ปกติน้ำท่วมมักจะเป็นปัญหาสำคัญสำหรับมนุษย์เงินเดือน ที่ต้องเดินทางไปทำงานทุกวัน โดยเฉพาะใน กทม
ไม่แน่ใจว่าผมรู้สึกไปเองหรือเปล่า ว่าตั้งแต่ท่านชัชชาติ เป็นผู้ว่ามาเกือบจะ ห้าปี รู้สึกว่า ช่วงหลังๆ กทม ประสปปัญหาน้ำท่วมขัง ลดลงมากในหลายพื้นที่
ถ้ามีก็ระบายเร็วกว่าเดิมมาก ก็เลยลองไป research เพิ่มเติม พบข้อเท็จจริง ตามข้างล่างนี้
ปี 2565 ปีแรกที่ชัชชาติเป็นผู้ว่าฯ เจอฝนหนักมาก และ กทม. ถอดบทเรียนพบ จุดเสี่ยงน้ำท่วมถึง 737 จุด ซึ่งกลายเป็น checklist ไล่แก้ปัญหา
หลังจากนั้น กทม. ไล่แก้ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่าง ลอกท่อ ขุดคลอง เปิดทางน้ำ เพิ่มเครื่องสูบน้ำ ปรับปรุงสถานีสูบน้ำ ไปจนถึงอุโมงค์ระบายน้ำ ไม่ได้มีแค่โครงการใหญ่ ๆ
วิธีรับมือก็เปลี่ยนไปพอสมควร มีการใช้ข้อมูลพยากรณ์ฝนล่วงหน้า 1–3 ชั่วโมง เพื่อเตรียมเจ้าหน้าที่และระบบระบายน้ำก่อนฝนลงหนัก
ผลที่เห็นคือหลายพื้นที่ ยังท่วมเมื่อเจอฝนหนักมาก แต่แห้งค่อนข้างเร็ว เช่น 24 พ.ค. 2568 บางเขนเจอฝนถึง 146 มม. วงเวียนหลักสี่มีน้ำท่วมแต่แห้งภายในประมาณ 2 ชั่วโมง
แต่ทว่า ปลายปี 2568 ก็ยังเจอฝนระดับ 111 มม. กลางเมือง น้ำท่วมหลายจุด แต่หลายพื้นที่ลดลงภายในไม่กี่ชั่วโมง
ปัจจุบัน กทม. มีระบบวัดระดับน้ำท่วมถนนแบบ real-time กระจายอยู่ กว่า 240 จุด ทำให้ติดตามได้ว่าตรงไหนเริ่มมีน้ำขัง ไม่ต้องรอให้ประชาชนโทรแจ้งอย่างเดียว
สรุป: จะบอกว่า “ชัชชาติทำให้กรุงเทพไม่ท่วม” คงเวอร์ไป เพราะถ้าฝนลง 100–150 มม. ในเวลาไม่นาน เมืองอย่างกรุงเทพก็ยังท่วมได้
แต่ถ้าบอกว่า ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กทม. เอาจริงกับการแก้จุดเสี่ยง ระบบจัดการน้ำเป็นระบบขึ้น และหลายพื้นที่น้ำลดเร็วกว่าเดิม อันนี้มีข้อมูลให้เห็นอยู่พอสมควร
แล้วเพื่อนๆ ที่อยู่ กทม และ มนุษย์เงินเดือนที่ ทำงานอยู่ใน กทม ที่ต้องเดินทางทุกวัน หละครับ คิดว่า ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา กทม ของพวกเราประสปปัญหาน้ำท่วมน้อยลงมั้ย จากความรู้สึกจริงๆ ไม่อิงตัวเลข
กทม มีแนวโน้มน้ำท่วมน้อยลง และระบายน้ำได้เร็วขึ้น ตั้งแต่ท่านชัชชาติมาเป็นผู้ว่าใช่ไหมครับ
ไม่แน่ใจว่าผมรู้สึกไปเองหรือเปล่า ว่าตั้งแต่ท่านชัชชาติ เป็นผู้ว่ามาเกือบจะ ห้าปี รู้สึกว่า ช่วงหลังๆ กทม ประสปปัญหาน้ำท่วมขัง ลดลงมากในหลายพื้นที่
ถ้ามีก็ระบายเร็วกว่าเดิมมาก ก็เลยลองไป research เพิ่มเติม พบข้อเท็จจริง ตามข้างล่างนี้
ปี 2565 ปีแรกที่ชัชชาติเป็นผู้ว่าฯ เจอฝนหนักมาก และ กทม. ถอดบทเรียนพบ จุดเสี่ยงน้ำท่วมถึง 737 จุด ซึ่งกลายเป็น checklist ไล่แก้ปัญหา
หลังจากนั้น กทม. ไล่แก้ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่าง ลอกท่อ ขุดคลอง เปิดทางน้ำ เพิ่มเครื่องสูบน้ำ ปรับปรุงสถานีสูบน้ำ ไปจนถึงอุโมงค์ระบายน้ำ ไม่ได้มีแค่โครงการใหญ่ ๆ
วิธีรับมือก็เปลี่ยนไปพอสมควร มีการใช้ข้อมูลพยากรณ์ฝนล่วงหน้า 1–3 ชั่วโมง เพื่อเตรียมเจ้าหน้าที่และระบบระบายน้ำก่อนฝนลงหนัก
ผลที่เห็นคือหลายพื้นที่ ยังท่วมเมื่อเจอฝนหนักมาก แต่แห้งค่อนข้างเร็ว เช่น 24 พ.ค. 2568 บางเขนเจอฝนถึง 146 มม. วงเวียนหลักสี่มีน้ำท่วมแต่แห้งภายในประมาณ 2 ชั่วโมง
แต่ทว่า ปลายปี 2568 ก็ยังเจอฝนระดับ 111 มม. กลางเมือง น้ำท่วมหลายจุด แต่หลายพื้นที่ลดลงภายในไม่กี่ชั่วโมง
ปัจจุบัน กทม. มีระบบวัดระดับน้ำท่วมถนนแบบ real-time กระจายอยู่ กว่า 240 จุด ทำให้ติดตามได้ว่าตรงไหนเริ่มมีน้ำขัง ไม่ต้องรอให้ประชาชนโทรแจ้งอย่างเดียว
สรุป: จะบอกว่า “ชัชชาติทำให้กรุงเทพไม่ท่วม” คงเวอร์ไป เพราะถ้าฝนลง 100–150 มม. ในเวลาไม่นาน เมืองอย่างกรุงเทพก็ยังท่วมได้
แต่ถ้าบอกว่า ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กทม. เอาจริงกับการแก้จุดเสี่ยง ระบบจัดการน้ำเป็นระบบขึ้น และหลายพื้นที่น้ำลดเร็วกว่าเดิม อันนี้มีข้อมูลให้เห็นอยู่พอสมควร
แล้วเพื่อนๆ ที่อยู่ กทม และ มนุษย์เงินเดือนที่ ทำงานอยู่ใน กทม ที่ต้องเดินทางทุกวัน หละครับ คิดว่า ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา กทม ของพวกเราประสปปัญหาน้ำท่วมน้อยลงมั้ย จากความรู้สึกจริงๆ ไม่อิงตัวเลข