัดพระศรีฯ  และยังมีการสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู
อนุสาวรีย์ปราบกบฏ จึงหายไปเลย ไม่มีใครรับผิดชอบด้วย และ

๏ทั้งหมุดทองเหลือง ของคณะราษฎร ที่ฝังข้างพระบรมรูปทรงม้า ก็หายไป

๏ทั้งการเปลี่ยนชื่อ ค่ายทหาร พิบูลสงคราม ที่ลพบุรี ลบชื่อออกไป

๏ทั้งการทุบอาคารศาลฎีกา ที่คณะราษฏร์ สร้างไว้ข้างสนามหลวง แลขสร้างใหม่

๏ทั้งมีคนนิรนาม จะเปลี่ยนชื่อ “สะพานพิบูลสงคราม” เป็นป้ายใหม่มาทับป้ายเก่า ชื่อใหม่ว่า “สะพานท่าราบ”
เพราะบ้านจอมพล ป.เคยอยู่ใกล้ตรงสะพานนั้น

ท่าราบ ที่เป็นนามสกุลของ พระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) นายทหารคู่ใจของพระองค์เจ้าบวรเดชในการก่อกบฏครั้งนั้น

๏ช่วงนั้น จู่ๆกองทัพ ทำห้องประชุมใหม่ 2 ห้อง ตั้งชื่อห้อง ว่า

#ห้องบวรเดช และ #ห้องศรีสิทธิสงคราม
อ่านต่อคห.2⬇️

CR page Suvapan Pornawalai

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=2145826059617075&id=100025691054411



แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่