เผยเหตุป่วน 3 จว.ใต้ เกิดไม่ต่ำกว่า 30 จุด ด้าน ยะลา ยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุด
https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_10371074
.

.
เผยเหตุป่วน 3 จว.ใต้ เกิดพร้อมกันไม่ต่ำกว่า 30 จุด ทั้งปล้น วางเพลิง ทำลายทรัพย์สิน ด้าน ยะลา ยกระดับความปลอดภัย
.
วันที่ 22 ส.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบกระจายตัวในหลายพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา นราธิวาส และปัตตานี) โดยคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวนลอบก่อเหตุหลายรูปแบบ อาทิ เผายางรถยนต์, เผารถยนต์ราชการ, เผาเสาสัญญาณโทรศัพท์และกล้องวงจรปิด, โปรยตะปูเรือใบ รวมถึงพบวัตถุต้องสงสัยในหลายจุด ส่งผลให้ทรัพย์สินทางราชการและสาธารณูปโภคเสียหาย
.
โดยสรุปเหตุในพื้นที่ จ.ยะลา อำเภอธารโต ลอบเผารถยนต์ราชการ อบต.บ้านแหร 2 คัน และเผาเสาสัญญาณโทรศัพท์ บ.ศรีท่าน้ำ อำเภอบันนังสตา ป่วนหลายจุดตามถนนสาย 410 (เผายาง, เผาเสาสัญญาณ, เผากล้องวงจรปิดสามแยกตันหยง และจุดบริเวณโรงเรียน/ชุมชนต่างๆ)
.
อำเภอเมืองยะลา เผาป้ายโฆษณา ถนนสาย 418, โปรยตะปูเรือใบ ถนนบุดี, เผายางหน้าสุสานจีน/บ้านต้นหยี และพบวัตถุต้องสงสัยบริเวณโค้งบ้านยะลา (ลำใหม่) อำเภอรามัน ลอบวางเพลิงยางรถยนต์ 2 จุด (ต.จะกว๊ะ และ ต.กายูบอเกาะ) และพ่นสีพื้นถนน (ต.เนินงาม)
.
ขณะที่ยอดรายงานเหตุการณ์เบื้องต้นทั่ว 3 จชต. (ณ เวลา 22.00 น.) ประกอบด้วย นราธิวาส 13 จุด, ยะลา 14 จุด และปัตตานี 5 จุด โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกำลังเร่งตรึงกำลังและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งนี้ รายละเอียดความเสียหายและจำนวนจุดเกิดเหตุอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามผลการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่
.
ทางด้าน พล.ต.ท.
ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภาค 9 สั่งการด่วนให้ทุกสถานีตำรวจและหน่วยกำลังเพิ่มระดับความพร้อมขั้นสูงสุด หลังประเมินว่าฝ่ายตรงข้ามพยายามสร้างสถานการณ์ต่อเป้าหมายและฐานปฏิบัติการ
.
ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.
กองอรรถ สุวรรณขำ ผบก.ภ.จว.ยะลา ได้สั่งคุมเข้มจุดตรวจสำคัญ เช่น ด่านตรวจมลายูบางกอก ทางเข้าเมืองยะลา เน้นตรวจสอบบุคคล ยานพาหนะ และวัตถุต้องสงสัยอย่างละเอียดพร้อมกำชับ 3 ฝ่าย (ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง) บูรณาการกำลังปฏิบัติหน้าที่ตามหลักยุทธวิธี ห้ามปฏิบัติงานซ้ำซากเพื่อความปลอดภัย พร้อมเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน
.
.
ลงทุนพุ่ง แต่ไทยได้อะไร? เปิดภาวะ “เศรษฐกิจไข่แดง” เสี่ยงเป็นแค่พื้นที่ให้เช่า
.
ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 อาจดูเหมือนมีสัญญาณบวกจากการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึง 13.4% แต่เมื่อมองลึกลงไป กลับพบภาพที่น่ากังวล
.
นายนพรุจ จินดาสมบัติเจริญ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% ว่า การลงทุนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าเครื่องจักรและชิ้นส่วนเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
.
ผลที่ตามมาคือ ไทยมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงเป็นประวัติการณ์ราว 5.75 แสนล้านบาท แม้ส่วนหนึ่งจะเกิดจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง
.
แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ เมื่อหันกลับมาดู “ภาคการผลิตจริง” ในประเทศ กลับขยายตัวเพียง 0.1% ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงเหลือ 57.47% ต่ำสุดในรอบ 6 ปี
.
พูดง่ายๆ คือ เงินลงทุนเข้ามา แต่ภาคผลิตไทยไม่ได้โตตาม
.
เมื่อการลงทุนสูง แต่ประโยชน์ไม่กระจายถึงเศรษฐกิจไทย.
.
นายนพรุจ อธิบายว่า ภาวะดังกล่าวเรียกว่า “เศรษฐกิจแบบไข่แดง” (Enclave Economy)
.
ลักษณะคือ ต่างชาติเข้ามาตั้งฐานผลิตหรือติดตั้งเทคโนโลยีขั้นสูงในไทย แต่การดำเนินธุรกิจกลับแยกออกจากระบบเศรษฐกิจในประเทศ ไม่ได้เชื่อมโยงกับผู้ผลิตหรือวัตถุดิบไทยมากนัก
.
ผลกำไรส่วนใหญ่จึงไหลกลับไปต่างประเทศ ขณะที่ไทยได้รับเพียงมูลค่าเพิ่มในขั้นปลายน้ำและค่าจ้างแรงงานที่จำกัด
.
โดยมองว่า นี่สะท้อนว่านโยบายเศรษฐกิจไทยยังติดอยู่กับแนวคิดส่งเสริมการลงทุนแบบเดิมเมื่อประมาณ 40 ปีก่อน ซึ่งเชื่อว่า หากให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อดึง FDI เข้ามา การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตไทยจะเกิดขึ้นเอง
.
แต่วันนี้บริบทเปลี่ยนไปแล้ว
.
เพราะข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA เปิดทางให้บริษัทต่างชาติสามารถนำเข้าชิ้นส่วนต้นทุนต่ำจากประเทศต้นทางได้โดยตรง ฐานผู้ผลิตในประเทศจึงไม่ได้ถูกพัฒนาเท่าที่ควร
.
จนเกิดคำถามสำคัญว่า…ประเทศไทยกำลังกลายเป็นเพียง “พื้นที่ให้เช่า” สำหรับตั้งโรงงานและโกดังเซิร์ฟเวอร์หรือไม่?
.
ถ้าอยากเป็นประเทศรายได้สูง ต้องสร้าง “ของตัวเอง”
.
นายนพรุจ ระบุว่า ไทยไม่มีทางก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูง หากยังเป็นเพียงฐานรับจ้างประกอบสินค้าขั้นปลาย หรือเปิดพื้นที่ให้ต่างชาติเข้ามาตั้งฐานผลิต
.
หัวใจสำคัญของการเพิ่มรายได้ต่อหัวอย่างยั่งยืน คือ การยกระดับผลิตภาพ มีเทคโนโลยีและความสามารถของตัวเอง และสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ
ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงานราคาถูก ไปสู่การผลิตสินค้าเทคโนโลยีมูลค่าสูง ที่สามารถสร้างผลตอบแทนและกระจายรายได้กลับสู่คนในประเทศ
.
3 ทางออก สู่ “นโยบายอุตสาหกรรมยุคใหม่”
.
อย่างไรก็ตาม นายนพรุจเสนอว่า ภาครัฐต้องเปลี่ยนวิธีคิด และสร้างยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการพัฒนาเทคโนโลยีของไทย โดยเฉพาะสาขาที่ต่อยอดจากฐานความเชี่ยวชาญเดิม เพื่อสร้างความสามารถเฉพาะทางจนไทยสามารถขึ้นมาเป็นผู้นำ หรือใช้เป็นข้อต่อรองในการเจรจาการค้ากับต่างประเทศได้
.
ลงทุนพุ่ง แต่โรงงานไทยไม่โต? นักวิชาการทีดีอาร์ไอ ชี้สัญญาณ “เศรษฐกิจไข่แดง” เตือนหากยังเน้นดึงเงินต่างชาติ โดยไม่สร้างฐานผลิตของตัวเอง ไทยอาจเป็นเพียงพื้นที่ตั้งโรงงานและโกดังเซิร์ฟเวอร์
.
1. เลือกให้ชัดว่าไทยจะเก่งอะไร
.
แทนที่จะตั้งเป้าหมายกว้างๆ เช่น การเป็น “ศูนย์กลางระดับภูมิภาค” หรือส่งเสริมทุกอุตสาหกรรมแบบหว่านแห จนงบประมาณและสิทธิประโยชน์กระจายตัว
.
รัฐควรกำหนด “ตำแหน่งเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานโลก” ที่สอดคล้องกับขีดความสามารถและฐานทุนเดิมของไทย
.
ไทยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของเทคโนโลยีทุกตัวหรือผลิตสินค้าทุกขั้นตอน แต่ต้องเลือกจุดที่สามารถสร้างความได้เปรียบเฉพาะทางจนโลกขาดไม่ได้
เช่น ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ไทยควรมุ่งไปที่ การประกอบและทดสอบขั้นสูง รวมถึงเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ ซึ่งสามารถต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เดิมได้
.
ขณะเดียวกัน ต้องเปิดทางให้แรงงานและผู้ประกอบการจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่กำลังชะลอตัว เช่น ยานยนต์สันดาปและพลาสติก นำความเชี่ยวชาญไปต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอนาคต เช่น ชิ้นส่วนเครื่องมือแพทย์ ระบบราง และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
เพื่อรักษาการจ้างงานทักษะสูงและเพิ่มมูลค่าในประเทศ
.
2. ทุกหน่วยงานต้องเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
.
รัฐบาลต้องเลิกทำงานแบบต่างคนต่างทำตามภารกิจของแต่ละกระทรวง แต่ต้องออกแบบ “ชุดนโยบาย” โดยมีเป้าหมายของแต่ละอุตสาหกรรมเป็นตัวตั้ง
ตั้งแต่การสนับสนุนทุนวิจัย การยกระดับโรงงานให้ได้มาตรฐานสากล การปลดล็อกกฎระเบียบ การเร่งทดสอบมาตรฐานในประเทศ ไปจนถึงการใช้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสร้างตลาดนำและการใช้งานจริง
.
เพราะหากขาดเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง การพัฒนาอุตสาหกรรมก็จะไม่สมดุล
.
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ที่ไทยสามารถสร้างตลาดได้ในปริมาณมาก แต่ยังขาดการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
.
3. รัฐต้องทำงานข้ามกระทรวง และจับมือเอกชนอย่างใกล้ชิด
.
ความสำเร็จของนโยบายอุตสาหกรรมไม่ได้อยู่แค่การมีนโยบาย แต่ต้องมีกลไกที่สามารถทลายกำแพงการทำงานแบบไซโลได้
นายนพรุจเสนอให้มีทั้งกลไกระดับชาติที่ประสานงานข้ามกระทรวงได้จริง และคณะทำงานเฉพาะด้านที่ลงลึกถึงรายละเอียดและช่วยปลดล็อกปัญหาของแต่ละอุตสาหกรรม
.
ขณะเดียวกัน รัฐควรยึดหลัก “ใกล้ชิดแต่ไม่ถูกครอบงำ”
.
เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้ใช้งานจริงเข้ามาร่วมออกแบบนโยบายและทดลองผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้รัฐเข้าใจปัญหาหน้างานและตอบโจทย์ตลาดได้จริง
.
แต่ในเวลาเดียวกัน ต้องรักษาความเป็นอิสระในการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อไม่ให้การสนับสนุนของรัฐกลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม
.
สุดท้ายแล้ว “ลงทุนมาก” อาจไม่ใช่คำตอบ
.
สำหรับ นายนพรุจ ตัวชี้วัดความสำเร็จของเศรษฐกิจไทยไม่ควรอยู่ที่ว่าไทยดึงต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานได้มากแค่ไหน หรือเข้าไปเป็นซัพพลายเออร์ให้บริษัทต่างชาติได้กี่ราย
.
แต่ต้องถามว่า…ไทยสามารถเพิ่มผลิตภาพของประเทศ ด้วยการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นหัวหอกเชิงยุทธศาสตร์ของตัวเองได้หรือไม่
เพราะหากไทยไม่สามารถสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับโลกได้ ผลิตภาพของประเทศก็อาจติดเพดาน และไทยก็จะยังวนเวียนอยู่กับ “กับดักรายได้ปานกลาง” ต่อไป
.
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่ “จะดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศได้เท่าไร”
.
แต่คือ “ทำอย่างไรให้การลงทุนที่เข้ามา สร้างเทคโนโลยี ผลิตภาพ และมูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่กับคนไทยได้จริง”
.
.
เหยื่อรัสเซีย “โจมตีซ้อน” ศูนย์การค้าในยูเครนเพิ่มเป็น 16 ศพ-บาดเจ็บกว่า 130 คน.
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10370955
.
เหยื่อรัสเซีย “โจมตีซ้อน” – บีบีซี รายงานวันที่ 23 ส.ค. ถึงความคืบหน้าสถานการณ์ความไม่สงบใน ยูเครน ที่ยังนองเลือด
.
หลังรัสเซียโจมตีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ในเมืองกรือวึยรีห์ แคว้นดนีปรอแปตร็อวสก์ ทางตอนกลางของประเทศ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 16 ราย และกว่า 130 รายได้รับบาดเจ็บ
.
รายงานระบุว่าโดรน 2 ลำของรัสเซียพุ่งเป้าใส่ศูนย์การค้าที่มีผู้คนพลุกพล่าน การโจมตีดังกล่าวเรียกว่าการโจมตีแบบ “ดับเบิล-แท็ป” หรือยุทธวิธีทางทหารในการโจมตีซ้ำจุดเดิมไม่นานหลังการโจมตีครั้งแรก
.
ประธานาธิบดี
โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ประณามการโจมตีที่ “
ไร้ศีลธรรมและน่ารังเกียจ” รายงานระบุด้วยว่า รัสเซียกับยูเครนยิงปะทะกันอีกครั้งในช่วงข้ามคืนวันศุกร์เข้าสู่วันเสาร์ การโจมตีของยูเครนทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 รายในรัสเซีย รวมถึงเด็ก 2 ราย และมีผู้เสียชีวิต 2 รายจากการโจมตีของรัสเซีย
JJNY : เผยเหตุป่วน 3 จว.ใต้│ลงทุนพุ่ง แต่ไทยได้อะไร?│เหยื่อรัสเซียเพิ่มเป็น 16 │ผู้พิพากษาสหรัฐสั่งเลิกระงับวีซ่าผู้อพยพ
.
.
เผยเหตุป่วน 3 จว.ใต้ เกิดพร้อมกันไม่ต่ำกว่า 30 จุด ทั้งปล้น วางเพลิง ทำลายทรัพย์สิน ด้าน ยะลา ยกระดับความปลอดภัย
.
วันที่ 22 ส.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบกระจายตัวในหลายพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา นราธิวาส และปัตตานี) โดยคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวนลอบก่อเหตุหลายรูปแบบ อาทิ เผายางรถยนต์, เผารถยนต์ราชการ, เผาเสาสัญญาณโทรศัพท์และกล้องวงจรปิด, โปรยตะปูเรือใบ รวมถึงพบวัตถุต้องสงสัยในหลายจุด ส่งผลให้ทรัพย์สินทางราชการและสาธารณูปโภคเสียหาย
.
โดยสรุปเหตุในพื้นที่ จ.ยะลา อำเภอธารโต ลอบเผารถยนต์ราชการ อบต.บ้านแหร 2 คัน และเผาเสาสัญญาณโทรศัพท์ บ.ศรีท่าน้ำ อำเภอบันนังสตา ป่วนหลายจุดตามถนนสาย 410 (เผายาง, เผาเสาสัญญาณ, เผากล้องวงจรปิดสามแยกตันหยง และจุดบริเวณโรงเรียน/ชุมชนต่างๆ)
.
อำเภอเมืองยะลา เผาป้ายโฆษณา ถนนสาย 418, โปรยตะปูเรือใบ ถนนบุดี, เผายางหน้าสุสานจีน/บ้านต้นหยี และพบวัตถุต้องสงสัยบริเวณโค้งบ้านยะลา (ลำใหม่) อำเภอรามัน ลอบวางเพลิงยางรถยนต์ 2 จุด (ต.จะกว๊ะ และ ต.กายูบอเกาะ) และพ่นสีพื้นถนน (ต.เนินงาม)
.
ขณะที่ยอดรายงานเหตุการณ์เบื้องต้นทั่ว 3 จชต. (ณ เวลา 22.00 น.) ประกอบด้วย นราธิวาส 13 จุด, ยะลา 14 จุด และปัตตานี 5 จุด โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกำลังเร่งตรึงกำลังและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งนี้ รายละเอียดความเสียหายและจำนวนจุดเกิดเหตุอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามผลการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่
.
ทางด้าน พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภาค 9 สั่งการด่วนให้ทุกสถานีตำรวจและหน่วยกำลังเพิ่มระดับความพร้อมขั้นสูงสุด หลังประเมินว่าฝ่ายตรงข้ามพยายามสร้างสถานการณ์ต่อเป้าหมายและฐานปฏิบัติการ
.
ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.กองอรรถ สุวรรณขำ ผบก.ภ.จว.ยะลา ได้สั่งคุมเข้มจุดตรวจสำคัญ เช่น ด่านตรวจมลายูบางกอก ทางเข้าเมืองยะลา เน้นตรวจสอบบุคคล ยานพาหนะ และวัตถุต้องสงสัยอย่างละเอียดพร้อมกำชับ 3 ฝ่าย (ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง) บูรณาการกำลังปฏิบัติหน้าที่ตามหลักยุทธวิธี ห้ามปฏิบัติงานซ้ำซากเพื่อความปลอดภัย พร้อมเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน
.
.
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10370955
.
เหยื่อรัสเซีย “โจมตีซ้อน” – บีบีซี รายงานวันที่ 23 ส.ค. ถึงความคืบหน้าสถานการณ์ความไม่สงบใน ยูเครน ที่ยังนองเลือด
.
หลังรัสเซียโจมตีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ในเมืองกรือวึยรีห์ แคว้นดนีปรอแปตร็อวสก์ ทางตอนกลางของประเทศ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 16 ราย และกว่า 130 รายได้รับบาดเจ็บ
.
รายงานระบุว่าโดรน 2 ลำของรัสเซียพุ่งเป้าใส่ศูนย์การค้าที่มีผู้คนพลุกพล่าน การโจมตีดังกล่าวเรียกว่าการโจมตีแบบ “ดับเบิล-แท็ป” หรือยุทธวิธีทางทหารในการโจมตีซ้ำจุดเดิมไม่นานหลังการโจมตีครั้งแรก
.
ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ประณามการโจมตีที่ “ไร้ศีลธรรมและน่ารังเกียจ” รายงานระบุด้วยว่า รัสเซียกับยูเครนยิงปะทะกันอีกครั้งในช่วงข้ามคืนวันศุกร์เข้าสู่วันเสาร์ การโจมตีของยูเครนทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 รายในรัสเซีย รวมถึงเด็ก 2 ราย และมีผู้เสียชีวิต 2 รายจากการโจมตีของรัสเซีย