สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจ ‘ประชาชนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล’.
https://www.dailynews.co.th/news/6131431/
.

.
สวนดุสิตโพล เผยผลการสำรวจ "
ประชาชนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล" พบต้องการให้อภิปราย การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง มากที่สุด
เมื่อวันที่ 23 ส.ค. “
สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “
ประชาชนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,267 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 18-21 สิงหาคม 2569
.
ผลการสำรวจ พบว่า
กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 38.28 ค่อนข้างสนใจติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่กำลังจะมีขึ้น โดยเรื่องที่อยากให้มีการอภิปรายมากที่สุด คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ร้อยละ 80.58 รองลงมาคือ ทุจริตสอบท้องถิ่น ร้อยละ 54.54 กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 54.30 ไม่เชื่อว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ สำหรับสิ่งที่อยากเห็นภายหลังการอภิปรายคือ ต้องการให้มีการตรวจสอบข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่องจริงจัง ร้อยละ 56.99 และเห็นว่าสถานการณ์การเมืองไทยโดยรวมหลังจากการอภิปรายนี้ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง ร้อยละ 50.28
.
ดร.
พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ประชาชนมากกว่าครึ่งยังไม่เชื่อว่า การอภิปรายจะช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ และมองว่าหลังการอภิปรายสถานการณ์การเมืองไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจึงเป็นการติดตามตรวจสอบข้อกล่าวหาอย่างจริงจัง การชี้แจงข้อสงสัย และการแสดงความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าการอภิปรายครั้งนี้จะสร้างผลทางการเมืองได้มากน้อยเพียงใด
.
อาจารย์
นนทวัฒน์ สุวรรณ อาจารย์ประจำโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลโพลครั้งนี้ สะท้อนว่าประชาชนยังให้ความสำคัญกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในฐานะกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐบาล แต่คาดหวังให้เกิดผลในทางปฏิบัติมากกว่าการอภิปรายและลงมติในรัฐสภา ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และการทุจริตในระบบราชการยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ประชาชนใช้ประเมินประสิทธิภาพและความชอบธรรมของรัฐบาล ขณะเดียวกันประชาชนยังให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบทางการเมือง (Political Accountability) โดยต้องการให้ข้อกล่าวหาจากการอภิปรายได้รับการติดตามและตรวจสอบอย่างจริงจัง จึงกล่าวได้ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไม่ควรสิ้นสุดเพียงการลงมติในรัฐสภา แต่ควรนำไปสู่กระบวนการตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้จึงควรใช้โอกาสจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ในการยกระดับความเชื่อมั่น ความชอบธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเมืองของไทยในระยะยาว
.
.
‘นิด้าโพล’ เผยผลสำรวจ ‘รัฐบาลอนุทิน’ เรื่อง ปัญหามากมาย จะรอดไหมเนี่ย
https://www.dailynews.co.th/news/6131392/
..
"นิด้าโพล" เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง "ปัญหามากมาย จะรอดไหมเนี่ย" ต่อเสถียรภาพของรัฐบาล "อนุทิน" พบทุจริตสอบท้องถิ่น-ฮั้วสว.-เขากระโดง ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพ
.
เมื่อวันที่ 23 ส.ค. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “
ปัญหามากมาย จะรอดไหมเนี่ย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18-20 สิงหาคม 2569 จากประชาชนที่มี อายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “
นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
.
จากการสำรวจเมื่อถามถึงประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี
อนุทิน ชาญวีรกูล พบว่า ตัวอย่าง
ร้อยละ 62.75 ระบุว่า การทุจริตการสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นรองลงมา
ร้อยละ 55.88 ระบุว่า การถูกกล่าวหา คดีฮั้ว สว.
ร้อยละ 42.29 ระบุว่า การโดน สส. ตรวจสอบคดีเขากระโดง
ร้อยละ 37.33 ระบุว่า ความผันผวนในราคาพลังงาน
ร้อยละ 33.36 ระบุว่า ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา
ร้อยละ 28.78 ระบุว่า แผนการใช้งบประมาณตาม พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
ร้อยละ 28.17 ระบุว่า ความผันผวนในราคาพืชผลทางการเกษตร
ร้อยละ 25.27 ระบุว่า การจำกัดการถือครองอาวุธปืน
ร้อยละ 24.27 ระบุว่า หลักเกณฑ์ที่เข้มงวดในการขอรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569
ร้อยละ 22.98 ระบุว่า การกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวต่างชาติในประเทศไทย
ร้อยละ 18.17 ระบุว่า การถูกตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
และร้อยละ 5.34 ระบุว่า ไม่มีประเด็นอะไรที่น่ากลัวมาก จนอาจถึงขั้นสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลได้
.
ด้านการรับมือกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล พบว่า
ตัวอย่าง ร้อยละ 39.69 ระบุว่า จะสามารถรับมือได้ บางประเด็น รองลงมา
ร้อยละ 31.99 ระบุว่า จะไม่สามารถรับมือได้เลย
ร้อยละ 16.26 ระบุว่า จะสามารถรับมือได้ ทั้งหมด
ร้อยละ 11.68 ระบุว่า จะสามารถรับมือได้ กับประเด็นส่วนใหญ่
และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ
.
สำหรับความอยู่รอดของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เกี่ยวกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพ พบว่า
ตัวอย่าง ร้อยละ 37.86 ระบุว่า จะไม่รอดแน่ ๆ รองลงมา
ร้อยละ 26.03 ระบุว่า รอด แต่จะบอบช้ำมาก
ร้อยละ 17.94 ระบุว่า รอด แต่จะบอบช้ำเล็กน้อย
ร้อยละ 17.71 ระบุว่า รอดแบบสบาย ๆ แน่นอน
และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ
.
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการที่นายกรัฐมนตรี
อนุทิน ชาญวีรกูล ก้มกราบที่ตัก อดีตนายกรัฐมนตรี
ทักษิณ ชินวัตร พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 41.45 ระบุว่า เป็นแค่การแสดงความเคารพของผู้น้อยที่มีต่อผู้ใหญ่
รองลงมา ร้อยละ 29.62 ระบุว่า เป็นแค่ฉากดรามาทางการเมือง
ร้อยละ 21.60 ระบุว่า การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร
ร้อยละ 17.48 ระบุว่า เป็นการกระทำเพื่อขอการสนับสนุนจากอดีตนายกฯ
ทักษิณ ชินวัตร
ร้อยละ 12.21 ระบุว่า เป็นการแสดงให้เห็นถึงบารมีของอดีตนายกรัฐมนตรี
ทักษิณ ชินวัตร
ร้อยละ 9.62 เป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคเพื่อไทยจะยังคงสนับสนุนนายกฯ
อนุทิน ชาญวีรกูล
ร้อยละ 9.31 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนายกฯ
อนุทิน ชาญวีรกูล
ร้อยละ 4.73 ระบุว่า เห็นด้วยกับการกระทำของนายกฯ
อนุทิน ชาญวีรกูล
และร้อยละ 3.82 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ.
.
.
ญี่ปุ่นระทึก แผ่นดินไหวเขย่าคันโตกลางดึก ไม่มีเตือนภัยสึนามิ
.
เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงทางตอนเหนือของกรุงโตเกียว เมื่อช่วงเช้ามืดของวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น โดยกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นยืนยันว่าไม่มีความเสี่ยงในการเกิดสึนามิ
.
กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. วันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. 2569 (ตามเวลาท้องถิ่น) เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.9 โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดอิบารากิ ลึกราว 70 กิโลเมตร วัดระดับความรุนแรงตามมาตรารับรู้แรงสั่นสะเทือนของญี่ปุ่น (ระดับ 0 ถึง 7) ได้ที่ระดับ 5- (Lower 5) ในพื้นที่จังหวัดอิบารากิ ไซตามะ จิบะ รวมถึงกรุงโตเกียว
.
ผู้ดำเนินกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ โทไค หมายเลข 2 (Tokai No.2) ในจังหวัดอิบารากิ และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ เปิดเผยว่ายังไม่พบรายงานความผิดปกติใดๆ ภายในพื้นที่โรงไฟฟ้า และระดับรังสีโดยรอบยังคงเป็นปกติ
.
JMA รายงานด้วยว่า คลื่นแผ่นดินไหวดังกล่าวส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนเป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้ตึกสูงในพื้นที่รอบกรุงโตเกียวเกิดการแกว่งตัวได้
ทั้งนี้ พบแรงสั่นสะเทือนระดับ 2 (Class 2) บนตึกสูงในเขตปกครองพิเศษ 23 เขตของกรุงโตเกียว จังหวัดไซตามะ และจังหวัดจิบะ ซึ่งเป็นระดับความรุนแรงอันดับ 3 จากทั้งหมด 4 ระดับ ส่งผลให้ผู้ที่อยู่อาศัยบนอาคารสูงเดินเหินได้ลำบากหากไม่ยึดเกาะวัตถุที่ติดตั้งมั่นคงไว้
.
ส่วนในพื้นที่จังหวัดคานางาวะ อิบารากิ โทจิงิ และกุมมะ วัดแรงสั่นสะเทือนบนตึกสูงได้ที่ระดับ 1 (Class 1) ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ภายในอาคารสูงจะรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือน และทำให้มูลี่หรือสิ่งของที่แขวนอยู่แกว่งไกวอย่างเห็นได้ชัด
.
ขณะเดียวกัน สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงโตเกียวได้รับแจ้งเหตุท่อประปาแตกในเขตโคโต กรุงโตเกียว เมื่อเวลาประมาณ 02:05 น. ของวันอาทิตย์ โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบในพื้นที่แล้ว แต่ยังไม่ยืนยันว่ามีความเชื่อมโยงกับเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้หรือไม่
...
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าลิฟต์โดยสารหยุดทำงานชั่วคราวในหลายพื้นที่ ส่งผลให้มีคนติดอยู่ภายในลิฟต์ในบางกรณี แต่เหตุการณ์ทั้งหมดได้รับการช่วยเหลือและแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
.
.
JJNY : ‘ประชาชนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรบ.’│ปัญหามากมาย จะรอดไหมเนี่ย│แผ่นดินไหวเขย่าคันโตกลางดึก│เตือน 4 ภาคฝนหนัก
https://www.dailynews.co.th/news/6131431/
.
.
สวนดุสิตโพล เผยผลการสำรวจ "ประชาชนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล" พบต้องการให้อภิปราย การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง มากที่สุด
เมื่อวันที่ 23 ส.ค. “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ประชาชนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,267 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 18-21 สิงหาคม 2569
.
ผลการสำรวจ พบว่า
กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 38.28 ค่อนข้างสนใจติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่กำลังจะมีขึ้น โดยเรื่องที่อยากให้มีการอภิปรายมากที่สุด คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ร้อยละ 80.58 รองลงมาคือ ทุจริตสอบท้องถิ่น ร้อยละ 54.54 กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 54.30 ไม่เชื่อว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ สำหรับสิ่งที่อยากเห็นภายหลังการอภิปรายคือ ต้องการให้มีการตรวจสอบข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่องจริงจัง ร้อยละ 56.99 และเห็นว่าสถานการณ์การเมืองไทยโดยรวมหลังจากการอภิปรายนี้ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง ร้อยละ 50.28
.
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ประชาชนมากกว่าครึ่งยังไม่เชื่อว่า การอภิปรายจะช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ และมองว่าหลังการอภิปรายสถานการณ์การเมืองไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจึงเป็นการติดตามตรวจสอบข้อกล่าวหาอย่างจริงจัง การชี้แจงข้อสงสัย และการแสดงความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าการอภิปรายครั้งนี้จะสร้างผลทางการเมืองได้มากน้อยเพียงใด
.
อาจารย์นนทวัฒน์ สุวรรณ อาจารย์ประจำโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลโพลครั้งนี้ สะท้อนว่าประชาชนยังให้ความสำคัญกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในฐานะกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐบาล แต่คาดหวังให้เกิดผลในทางปฏิบัติมากกว่าการอภิปรายและลงมติในรัฐสภา ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และการทุจริตในระบบราชการยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ประชาชนใช้ประเมินประสิทธิภาพและความชอบธรรมของรัฐบาล ขณะเดียวกันประชาชนยังให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบทางการเมือง (Political Accountability) โดยต้องการให้ข้อกล่าวหาจากการอภิปรายได้รับการติดตามและตรวจสอบอย่างจริงจัง จึงกล่าวได้ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไม่ควรสิ้นสุดเพียงการลงมติในรัฐสภา แต่ควรนำไปสู่กระบวนการตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้จึงควรใช้โอกาสจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ในการยกระดับความเชื่อมั่น ความชอบธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเมืองของไทยในระยะยาว
.
.
‘นิด้าโพล’ เผยผลสำรวจ ‘รัฐบาลอนุทิน’ เรื่อง ปัญหามากมาย จะรอดไหมเนี่ย
https://www.dailynews.co.th/news/6131392/
..
"นิด้าโพล" เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง "ปัญหามากมาย จะรอดไหมเนี่ย" ต่อเสถียรภาพของรัฐบาล "อนุทิน" พบทุจริตสอบท้องถิ่น-ฮั้วสว.-เขากระโดง ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพ
.
เมื่อวันที่ 23 ส.ค. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ปัญหามากมาย จะรอดไหมเนี่ย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18-20 สิงหาคม 2569 จากประชาชนที่มี อายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
.
จากการสำรวจเมื่อถามถึงประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล พบว่า ตัวอย่าง
ร้อยละ 62.75 ระบุว่า การทุจริตการสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นรองลงมา
ร้อยละ 55.88 ระบุว่า การถูกกล่าวหา คดีฮั้ว สว.
ร้อยละ 42.29 ระบุว่า การโดน สส. ตรวจสอบคดีเขากระโดง
ร้อยละ 37.33 ระบุว่า ความผันผวนในราคาพลังงาน
ร้อยละ 33.36 ระบุว่า ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา
ร้อยละ 28.78 ระบุว่า แผนการใช้งบประมาณตาม พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
ร้อยละ 28.17 ระบุว่า ความผันผวนในราคาพืชผลทางการเกษตร
ร้อยละ 25.27 ระบุว่า การจำกัดการถือครองอาวุธปืน
ร้อยละ 24.27 ระบุว่า หลักเกณฑ์ที่เข้มงวดในการขอรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569
ร้อยละ 22.98 ระบุว่า การกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวต่างชาติในประเทศไทย
ร้อยละ 18.17 ระบุว่า การถูกตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
และร้อยละ 5.34 ระบุว่า ไม่มีประเด็นอะไรที่น่ากลัวมาก จนอาจถึงขั้นสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลได้
.
ด้านการรับมือกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล พบว่า
ตัวอย่าง ร้อยละ 39.69 ระบุว่า จะสามารถรับมือได้ บางประเด็น รองลงมา
ร้อยละ 31.99 ระบุว่า จะไม่สามารถรับมือได้เลย
ร้อยละ 16.26 ระบุว่า จะสามารถรับมือได้ ทั้งหมด
ร้อยละ 11.68 ระบุว่า จะสามารถรับมือได้ กับประเด็นส่วนใหญ่
และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ
.
สำหรับความอยู่รอดของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เกี่ยวกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพ พบว่า
ตัวอย่าง ร้อยละ 37.86 ระบุว่า จะไม่รอดแน่ ๆ รองลงมา
ร้อยละ 26.03 ระบุว่า รอด แต่จะบอบช้ำมาก
ร้อยละ 17.94 ระบุว่า รอด แต่จะบอบช้ำเล็กน้อย
ร้อยละ 17.71 ระบุว่า รอดแบบสบาย ๆ แน่นอน
และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ
.
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ก้มกราบที่ตัก อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 41.45 ระบุว่า เป็นแค่การแสดงความเคารพของผู้น้อยที่มีต่อผู้ใหญ่
รองลงมา ร้อยละ 29.62 ระบุว่า เป็นแค่ฉากดรามาทางการเมือง
ร้อยละ 21.60 ระบุว่า การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร
ร้อยละ 17.48 ระบุว่า เป็นการกระทำเพื่อขอการสนับสนุนจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร
ร้อยละ 12.21 ระบุว่า เป็นการแสดงให้เห็นถึงบารมีของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร
ร้อยละ 9.62 เป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคเพื่อไทยจะยังคงสนับสนุนนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล
ร้อยละ 9.31 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล
ร้อยละ 4.73 ระบุว่า เห็นด้วยกับการกระทำของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล
และร้อยละ 3.82 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ.
.
.